4thDecember

4thDecember

4thDecember

 

February 21,2020

ถอดบทเรียน‘กราดยิง’ ต้นตอคือเหลื่อมล้ำ แนะจัดการต้นเหตุปัญหา

ราชภัฏโคราช เปิดเวทีเสวนา ถอดบทเรียน : กราดยิงโคราช โศกนาฏกรรมที่ไม่ใช่ปัญหาเพียงแค่ระดับปัจเจกบุคคล แต่มีสาเหตุ แรงจูงใจจากต้นตอปัญหาความเหลื่อมล้ำโครงสร้างทางสังคม ชี้สื่อไม่ควรละเมิดสิทธิในการนำเสนอข่าว แนะควรให้ความสำคัญปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๘.๓๐ น. ที่ห้องประชุม ดร.เศาวนิต เศาณานนท์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานเปิดเวทีเสวนา “ถอดบทเรียน : กราดยิงโคราช” โดยมี ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อาจารย์อังคณา พรมรักษา คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ รศ.ดร.ประยุทธ ไทยธานี อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาจิตวิทยาการปรึกษา และการแนะแนว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นวิทยากร ซึ่งมีตัวแทนจากหลายภาคส่วน รว

ทั้งนักศึกษาเข้าร่วม

ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า เรื่องของการเยียวยาตนมองว่า สิ่งที่ส่วนราชการดำเนินการโดยการจัดหางบจากการบริจาค ตนคิดว่า มีความชอบธรรม แต่สิ่งที่ต้องการฝากคือ กลไกที่จะเยียวยาผู้เจ็บป่วย หรือญาติของผู้เสียชีวิต ด้วยกระบวนการที่เข้าไปดูแล โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านจิตใจ และสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือ ครอบครัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งครอบครัวเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างน้อยควรมีกลไกในการเยียวยาแม่ หรือครอบครัวของผู้ก่อเหตุด้วย ไม่อยากให้ละเลย อาจจะไม่ใช่เรื่องของการจัดเงินบริจาค เพราะคงไม่เหมาะสม แต่ควรเป็นการดูแลด้านจิตใจ เพื่อที่จะไม่ให้ครอบครัวได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้ เพราะขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤต และเขาก็คือประชาชนคนหนึ่ง

 “เหตุการณที่เกิดขึ้น ทุกคนเศร้าไม่ใช่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่พูดถึงกันทั้งโลก ทั้งนี้ในบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เบื้องต้นเปิดศูนย์รับบริจาคโลหิต จริงๆ เรามีศูนย์นี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราเปิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ มีประชาชนมาร่วมบริจาคค่อนข้างมาก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีนักศึกษาของเราติดอยู่ในเหตุการณ์หลายคน ถึงแม้จะไม่มีนักศึกษาเสียชีวิต แต่มีประชาชน หรือนักศึกษามหาวิทยาลัยรั้วข้างๆ เสียชีวิต ผมคิดว่า นอกจากส่วนราชการ และภาคเอกชนที่เข้าไปช่วยกันประนีประนอมเพื่อกู้สถานการณ์ให้เป็นปกติได้ ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น จึงนำเหตุการณ์ในครั้งนี้มาถอดบทเรียนว่า มีมูลเหตุจูงใจอะไรนอกจากที่เป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจ หรือสิ่งที่ถูกหล่อหลอมคืออะไร จึงทำให้ก่อเหตุดังกล่าว” อธิการบดี กล่าว

ไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิต 

ทั้งนี้ ผศ.ดร.อดิศร ได้กล่าวไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต มีใจความว่า “ขอให้ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิตไปสู่สุคติยังสัมปรายภพ เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกฝ่ายในการป้องกัน กำกับ ดูแล เพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดี มิให้ใครประสบเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต ขอให้ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้างเมืองโคราชให้เข้มแข็ง ร่วมมือกันทำวันพรุ่งนี้ให้ดีที่สุด” จากนั้นผู้ร่วมเสวนายืนไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเวลา ๑ นาที

ต่อมา เป็นการเสวนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน : กราดยิงโคราช” ต่อประเด็นที่ว่า คนๆ หนึ่งจะสามารถลุกขึ้นมาทำอะไรที่ใหญ่โตแบบนี้ได้อย่างไร โดย รศ.ดร.ประยุทธ ไทยธานี กล่าวว่า ในทางจิตวิทยา ทุกคนมีจิตใต้สำนึกที่อยู่ลึกๆ ก้นบึ้งของจิตใจ ทุกคนมีความก้าวร้าว เพียงแต่ถูกกดด้วยจิตสำนึก เมื่อวันหนึ่งได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงสิ่งที่อยู่ภายใต้จิตสำนึกก็จะโผล่ขึ้นมา ทั้งนี้ระดับความรุนแรงก็จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานของทุกคน เมื่อวันหนึ่งสติหลุด เราก็สามารถเป็นแบบนี้ได้

ความเครียดเป็นเหตุ

“ในเหตุการณ์กราดยิง สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากความเครียดที่สะสม เนื่องจากผู้ก่อเหตุต้องมีความเครียดสะสมมาในระดับหนึ่ง ถึงจะสามารถทำแบบนี้ได้ เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง หรือที่เราเรียกว่า จุดระเบิด ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเขาเตรียมการมาก่อนหรือไม่ แต่ด้วยที่เขามีทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ ที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป จึงทำให้เขาสามารถก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้ได้”

รศ.ดร.ประยุทธ กล่าวอีกว่า หลังจากยิงผู้เสียชีวิต ๒ รายแรกแล้ว ทางจิตวิทยาจะมีทางออก ๒ อย่าง คือ สู้กับมัน หรือหนีไป จะเห็นได้ว่าการหนีเป็นทางที่เขาไม่เลือก แต่เลือกสู้ ก็มีปัจจัยอื่นมา สนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องของสังคม เราไปย้อนดูเฟซบุ๊กของเขา จะเห็นว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนที่ค่อนข้างมีแนวโน้มเป็นคนก้าวร้าวพอควร การที่หลายๆ คนออกมาบอกว่า เขาเป็นคนปกติ ไม่มีอะไรที่บ่งบอกได้ว่าจะมาทำอะไรแบบนี้ นั่นก็เพราะจิตใต้สำนึกของเขายังไม่โผล่ออกมาให้เห็น แต่เมื่อออกมาแล้ว เราสามารถที่จะทำได้ทุกอย่าง ซึ่งผลลัพธ์ความรุนแรงของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป

“เขาเลือกที่จะสู้ ผมเข้าใจนะว่า เขารู้ว่ายังไงก็ไม่รอด แต่เขาคิดว่า อย่างน้อยๆ หากจะตาย ทุกคนก็ต้องจำเขาได้ ซึ่งสิ่งที่เขาทำนั้นสำเร็จ เรามาลองย้อนดู ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว ไปถึงไหนแล้ว แต่เรายังพูดถึงเขาอยู่ และเรื่องบางเรื่องที่ถูกปิดไว้ ก็จะถูกเปิดเผยออกมา” รศ.ดร.ประยุทธ กล่าว

ให้ความสำคัญสุขภาพจิต

รศ.ดร.ประยุทธ กล่าวเสริมถึงการระงับอารมณ์ของมนุษย์ว่า คนเรามีวิธีที่แตกต่างกัน ในประเทศไทยให้ความสำคัญสุขภาพทางกายมาก แต่สุขภาพจิตแทบจะถูกละเลย แต่ที่ต่างประเทศ หากวันนี้พูดคุยกันไม่เข้าใจ วันรุ่งขึ้นเขาก็ไปโรงพยาบาล ไปพบจิตแพทย์เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่ของเรา ถ้าไม่หนักถึงขั้นสื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือคลั่งขึ้นมาก็ไม่ยอมไปพบหมอ จะมีสักกี่คนที่คิดว่า วันหนึ่งตัวเองต้องอยู่ในจุดที่ต้องพึ่งคนอื่น เช่น ผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ ในขณะที่บางคนยังไม่รู้ว่า จิตแพทย์คืออะไร ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น

“เราควรดูแลสุขภาพจิตของเราเอง และต้องรู้ว่าทำแบบไหนแล้วจะดีขึ้น บางสถานการณ์อาจจะต้องสู้ หรือบางสถานการณ์อาจจะต้องหนี หากจะสู้ก็ต้องเลือกให้ถูกวิธี ไม่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ดังนั้น การมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญควรจะเป็นประเด็นแรกๆ ที่ควรปลูกฝัง ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย” รศ.ดร.ประยุทธ กล่าว

ไม่ใช่ความผิดปัจเจกบุคคล

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล กล่าวว่า ไม่ต้องการให้มองเรื่องนี้เป็นความผิดระดับปัจเจกบุคคล ที่เราไปแปะป้ายบอกว่า เขาเป็นฆาตกร เขาเป็นจ่าคลั่ง แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะการที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาก่อเหตุรุนแรงแบบนี้ต้องมีปัจจัยทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง คล้ายๆ กับว่า เขาเป็นปีศาจที่ถูกสร้างขึ้น มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณความก้าวร้าว และรุนแรง แต่เก็บไว้เพราะสำนึกที่มีว่า เราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม แต่กรณีนี้เราต้องมาทำความเข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้น มากกว่ามามองว่าเป็นระดับปัจเจกบุคคล แต่ควรมองว่า นี่คือชิ้นส่วนหนึ่งที่แสดงว่าสังคมเรากำลังมีปัญหา และความรุนแรงเริ่มขยายตัวมากขึ้น ช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมามีข่าวรุนแรงทางสังคมหลายกรณี

“หลังจากเกิดเหตุ เราเห็นข้อมูลหลายๆ อย่างที่ถูกเปิดเผย ทำให้เราต้องมาถอดเหตุการณ์ถึงแรงจูงใจ เราจะเห็นได้ว่า ผู้ก่อเหตุมีความเครียดสะสม ที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ สถานภาพที่ไม่สามารถต่อสู้หรือต่อรองได้ เพราะเป็นทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งผู้ขัดแย้งเป็นถึงระดับผู้บังคับบัญชา เขามองไม่เห็นทางออก และในตอนนั้นหลังจากที่เขาทำร้ายผู้เสียชีวิตทั้ง ๒ คน ก็เป็นเหมือนการจุดระเบิด เมื่อระเบิดติดแล้ว ก็ทำให้ลามไปกระทบกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ปัญหาโครงสร้างทางสังคม

ผศ.อรรถพล กล่าวอีกว่า เราต้องดึงตัวเองออกมาจากมิติอารมณ์ และมองดูผู้ก่อเหตุในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง เขาเป็นคนเหมือนเรา เป็นคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับโครงสร้างทางสังคม อยู่ในฐานะที่มีบทบาทเป็นทหาร ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยสังคมการแบ่งระดับชั้นยศ ที่มีฐานะต่ำกว่าผู้บังคับบัญชา เวลาที่จะส่งเสียงออกมาต่อสู้ปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเอง อย่างเรื่องนี้ เป็นความขัดแย้งเรื่องกู้เงิน ที่หาช่องทางการต่อรองไม่ได้ จึงเลือกใช้วิธีนี้จัดการ พร้อมกับมุ่งไปข้างหน้าโดยที่ไม่หนี ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างในสังคม เพราะจำนวนเงินกู้ ๑.๕ ล้าน อาจจะเป็นทั้งชีวิตของเขา หรือการถูกโกงเงินเป็นแสนๆ คือ ทั้งหมดที่เขาจะต้องรับภาระไปจนถึงเกษียณ รวมทั้งคนในครอบครัว ดังนั้น จึงเป็นความเครียดที่ไม่ได้เกิดจากตัวเขาเอง แต่เป็นสังคมรอบๆ ตัว รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่ต้องมองหาทางออก

“เรื่องของความเหลื่อมล้ำทางความรู้สึก เหมือนเขาถูกต้อนเข้าตาจน พยายามส่งเสียงทักท้วงก็ถูกสั่งลงโทษ ถูกขัง ต่อรองไม่ได้ และยังมีทหารอีกจำนวนมากที่พยายามส่งเสียงเหล่านั้นออกมา เราจึงได้พบว่า ประเด็นนี้คือปัญหาของโครงสร้าง ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลที่จะลุกขึ้นให้ปีศาจในตัวเองปล่อยออกมา แต่สังคมคือผู้สร้างปีศาจตัวนี้ อย่าลืมว่า สิ่งที่เขาเจอก่อนตัดสินใจก่อเหตุ มันเป็นอำนาจที่ตรวจสอบและต่อรองไม่ได้ ดังนั้น วิธีการจัดการปัญหาคือ การพุ่งชน ซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงที่เลยเถิดขึ้น” ผศ.อรรถพล กล่าว

บทเรียนที่ไม่ควรละเลย

ผศ.อรรถพล กล่าวอีกว่า สังคมเรียนรู้จากเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ขณะเกิดเหตุการณ์เราไม่รู้ว่าจะบานปลายมากขนาดนี้ แต่กระแสการส่งต่อข้อมูลค่อนข้างรวดเร็ว ซึ่งช่วงที่ผู้ก่อเหตุเดินทางไปยังเทอร์มินอล ๒๑ เขารับรู้ว่าสังคมรับรู้เรื่องนี้อย่างไร และเขาทำให้เป้าหมายที่สำคัญของเขา คือ การทำให้โลกมองเห็นจะต้องบรรลุ และต้องทำให้ชัดเจนขึ้น เราจะเห็นหลายกระแสเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับหนังเรื่อง Joker นั่นคือ บางคนเลยจุดที่ต้องการความสงสารหรือความเห็นใจแล้ว มันเป็นจุดที่ต้องการให้คนมองเห็น ต้องการเอาคืน โดยใช้วิธีรุนแรงในการโต้ตอบ สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากภาวะขาดสติ แต่เขามีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการใช้อาวุธ พื้นที่ที่เข้าไปก่อเหตุ และมองเห็นกระทั่งสื่อรายงานอะไร เขาอ่านทางออกด้วยซ้ำว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการกับเขาวิธีใด

“เขาทำด้วยสติสัมปชัญญะระดับหนึ่ง แต่เป็นสติที่ปิดประตูแพ้แล้ว ต้องเอาชนะและให้สังคมมองเห็นเขาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกมองว่า เขาคือปีศาจตัวหนึ่งที่สังคมช่วยกันสร้างจากตัวตนข้างในออกมา และสังคมต้องทบทวนด้วยว่า เขาจะไม่ใช่คนสุดท้าย หากต้นตอของเรื่องนั้นไม่ถูกจัดการ และกรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่มองย้อนไปว่า เขาไม่ใช่รายแรก”

ผศ.อรรถพล กล่าวอีกว่า “ผู้ก่อเหตุคือคนหนึ่งที่ทิ้งร่องรอยให้เห็นว่า สังคมไทยต้องเผชิญปัญหานี้อีกนาน เราต้องมองปัญหาอย่างลุ่มลึก และทบทวนอย่างจริงจัง หากมองแค่ว่า เขาถูกวิสามัญไปแล้ว เรื่องจบ และพยายามลืม ปัญหาเหล่านั้นก็จะไม่ถูกแก้ไข” 

อิทธิพลของสื่อ

อาจารย์อังคณา พรมรักษา กล่าวว่า สื่อโซเชียลมีอิทธิพลกับทุกคนในสังคม เหตุการณ์ครั้งนี้หลายคนที่เกี่ยวข้องลุกขึ้นมาสื่อสารทั้งคนในและคนนอกสถานการณ์ ซึ่งคนนอกล้วนแล้วแต่จะสื่อสารหรือแสดงความคิดเห็น ทำให้บทบาทในการสื่อสารขยายออกไปในวงกว้าง ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดการกระจายข่าวผิดๆ หรือ Fake News ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเรื่องของวิกฤตของกระบวนการข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งผ่านในหลายช่องทาง

“หลายฝ่ายมองว่าสื่อหลักมีบทบาทรายงานข้อเท็จจริง อย่างกรณีเกิดเหตุช่วงบ่ายๆ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลในโซเชียลก็เป็นเพียงความคิดเห็น แต่ข้อมูลที่ประชาชนต้องการ เขาจะต้องเลือกดูสื่อหลัก เพราะสื่อหลักจะต้องนำเสนอข้อมูลจริง แต่ข้อมูลเหล่านั้น ต้องผ่านกระบวนการก่อนออกอากาศ ไม่ใช่จะพูดอะไรก็พูด เสนออะไรก็เสนอ เพราะหน้าที่หลักคือ ต้องรายงานข้อเท็จจริง และทำอย่างไรที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนโดยที่ไม่สร้างความตื่นตระหนก และอยู่ในสภาวะที่เข้าใจสถานการณ์ในขณะนั้น และต้องยอมรับต่อการทำหน้าที่ของตัวเอง” อาจารย์อังคณา กล่าว

หน้าที่ในภาวะวิกฤต

อาจารย์อังคณา กล่าวอีกว่า สื่อในพื้นที่หรือสื่อท้องถิ่นเองก็มีบทบาทเช่นกัน การรายงานข่าวค่อนข้างที่จะส่งผลกระทบ อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงวันหยุด ในการทำงานของสื่อ เราไม่รู้ว่าวันนั้นนักข่าวที่ถูกส่งตัวให้ลงพื้นที่มีความพร้อมในประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหนที่จะนำเสนอข่าวในภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า การตัดสินใจในการทำงาน รวมทั้งการยินยอมให้ออกอากาศไปนั้น แต่ละสำนักข่าวมีการพูดคุยกันในกองบรรณาธิการด้วยหรือไม่ 

“สื่อจะต้องพึ่งพาและเชื่อถือได้ แต่สิ่งที่หลายสถานีทำคือ เพื่อดึงเรตติ้ง พยายามที่จะนำเสนอข่าวให้น่าสนใจ น่าติดตามจนทำให้เกิดการผลิตซ้ำเรื่องความรุนแรง และการละเมิดสิทธิ แม้กระทั่งการละเมิดสิทธิของตัวผู้ก่อเหตุ ในความเป็นจริงการเปิดเผยชื่อ ใบหน้า หรือข้อมูลต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่ทำ ซึ่งมีอยู่ในมาตรฐานของวิชาชีพอยู่แล้ว แต่พอถึงเวลาทำงานจริงๆ นักข่าวที่ถูกส่งลงไปทำงาน ทำหน้าที่ภายใต้กรอบมาตรฐานวิชาชีพได้อย่างไร ก็ต้องย้อนมาดูว่ากรอบวิชาชีพเหล่านี้ เขาได้รับการปลูกฝังหรือได้รับการฝึกปฏิบัติอย่างไรบ้างในการทำงาน เรามีการปฏิวัติสื่อมาหลายสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายก็วนกลับไปจุดเดิม จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ต้องมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง และเป็นระบบมากขึ้นในเรื่องการทำงานของสื่อ” อาจารย์อังคณา กล่าว

ไม่ละเมิดผู้อื่น

อาจารย์อังคณา กล่าวในท้ายสุดว่า “คำว่า การเสนอข่าวทุกมิติ คือ ต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งนี่เป็นกฎพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว การทำหน้าที่ของตัวเองก็เช่นกัน คุณมีสิทธิในการทำหน้าที่ แต่อย่าลืมว่า สิทธิของคุณจะต้องไม่ไปละเมิดผู้อื่น นี่คือสิ่งสำคัญในการทำหน้าที่ของสื่อ”

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๑๖ วันพุธที่ ๑๙ - วันอังคารที่ ๒๕ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

484 7929