4thDecember

4thDecember

4thDecember

 

February 28,2020

ปชช.ทวง‘ซากไดโนเสาร์’ ยืนยันวิจัยยังไม่จบ

ประชาชนทวงถามซากไดโนเสาร์ หลังขุดไปวิจัยร่วม ๑๐ ปี ยังไม่ได้นำมาคืนในพื้นที่ นักธรณีวิทยาและนักวิจัยชี้แจง ยังอยู่ระหว่างดำเนินการวิจัย 

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสวนป่าสายชล บ้านห้วยหินเกิ้ง ม.๑๑ ตำบลโพนเพ็ก อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วย นางสาวศศอร ขันสุภา นักธรณีวิทยาชำนาญการ พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานทรัพยากรธรณีเขต ๒ กรมทรัพยากรธรณี และอาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบปะพูดคุยกับราษฎรในพื้นที่ หลังมีขุดการพบซากไดโนเสาร์หรือฟอสซิลในที่ดินของประชาชน และนำไปวิจัยร่วม ๑๐ ปี เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ กระทั่งประชาชนได้ออกมาทวงถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายประภาส พรเฉลิมเกียรติ อายุ ๔๘ ปี ชาวอำเภอมัญจาคีรี กล่าวว่า เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๖๓ อาจารย์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งส่งภาพการขุดซากไดโนเสาร์มาให้ประชาสัมพันธ์ เพื่อทวงถามถึงกระดูกไดโนเสาร์ที่หายไป จึงได้แจ้งไปยังเครือข่ายต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสารการหายไปของกระดูกไดโนเสาร์ที่มีการขุดพบในพื้นที่อำเภอมัญจาคีรี กระทั่งคณะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะนักวิจัยได้ลงพื้นที่มาทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กระดูกไดโนเสาร์ที่นำไปวิจัยอยู่ระหว่างการวิจัย อีกทั้งกระดูกไดโนเสาร์นั้น มีพระราชบัญญัติคุ้มครอง สามารถนำกลับมาในพื้นที่ได้ แต่อาจจะเป็นเพียงชิ้นส่วนจำลองเท่านั้น ส่วนชิ้นส่วนของจริง หากการวิจัยเรียบร้อยจะนำไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์ สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ในหลุมที่ขุดพบ จะร่วมกันพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นในลำดับต่อไป ซึ่งประชาชนก็เข้าใจเป็นอย่างดี

ขณะที่นางแน่น พรมรินทร์ อายุ ๕๒ ปี เจ้าของที่ดินที่มีการขุดพบซากไดโนเสาร์ กล่าวว่า  เมื่อปี ๒๕๔๙ พระสุบิน ขันติรโต เจ้าอาวาสวัดสวนป่าสายชล บ้านห้วยหินเกิ้ง ออกหาสมุนไพร แล้วไปขุดเจอซากกระดูกในที่ดินใกล้ๆ เนินหิน คิดว่าเป็นกระดูกช้าง จึงขุดมาไว้ที่วัด ต่อมาในปี ๒๕๕๐ พระลูกวัดที่มีความรู้ทางด้านธรณีวิทยามาพบจึงบอกว่า กระดูกที่พบเป็นกระดูกไดโนเสาร์  จึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลงมาสำรวจ โดยมีคณะนักวิจัยจากกรมทรัพยากรธรณี ลงพื้นที่มาขุด และคณะก็เริ่มขุดตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔  จากนั้นนำซากไดโนเสาร์ที่ขุดได้จากหลุมดังกล่าวไปวิจัย แล้วไม่นำมาคืน มีเพียงการเดินทางมาดูหลุมที่ขุดปีละ ๑ ครั้ง แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน บอกเพียงว่า ถ้ามีความปลอดภัย จะนำมาคืนให้

“การทวงถามหากระดูกไดโนเสาร์ ไม่ใช่จะนำมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่ต้องการคำตอบว่า เรามีของดี เราควรจะพัฒนาดูแลสถานที่ที่เจอกระดูกไดโนเสาร์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ลูกหลานได้ศึกษาหาความรู้ ซึ่งขณะนี้ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว”

ด้าน ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ได้นำนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาที่อำเภอมัญจาคีรี ซึ่งเป็นอำเภอที่มีของดีและจุดเด่นหลายๆ อย่างทางโบราณคดี เพื่อผลักดันให้รัฐบาลบริหารจัดการจุดดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้และมาเที่ยวในเมืองรองที่มีสิ่งดีๆ อีกมากที่เหมาะกับการมาเที่ยวชมและศึกษา

“นอกจากฟอสซิลแล้วยังมีป่าหอยและไม้กลายเป็นหินในบริเวณดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่า ในอดีตบริเวณนี้น่าจะเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งได้แนะนำให้พื้นที่ ทำแผ่นพับ แนะนำสิ่งดีๆ ที่มีในบ้านให้ชาวโลกได้รับรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต”

ขณะที่ นางสาวศศอร ขันสุภา นักธรณีวิทยาชำนาญการ พิพิธภัณฑ์สิรินธร กล่าวว่า จากการขุดหลุมในที่ดินของประชาชนที่ อ.มัญจาคีรีนั้น พบไดโนเสาร์ ๓ ชนิด คือ ชนิดกินพืชขนาดใหญ่ ซอโรพอด คอยาว หางยาว  และไดโนเสาร์ กินพืชขนาดเล็ก ซิตตะโกซอรัสหรือ ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว รวมถึงไดโนเสาร์กินเนื้อ เทโรพอด ฟันมีซี่ใหญ่เหมือนใบเลื่อย ซึ่งทั้งหมดคาดว่าน่าจะมีอายุประมาณ ๑๐๐ ล้านปี

“ไดโนเสาร์ที่พบ มีความสมบูรณ์คือ ฟัน กระดูกสันหลัง และกระดูกข้างขา รวมทั้งกำลังเทียบเคียงกับไดโนเสาร์ที่พบที่ จ.ชัยภูมิว่า เป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ หรือเป็นชนิดใหม่  ส่วนไดโนเสาร์กินเนื้อที่มัญจาคีรีนั้น เจอฟัน และร่องรอยของหัวกะโหลก ซึ่งยังต้องขุดและวิจัยต่อไปอีก เพื่อศึกษาและหาชิ้นส่วนอื่นต่อไป ขณะเดียวกันในบริเวณเดียวกันยังเจอรูหนอนโบราณ และที่บริเวณหน้าวัดพบชั้นหอย ๒ ฝาหรือหอยกาบคู่น้ำจืด และเศษฟันปลาฉลามน้ำจืด ฟันจระเข้น้ำจืด ที่มีอายุประมาณ ๑๐๐ ล้านปี  ทั้งยังพบชั้นหินที่มีหลายชั้น อายุประมาณ ๑๐๐ ล้านปี และชั้นหินที่มีอายุ ๗-๙ แสนปี ซึ่งพบไม้กลายเป็นหินจำนวนมาก บางชิ้นยังเป็นท่อนไม้ที่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้เห็นความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์แบบของยุคโบราณ ๑๐๐ ล้านปี มายังยุค ๗-๙ แสนปี และมายังยุคปัจจุบันที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี”

 

 นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๑๗ วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ - วันอังคารที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

 


481 7933