5thJuly

5thJuly

5thJuly

 

February 28,2020

ไม่ยาก!‘โคราชสมาร์ทซิตี้’ ‘คนสมาร์ท เมืองสมาร์ท’ อย่าแออัดเหมือนกรุงเทพฯ

โคราชมีโอกาสสูงที่จะเป็น Smart City ชี้การพัฒนาเมืองไม่ยากเกินไป หวั่นจะกลายเป็นกรุงเทพภิวัตน์ แนะทำให้เมืองเดินเท้าได้ หันมาใช้รถสาธารณะ ลดแออัด เชื่อถ้าคนสมาร์ทอยู่รวมกัน เมืองก็จะสมาร์ทตาม และพร้อมที่จะก้าวกระโดด ด้วยพลังการรวมตัวร่วมใจ

เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๐๐ น. ที่ห้องประชุมตะโกราย ๓ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) นครราชสีมา นายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดเสวนา “ทิศทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ” พร้อมด้วย ผศ.ณรงค์ ผลวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มทร.อีสาน โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายมารุต ชุ่มขุนทด CEO Class Café ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคม และดร.สฤษดิ์ ติยะวงศ์สุวรรณ คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาตร์เมืองอัจฉริยะจังหวัดนครราชสีมา (มทร.อีสาน) เป็นวิทยากร

ผศ.ณรงค์ ผลวงษ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กล่าวว่า โคราชเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว สาเหตุสำคัญมาจากความเป็นเมืองหลักของภูมิภาคในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ ๔ ทำให้จังหวัดนครราชสีมาได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาเมืองจากภาครัฐ โดยเฉพาะการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาแหล่งชุมชน ทุกวันนี้โคราชมีเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นศูนย์กลางและมีเทศบาลตำบลโดยรอบ ทำให้โคราชเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ มีประชากรหนาแน่น รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง การขยายเศรษฐกิจทางสังคมทำให้ประชากรมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันตัวเมืองต้องเผชิญกับปัญหาการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เท่ากับการพัฒนา หรือประชากรในเมืองโคราช ทำให้มีบริการสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่เพียงพอต่อการองรับการเจริญเติบโต และขาดแคลนพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะเป็นตัวสร้างสมดุลในการเจริญเติบโตของเมืองกับสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีจัดการปัญหา

“นโยบายเมืองอัจฉริยะเป็นแนวทางการแก้ไขระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เหมาะสมในปัจจุบัน ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาจัดการกับปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของเมือง นอกจากนี้การจัดการปัญหาเมืองด้วยการเข้าถึงข้อมูลจะช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการภาพรวมได้ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ผศ.ณรงค์ กล่าว
ผศ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า โคราชมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจในการบริหารเมือง เช่น อบจ., เทศบาล รวมถึงสถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนรวมตัวกัน ทั้งหมดนี้มีบทบาทในการแก้ไขและพัฒนาเมืองด้วยความคิดเดียวกัน คือ พยายามสร้างระบบพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ

นายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเปิดสัมมนาว่า หากพูดถึงนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ เป็นเรื่องที่เราอยู่ในยุคเทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันระบบ AI มีส่วนในการช่วยพัฒนาบริการของภาครัฐ โดยการปรับปรุงบริการของภาครัฐจะต้องตอบสนองกับภาคเอกชน ไม่ใช่นำเอกชน แต่ตอบสนองเพื่อให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด และประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดต้นทุน ลดเวลา หรือทำงานเท่าเดิมแต่ได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น

การทำงานภาครัฐยังติดขัด

“ปัจจุบันภาครัฐยังคงติดกับปัญหาระบบกฎหมาย ถ้าเป็นภาคเอกชน จะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท เช่น เป็นหัวหน้าหน่วยงาน เพราะคนเหล่านี้เป็นคนที่เติบโตมาพร้อมกับยุคปัจจุบัน แต่ภาครัฐ การสรรหาบุคลากรส่วนมาก จะต้องเป็นผู้อาวุโส หรือใกล้เกษียณเข้ามาทำงาน ถึงแม้อยู่ในยุคปัจจุบัน แต่วิธีคิด การทำงานยังไม่ใช่แบบยุคปัจจุบัน การนำองค์กรเข้าสู่ยุคปัจจุบันจึงเกิดปัญหาติดๆ ขัดๆ ส่วนภาคเอกชน มักดึงคนหนุ่มสาวที่เข้าใจเทคโนโลยีมาทำงาน ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าเอกชนต้องเน้นผลกำไร และต้องมีประสิทธิภาพเป็นที่ตั้ง” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากถามว่านำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะมีอิสระไหม ซึ่งตนก็มองว่า มีพอสมควร แต่จังหวัดนครราชสีมามีกว่า ๓๐๐ หน่วยงาน หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับจังหวัด มี ๓๖ หน่วยงาน นอกนั้นเป็นหน่วยงานอิสระ การเชื่อมโยงด้วยเทคโนโลยีในการจัดการองค์กรเหมือนกับภาคเอกชนก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากอิสระในการดำเนินการยังห่างไกลจากระบบของภาคเอกชน

มองให้เห็นปัญหา

“สำหรับนโยบายเมืองอัจฉริยะที่เกิดขึ้น เพื่อต้องการให้การทำงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำน้อยแต่ต้องเกิดผลมาก และต้องตอบสนองกับความต้องการของประชาชนและเอกชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้จังหวัดไม่สามารถตัดสินใจได้มาก เนื่องจากทุกอย่างจะต้องถูกสั่งมาจากส่วนกลาง เราสามารถเลือกทำได้แค่บางส่วนที่ส่วนกลางให้อำนาจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องมองให้เห็นปัญหา เมื่อมองเห็นปัญหา ก็จะสามารถช่วยกันขับเคลื่อนสู่ความเป็น Smart City ได้” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

โคราชเป็นกรุงเทพภิวัฒน์?

จากนั้น ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายในหัวข้อ การออกแบบและพัฒนาเมืองว่า เทคโนโลยีเป็นส่วนเสริมสำหรับโอกาสในการสร้าง Smart City อีกไม่ช้าหลังจากมอเตอร์เวย์เปิดใช้งาน โคราชจะกลายเป็น The Next Bangkok Urbian Region ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นส่วนต่อขยายของกรุงเทพฯ นำมาซึ่งโอกาสและความท้าทาย และโคราชจะอยู่ในช่วงนำไปสู่กรุงเทพภิวัฒน์
“เมืองใหม่จะเติบโตขยายจากเมืองเก่าอย่างไม่สิ้นสุด และจะทำให้เมืองเก่ากลายเป็นเมืองอ้างว้าง ธุรกิจในเมืองเก่าจะเริ่มซบเซา ประชากรยุคใหม่จะอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรแถบชานเมืองมากขึ้น ที่ทำงานไกลจากบ้าน ส่งผลให้มีการใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น และประสบปัญหารถติด นอกจากนี้ พื้นที่สีเขียวไม่ค่อยมี และกลายเป็นการโตของเมืองที่ขยายอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งมีหลายๆ เมืองเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เฉพาะที่โคราช”

ทำให้เมืองเดินได้

ผศ.ดร.นิรมล กล่าวอีกว่า โคราชมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาเป็น Smart City เพราะพื้นที่เมืองเก่าในเขตเทศบาลหลายแห่งที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ ซึ่งมีถึงร้อยละ ๑๔ สำหรับพื้นที่ที่มีโอกาสมีทั้งหมด ๔ ย่าน คือ ๑.ตรงลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ลานย่าโม)  ด้านตะวันตกของคูเมือง ๒.ย่านเมืองเก่า ที่ปัจจุบันค่อนข้างมีการกระจุกตัวของการทำกิจกรรม หรือด้านพาณิชย์ต่างๆ ๓.ย่านมหาวิทยาลัย ซึ่งเรียกว่า ย่าน Up And Coming และ ๔.ย่านต่อขยายออกไปทางทิศตะวันตก ในย่านที่เสนอมา ยกตัวอย่างย่านแรก จะเห็นได้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ก็สามารถใช้ชีวิตได้ เพราะดูจากผังแล้วอยู่ในระยะที่เดินเท้าถึง แต่จะเดินดีหรือน่าเดินหรือไม่ก็ต้องดูองค์ประกอบเพิ่มเติม เช่น ทางเดินเท้าขาดไหม ไม่เรียบ หรือร้อนเกินไปหรือไม่ แต่นี่ถือได้ว่า เป็นโอกาสในการใช้รูปแบบการวางผังเมือง และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุง

ต้องสร้าง Mobility

“เราต้องมีการเปิดพื้นที่ให้มีความเชื่อมโยงกัน สามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้ หากต้องการที่จะผลักดันโคราชจริงๆ เรื่อง Mobility เป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องทำให้คนเดินเท้า หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น หากเราทำตรงนี้ไม่ได้ การจะเป็น Smart ในด้านอื่นๆ ก็เป็นไปได้ยาก และเราต้องใช้เรื่อง Data เข้ามาดู เพื่อประกอบการออกแบบผังเมือง เพราะคนส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เมืองที่น่าอยู่ ซึ่งจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ และบริษัทที่มีความสามารถเข้ามาเป็นเหมือนเครื่องจักรสำคัญของโคราช และเกิดการพัฒนาในอนาคต” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

นายมารุต ชุ่มขุนทด CEO Class Café กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีการจัดกิจกรรม Korat Strong ขึ้น สิ่งสำคัญเราไม่ได้เน้นที่ตัวศิลปินที่เราเชิญมา แต่เน้นประชาชนที่มาร่วมงาน เขายิ้มหรือยัง จะเห็นได้ว่า ภาพที่เราเผยแพร่ออกไป เน้นถ่ายผู้มาร่วมงาน และบรรยากาศภายในงาน มากกว่ารูปของศิลปินที่ไปร่วม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมอีกหลายอย่างที่จะเกิดขึ้น

สร้างภาพลักษณ์ใหม่

“การสร้างภาพลักษณ์ใหม่คือสิ่งที่ควรจะทำ คนที่ Smart อยู่รวมกัน ก็สามารถสร้างเมืองที่ Smart ให้เกิดขึ้นได้ เมืองที่ Smart แต่ไม่มี People ที่ Smart ก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้รับการแชร์ข้อมูลจาก MIT และได้เรียนรู้กระบวนการเรื่องการทำความเข้าใจใหม่ คือ เมืองที่สมาร์ทไม่ใช่แปลว่า มีแอปพลิเคชันที่สมาร์ท หรือมีรถขนส่งสาธารณะที่สมาร์ท แต่กลับกลายเป็นเมืองที่มีคนสมาร์ทเข้ามาอยู่รวมกัน และเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ”

โคราชพร้อมก้าวไปข้างหน้า

นายมารุต กล่าวว่า “ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น ต้องมาพูดคุยว่า หลังจากเกิดเหตุแบบนี้ เรามีอะไรที่สามารถช่วยแจ้งเตือนเหตุได้ เพื่อให้ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น มีโซนไหนของเมืองที่บอกว่าปลอดภัย และคนสามารถไปอยู่ได้ หากเกิดแผ่นดินไหวหรือเหตุอะไรก็ตาม และจากความร่วมมือหลายๆ ภาคส่วน ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม Korat Strong ทำให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไป และการกลับมาของคนโคราชที่ฟื้นฟูกันวันนี้ เรียกว่า เราพร้อมที่จะก้าวกระโดดไปข้างหน้า ด้วยพลังของการรวมตัว และร่วมใจของชาวโคราช” นายมารุต กล่าว

ความเป็นมหานคร

ดร.สฤษดิ์ ติยะวงศ์สุวรรณ คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาตร์เมืองอัจฉริยะจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า การสร้างทีม สร้างการเชื่อมต่อกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนถักทอร่วมกัน ภายใต้งานและพันธกิจของตัวเอง และมีเป้าหมายเดียวกัน ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนากระบวนการสร้างกลุ่มและเครือข่ายการพัฒนาเมืองของโคราช ซึ่งมีอุปสรรคพอสมควร แต่ปีนี้เชื่อว่าเราจะได้รับงบประมาณและความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นจากภาคส่วนต่างๆ ที่จะให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโคราช 

“ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีเสวนาต่างๆ อาทิ โสเหล่ และ Talk Series เป็นการรวมกลุ่ม หาประเด็นให้เกิดความคิดว่า เราจะทำอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ยังเกิดการรวมกลุ่ม “อสังริมทรัพย์พัฒนาโคราช” ผมเคยพูดคุยกับกลุ่มคนที่หาซื้อบ้าน ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ถ้าเลือกได้จะอยู่หมู่บ้านจัดสรร และต้องการเป็นบ้านเดี่ยว ซึ่งปัจจุบันนี้ บ้านเดี่ยวจะอยู่ตามชานเมือง เป็นไปตามที่ ผศ.ดร.นิรมลกล่าว คือบ้านไกลที่ทำงานก็เกิดการเดินทาง และทำให้เรามองย้อนว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้โคราชเหมือนกรุงเทพฯ ผมไม่ต้องการให้โคราชเป็นแบบกรุงเทพฯ ถ้าผมเรียนจบด้านผังเมืองมา ผมต้องการใช้พลังหรือจุดยืนส่วนหนึ่งที่จะทำให้โคราชมีความเป็นกรุงเทพฯ ลดลง ได้มากหรือน้อยก็ยังดี และผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากให้โคราชเป็นแบบกรุงเทพฯ เช่นกัน อีกทั้งเราเริ่มรู้สัญญาณหลายๆ ตัวแล้วว่า โคราชเริ่มมีความคล้ายกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด คอนโดอยู่กลางเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดความเป็นมหานครทั้งสิ้น” ดร.สฤษดิ์ กล่าว

บทบาท มทร.อีสาน

ดร.สฤษดิ์ กล่าวอีกว่า “ในฐานะ มทร.อีสาน หากถามถึงการแก้ไขให้เป็นเมืองอัจฉริยะ เราจะต้องหาคีย์เวิร์ดก้าวแรกให้ได้ คือ เราต้องมี Team, Network และ Passion ซึ่งจะถูกเชื่อมโยงด้วยข้อมูลชุดหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Data Science ทุกวันนี้เรามีข้อมูลค้นคว้าที่ไม่ทันการพัฒนา ซึ่งความเป็นเมืองอัจฉริยะต้องใช้เทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูลแบบปัจจุบัน (Real Time) ได้ ทุกวันนี้เราไม่มีการเก็บข้อมูลเป็นระบบเพื่อใช้ในการตัดสินใจแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันเวลา ดังนั้น มทร.อีสานพยายามวางบทบาทและจุดยืนตัวเองว่า นอกจากการสร้าง Team, Network และ Passion ต้องมีกลไกสำคัญที่เป็นการเชื่อมโยงชุดข้อมูลให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ คือการตั้งศูนย์วิทยาการสารสนเทศเมือง (Urban Informatics Center) โดยวางบทบาทเป็นตัวแทนด้านวิชาการในการเชื่อมโยงระบบนิเวศตรงนี้ และเตรียมข้อมูล Data Science ของ Urban เพื่อนำไปสู่การ Analytics ของเมืองเกิดขึ้น แม้มหาวิทยาลัยมีหน้าที่เป็นผู้วิจัย สร้างข้อมูล แต่กระบวนการตัดสินใจเป็นเรื่องของคนทุกคน”

อนึ่ง ศูนย์วิทยาการสารสนเทศเมือง (Urban Informatics Center)  เกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, จังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา, UddC จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา และบริษัท นครราชสีมา พัฒนาเมือง จำกัด เพื่อเป็นการคิดค้นปัญหา และเกิดการแก้ไขปัญหาของเมืองให้เกิดขึ้นได้ผ่านการเชื่อมโยงจากหลายภาคส่วน

 

 

 นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๑๗ วันพุธที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ - วันอังคารที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

 


399 7806