4thDecember

4thDecember

4thDecember

 

March 14,2020

LRT ได้ใช้ปลายปี’๖๘ ปรับเส้นทางเปลี่ยนทุกอย่าง หวั่นโคราชเสียโอกาสซ้ำ

เปิดเวทีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย LRT โคราช ประชาชนห่วงเส้นทางไม่ครอบคลุม ลั่นสร้างไว้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับเมือง แนะทำใต้ดิน-ลอยฟ้า เพิ่มสถานี รร.ราชสีมา-จอหอ ขอเชื่อม รพ.-ห้าง-บขส. ด้านที่ปรึกษาชี้ เปลี่ยนเส้นทางต้องปรับแผนแม่บท หวั่นคนโคราชเสียโอกาสอีกหลายปี เผยยังมีส่วนต่อขยาย และสายอื่นๆ ยืนยันระบบรางตอบโจทย์พัฒนาเมืองที่สุด คาดเริ่มใช้ปี ๒๕๖๘

เมื่อวันที่ ๔-๕ มีนาคม ๒๕๖๓ กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา NMGC ประกอบด้วย บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด, บริษัท เอ็นทิค จำกัด และบริษัท เอ ๒๑ คอนซัลแตนท์ จำกัด จัดประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ ๒ เพื่อชี้แจงข้อมูลผลการศึกษาแนวเส้นทาง รูปแบบการพัฒนาของโครงการ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น พร้อมทั้งหารือถึงความเหมาะสมและพอเพียงของมาตรการต่างๆ ต่อประชาชน หน่วยงานราชการผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการ และรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกลุ่มเป้าหมาย

โดยวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่สำนักงานศึกษาธิการภาค ๑๓ นครราชสีมา นายเอนก วิทยาพิรุณทอง ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองนครราชสีมา ประธานประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ ๒ กลุ่มที่ ๑ พื้นที่เป้าหมายครอบคลุมพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านใหม่ (๑ หมู่บ้าน) ตำบลบ้านใหม่ และเทศบาลนครนครราชสีมา (๒๘ ชุมชน) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา โดยมีนายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ, นายปรีดา ทองสุขงาม ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม และนายจาตุรันต์ แจ่มไพบูลย์ วิศวกรจราจรและขนส่ง ร่วมนำเสนอรายละเอียด

นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า พื้นที่ดําเนินการ/พื้นที่ศึกษาโครงการ มุ่งเน้นพื้นที่ศึกษาตามแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีเขียว (ตลาดเซฟวัน-สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นบริเวณตลาดเซฟวัน (ถนนมิตรภาพ) และมีจุดสิ้นสุดบริเวณสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ รวมระยะทางประมาณ ๑๑.๑๕ กิโลเมตร รวมทั้งบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงในระยะประมาณ ๕๐๐ เมตรจากแนวกึ่งกลางเส้นทาง ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อําเภอเมืองนครราชสีมา

แนวเส้นทางโครงการ
“สำหรับแนวเส้นทาง เนื่องจากเป็นระบบขนส่งมวลชนประเภทระบบรถรางไฟฟ้า (Tram) มีลักษณะเป็นระบบรถไฟฟ้าที่วิ่งไปตามทางวิ่งหรือราง บนถนน (ระดับดิน) แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ตลาดเซฟวัน-สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์) มีจุดเริ่มต้นที่บริเวณตลาดเซฟวัน (ถนนมิตรภาพ) ฝั่งมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครราชสีมา โดยออกแบบโครงสร้างเป็นทางวิ่งระดับดิน วิ่งไปตามแนวถนนมิตรภาพ ผ่านสามแยกปักธงชัย แล้วเบี่ยงขวาตามทางทางรถไฟ แล้วมุ่งหน้าตามถนนสืบศิริซอย ๖ เลี้ยว ซ้ายผ่านทางรถไฟไปตามแนวถนนสืบศิริ จากนั้นเลี้ยวขวาตรงบริเวณวัดใหม่อัมพวัน ไปตามแนวถนนมุขมนตรี ผ่านสวนภูมิรักษ์และตลาด ๑๐๐ ปี โรงเรียนมารีย์วิทยา สถานีรถไฟนครราชสีมา ห้าแยกหัวรถไฟ บริเวณนี้แนวเส้นทางแยกเป็น ๒ เส้นทางคือ เส้นทางขาไปตามถนนโพธิ์กลาง และเส้นทางขากลับตามถนนจอมสุรางค์ยาตร์จนถึงบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนราชดําเนินฝั่งคูเมืองและเส้นทางขากลับตามถนนชุมพล จนถึงแยกอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (บริเวณถนนราชดําเนินตัดกับทางหลวงหมายเลข ๒๒๔) แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๔ ผ่านโรงเรียนเมืองนครราชสีมา วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา โรงเรียนสุรนารีวิทยา และวัดสามัคคี แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณแยก  สุรนารายณ์ (ทางหลวงหมายเลข ๒๒๔ ตัดกับถนนสุรนารายณ์) มุ่งหน้าไปตามถนนสุรนารายณ์ ผ่าน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ไปสิ้นสุดที่บริเวณสถานคุ้มครอง และพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ในเขตท้องที่อําเภอเมืองนครราชสีมา” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

สถานีมี ๒ รูปแบบ
นายเทิดศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของรูปแบบสถานีมี ๒ รูปแบบ คือ ๑.ชานชาลากลาง (Central Platform) เป็นรูปแบบที่ชานชาลาใช้ร่วมกัน ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้ ทั้ง ๒ ทิศทาง ขนาบข้างด้วยทางวิ่งรถไฟฟ้าด้านนอกทั้ง ๒ ข้าง ความกว้างสถานีรูปแบบซานชาลา มีความกว้างโดยรวม ระหว่างสถานีและทางวิ่งประมาณ ๓.๕๐ เมตร ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจํากัดด้านเขตทาง และ ๒.ชานชาลาข้าง (Side Platform) เป็นรูปแบบที่ชานชาลาใช้ร่วมกัน ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้ทั้ง ๒ ทิศทาง ขนาบข้างด้วยทางวิ่งรถไฟฟ้าด้านนอก ทั้ง ๒ ข้าง ความกว้างสถานีรูปแบบซานชาลามีความกว้างโดยรวม ระหว่างสถานีและทางวิ่งประมาณ ๒.๕๐ เมตร เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจํากัดด้านเขตทาง ซึ่งอัตราค่าโดยสาร จะเริ่มต้นที่ ๑๐ บาท และบวกกิโลเมตรละ ๑ บาท โดยอัตราค่าบริการสูงสุดอยู่ที่ ๒๑ บาท/คน/เที่ยว” 

มาตรการผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม นายปรีดา ทองสุขงาม ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในส่วนของการศึกษา มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น อาทิ ๑.ด้านคุณภาพอากาศ จะมีการปิดคลุมกระบะรถบรรทุกวัสดุอุปกรณ์ให้มิดชิด ล้างทำความสะอาดล้อรถบรรทุกก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้างทุกครั้ง การขุดเจาะ เปิดผิวหน้าดินเดิม ผิวจราจร หรือการปรับถมพื้นที่จะดำเนินงานเป็นช่วงๆ เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองขณะก่อสร้าง ๒.ด้านระดับเสียง จะเลือกใช้เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ และเครื่องจักรกลที่มีระดับเสียงดังน้อย และใช้อุปกรณ์ลดหรือควบคุมระดับเสียงจากเครื่องกล กิจกรรมการก่อสร้างที่มีเสียงดังผิดปกติ กำหนดให้ทำการก่อสร้างระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. เท่านั้น หากมีกิจกรรมการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเสียงดังนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องแจ้งให้ชุมชนบริเวณใกล้เคียงทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๗ วันก่อนดำเนินการ ๓.ด้านความสั่นสะเทือน กำหนดการปฏิบัติงานก่อสร้างต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดระดับการสั่นสะเทือน ตั้งแต่ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ น. สิ้นสุดไม่เกิน ๑๗.๐๐ น. เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการพักผ่อนของชุมชน รวมถึงควบคุม จำกัดความเร็ว และน้ำหนักของรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

“๔.ด้านคุณภาพน้ำผิวดิน/นิเวศวิทยาทางน้ำ จะมีการควบคุมงานก่อสร้างไม่ให้ระบายน้ำเสีย และทิ้งขยะลงสู่แหล่งน้ำ นอกจากนี้จะจัดเตรียมห้องน้ำ ห้องส้วมที่ถูกหลักสุขาภิบาลในบริเวณที่พักคนงาน รวมทั้งติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และสิ่งปฏิกูลจากห้องน้ำห้องส้วมก่อนระบายออกสู่ภายนอก ๕.ด้านการคมนาคมขนส่ง เตรียมแผนการจัดจราจรให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้าง นำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ก่อนเปิดการก่อสร้างในแต่ละพื้นที่ รวมถึงประสานงานกับสถานีตำรวจเกี่ยวกับมาตรการจัดการจราจร และกำหนดการจัดระบบจราจรในพื้นที่โดยรอบ เป็นต้น”

กังวลปัญหา PM 2.5
จากนั้นในที่ประชุมเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ โดยประชาชนไม่ประสงค์จะออกนาม กล่าวว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างวิกฤต ตนกังวลปัญหา PM 2.5 ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งบางช่วงมีถนนแคบ เช่น ถนนเส้นหน้าสถานีรถไฟ-แยกการไฟฟ้า จะมีการแก้ไขอย่างไร เนื่องจากมาแล่นบนผิวถนน รถยนต์สวนกันปกติถนนก็แคบอยู่แล้ว ขณะนี้โคราชกำลังขยายเมือง ทำไมถึงไม่ทำบนถนนเส้นนอก แต่เลือกทำในเส้นเมืองเก่า ในขณะที่หลายๆ เมืองเขาอนุรักษ์ไว้ แต่เรากำลังทำให้เมืองแออัด โดยการนำยานพาหะนะเข้าไป ทั้งที่ถนนก็แคบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากทำเส้นนอก หรือเส้นหลักอย่างถนนมิตรภาพ จะคุ้มทุนกว่าหรือไม่ และช่วงเวลาก่อสร้าง จะรับประกันได้อย่างไรว่า ประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนที่กรุงเทพฯ

ระบบขนส่งช่วยพัฒนาเมือง
นายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า ลักษณะการพัฒนาเมืองของระบบขนส่ง ไม่ได้หมายความว่า เรานำยานพาหนะเข้าไป แต่เราต้องการทำให้เมืองเก่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อไม่ใช้รถยนต์ ก็จะไม่มีรถจอด ประชาชนก็สามารถเดินได้ ทำให้เมืองกลับมาคึกคัก ในส่วนของการก่อสร้าง ของเราจะเป็นแบบป้ายรถเมล์ จะไม่มีการก่อสร้างใหญ่ๆ จะมีเพียง การสร้างจุดจอดรถ และศูนย์ซ่อมบำรุงเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นตัวสถานี ส่วนข้อเสนอที่ว่าทำออกถนนเส้นมิตรภาพ (สามแยกปัก-เดอะมอลล์-เทอร์มินอล ๒๑) ตามจริงแล้วเส้นทางถูกบรรจุลงในแผนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายสายสีเขียว และสีม่วง แต่จากผลการศึกษาของ สนข. มีความเห็นว่า  ควรเริ่มทำสายสีเขียวก่อน

ตั้งคำถามโครงการ
นายสุชาติ พันไพศาล จากบริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม จำกัด ตั้งคำถามไว้ ๗ ข้อ คือ ๑.ทำไมถึงเลือกเส้นทางแค่ ๑๑ กิโลเมตร เป็นการศึกษาจากจุดคุ้มทุน หรือจากความเหมาะสม โดยนายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า แนวเส้นทางที่ดำเนินการมาจากผลการศึกษา เราทำจริงๆ แล้วประมาณ ๓๐ กิโลเมตร แต่ สนข.ดำเนินการทีละเส้นทาง โดยเลือกเส้นทางที่สำคัญที่สุด และพบว่าสายสีเขียวเหมาะสมที่สุด ๒.ทำไมจึงไม่เลือกระบบล้อ ทั้งที่การลงทุนต่ำกว่า ซ่อมถูกกว่า ซึ่งนายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า ระบบล้อมีการศึกษาเช่นกัน แต่ Tram เป็นระบบที่ตอบโจทย์ และเหมาะสมมากที่สุด ๓.อนาคตโคราชจะเป็น Hub การขนส่ง เหตุใดไม่เชื่อมกับโครงการรถไฟความเร็วสูง นายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า สำหรับโครงการนี้มีการพูดคุยกับ รฟท.บ้างแล้ว ในการเชื่อมต่อระบบต่างๆ ทั้งในเรื่องการอำนวยความสะดวก และที่จอดรถ

ทำไมไม่สร้างลอยฟ้า?
“๔.ทำไมจึงไม่เลือกทำแบบลอยฟ้า ในส่วนนี้นายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า การก่อสร้างแบบลอยฟ้าค่อนข้างลงทุนสูง อีกทั้งต้องดูทางกายภาพด้วย บางเส้นทางที่ถนนแคบก็สามารถทำแบบลอยฟ้าได้ แต่ต้นทุนการก่อสร้างสูงต่างกัน ๓-๔ เท่า ๕.จุดตัดของ LRT และรถไฟทางคู่ เป็นระบบบนดินเหมือนกัน จะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ นายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า บริเวณรถไฟทางคู่มีข้อสรุปแล้วว่า ทุบสะพานสีมาธานี และจะยกระดับ เราพูดคุยกับ รฟท.แล้วว่าใช้เขตทางร่วมกันได้ เป็นการประหยัดเรื่องเวนคืนที่ดินด้วย ๖.การศึกษาจะจบ และเริ่มดำเนินการสร้างเมื่อไหร่ ซึ่งนายเทิดศักดิ์ ตอบว่า ใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ ๑ ปี จากนั้นจะคัดเลือกผู้ร่วมลงทุน และก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถใช้งานได้ในช่วงปี ๒๕๖๘ และ ๗.รถรางที่ต่างประเทศสามารถใช้ร่วมกับรถยนต์ได้ แต่ถนนบางจุดแคบ จะใช้ทางร่วมกันได้อย่างไร นายเทิดศักดิ์ ชี้แจงว่า จะจัดระบบพื้นที่ ในพื้นที่แคบจำเป็นต้องวิ่งร่วมกัน แต่อาจจะต้องมีการจัดระบบจราจรช่วงที่รถรางวิ่งผ่าน และบางช่วงจะต้องทำเป็นแบบ One Way”

สนับสนุนให้ลอยฟ้า
ด้านนายสุวรรณ เดชน้อย จากวิทยาลัยนครราชสีมา สนับสนุนแนวคิดลอยฟ้าของนายสุชาติ ว่า บริบทแทรมของเรากับที่ต่างประเทศแตกต่างกัน จุดประสงค์เพื่อลดการจราจรในเมือง แต่กลับเอาแทรมมาวิ่งคู่กัน ช่องจราจรในเมืองก็หายไป ต่างประเทศไม่แออัดเหมือนที่บ้านเรา ดังนั้นทำไมไม่ทำลอยฟ้า ลงทุนสูง แต่ลงทุนครั้งเดียว จะคุ้มค่าและระยะยาวมากกว่า

เลิกเถียง...ไม่ก่อประโยชน์
ทั้งนี้ นายอรชัย ปุณณะนิธิ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ต้องการให้ขยายเส้นทางไปยังโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย และปลายทางขยายไปยังเขตจอหอ จะคุ้มค่ากว่า โคราชเคยทิ้งโครงการใหญ่ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรไปหลายโครงการในอดีต สิ่งที่เราต่อต้าน ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต เพราะอนาคตเมืองจะเริ่มโต และขยายมากขึ้น ดังนั้นตนมองว่า ควรจะช่วยผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เถียงกันในประเด็นที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เราต้องมาช่วยกันว่า จะทำอย่างไรให้ด้านการค้า เศรษฐกิจภายในเขตเมืองเก่า สามารถแข่งขันกับการค้ารอบนอก และพัฒนาเขตเมืองเก่าให้มีสีสันขึ้น

“ผมมีคำถามอยู่ไม่กี่ประเด็นคือ จะมีกลุ่มภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนหรือไม่ และการจัดเก็บค่าบริการ จะต้องมีความโปร่งใส และผลตอบแทนจะกลับสู่ประชาชนอย่างไร” นายอรชัย กล่าว

ใช้ปี’๖๘ เร็วสุดแล้ว
โดยนายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่เลื่อนการใช้บริการไปเป็นปี ๒๕๖๘ จากเดิม ๒๕๖๖ เมื่อเริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้พบว่า ควรจะเปิดใช้งานปี ๒๕๖๘ เนื่องจากออกแบบปี ๒๕๖๓ จากนั้นจะคัดเลือกผู้ลงทุน ๑ ปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จปี ๒๕๖๕ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างใช้เวลา ๓ ปี โดยปี ๒๕๖๘ เป็นปีที่เร็วที่สุดคาดว่าจะเปิดใช้บริการได้ ทั้งนี้ เอกชนที่จะมาร่วม PPP การศึกษาจะต้องมีผลตอบแทนที่คุ้มทุน คือมากกว่า ๑๒%  หากมีผลตอบแทนที่เอกชนยอมรับได้ เขาก็จะมาร่วม แต่หากขาดทุนคงไม่มา

“สำหรับความโปร่งใสเรื่องค่าบริการนั้น รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการ รวมถึงเอกชนที่ร่วมลงทุน เพื่อตรวจสอบอยู่แล้ว ค่าโดยสารก็จะเป็นไปตามที่นำเสนอไปช่วงต้นคือ เริ่มต้นที่ ๑๐ บาท และบวกเพิ่มกิโลเมตรละ ๑ บาท ตลอดสายจะอยู่ที่ ๒๑ บาท” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

ประชุมกลุ่มที่ ๒
ต่อมา เวลา ๑๓.๓๐ น. ในวันเดียวกัน ที่โรงแรมลีโอซอ เป็นการประชุมกลุ่มย่อย กลุ่มที่ ๒ พื้นที่เป้าหมายครอบคลุมพื้นที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม (๑ หมู่บ้าน) ตำบลหนองไผ่ล้อม และเทศบาลนครนครราชสีมา (๒๔ ชุมชน) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา โดยมีนายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ รองนายกเทศมนตรีนครราชสีมา เป็นประธานเปิดการประชุม

ถนนแคบ...ทำใต้ดิน?
โดยในกลุ่มที่ ๒ มีผู้เสนอแนะดังนี้ นายอภิเชษฐ์ สันติเศรษฐสิน (ซำ ตลาด ๑๐๐ ปีเมืองย่า) กล่าวว่า บางเส้นทางถนนแคบ เช่น ถนนสืบศิริ แคบตลอดสายจนถึงย่าโม ทำไมจึงไม่ทำลงใต้ดินเหมือนที่เชียงใหม่ ซึ่งตนมองว่า หากทำใต้ดิน รถด้านบนก็วิ่งสะดวกกว่า และไม่มีผลกระทบด้วย

นายจาตุรันต์ แจ่มไพบูลย์ วิศวกรจราจรและขนส่ง กล่าวว่า ช่วงถนนสืบศิริจะวิ่งขนานไปกับรางรถไฟ เนื่องจากรถไฟทางคู่จะต้องยกระดับ ส่วนถนนเส้นโพธิ์กลาง ช่วงห้าแยกหัวรถไฟ-ย่าโม ถนนแคบ ซึ่งก็มีการปรับเพิ่มเส้นทาง โดยขาไปจะจากห้าแยกหัวรถไฟ-ย่าโม แต่ขากลับใช้ถนนจอมสุรางค์ยาตร์ ส่วนการทำลงใต้ดินนั้น จะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการก่อสร้าง

เสนอเปลี่ยนเส้นทาง
ด้านตัวแทนจากชุมชนเพชรเยี่ยม ถามว่า โครงการนี้ตกผลึกหรือยัง สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หากยัง ทำไมจึงไม่ทำในเส้นทางใหญ่ๆ เนื่องจากเป็นระบบขนส่งมวลชน แต่กลับเลือกทำตามตรอกซอกซอย ถ้าเป็นถนนเส้นหลักจะมีความสะดวกมากกว่า
นายจาตุรันต์ ชี้แจงว่า ผลการศึกษาต้องทำเส้นสีเขียวก่อน และจะขยายต่อเส้นทาง หากมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนเส้นทาง จะทำให้กระทบกับแผนแม่บท เพราะแนวเส้นทางที่ดำเนินการต้องอิงกับแผนแม่บทด้วย อาจจะมีการปรับเส้นทางได้บ้างเล็กน้อย แต่จะต้องไม่กระทบ และต้องอยู่ในกรอบของแผนแม่บทด้วย

Tram เข้ากับเมืองเก่า
นายเทิดศักดิ์ เสริมว่า การทำระบบขนส่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาจราจรแล้ว ยังเป็นการชุบตัวเมืองเก่าให้ฟื้น นอกจากนี้ระบบที่ใช้ เป็นระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง Tram เป็นระบบที่เข้ากับการพัฒนาเมืองเก่ามากที่สุด ซึ่งโคราชมีโครงการใหญ่ๆ ทั้งรถไฟความเร็งสูง มอเตอร์เวย์ ก็จะทำให้การเข้า-ออกตัวเมืองรวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดการจราจรหลังดำเนินการแล้วเสร็จ นอกจากนี้จะเสนอ Solution บริเวณจุดตัดแยกไฟแดงด้วย

ด้านนางเยาวลักษณ์ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) อ้างว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงบริเวณถนนจอมสุรางค์ยาตร์ เนื่องจากมีการปรับเส้นทางขากลับมาที่ถนนเส้นนี้ กล่าวว่า ต้องการให้ผู้ศึกษามาอยู่โคราชสัก ๑ ปี จะได้รับรู้ว่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องถนนแคบ การจอดรถ และการค้าขายก็ลำบาก อีกทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบคือคนโคราชโดยตรง เราต้องการให้เมืองเจริญ แต่เงินภาษีที่จ่ายไป เพื่อมาดำเนินโครงการเหล่านี้จะต้องคุ้มค่ากับการลงทุนด้วย

แนะคุยกลุ่มเล็กก่อน
นายรัฐกิตติ์ วัชรไพศาลสิน (ชื่อเดิม นายเรืองชัย รังสิโรจน์) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ออสซี่ อันเดอร์ วิฮิเคิ้ลส์ จำกัด ซึ่งอ้างว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า การทำประชาพิจารณ์ จะต้องบอกรายละเอียดต่างๆ กับชาวบ้าน เช่น ขนาดรถที่ใช้ พื้นที่ว่าง พื้นที่ที่ใช้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเห็นขัดแย้ง และไม่เข้าใจไปในทางเดียวกัน ตนต้องการให้คุยกันวงเล็กก่อน โดยมีผู้นำจากภาคส่วนต่างๆ ในท้องถิ่นมาพูดคุยกัน เนื่องจากมาพูดแบบนี้ ประชาชนยังไม่เข้าใจ บางคนยังไม่ทราบว่า ระบบรางมีประโยชน์อย่างไร ดังนั้น บริษัทที่ปรึกษาต้องนั่งคุยกับหน่วยงานในท้องถิ่น ก่อนที่จะมาประชาสัมพันธ์ หรือขอความคิดเห็นจากประชาชน เพราะประชาชนบางกลุ่มไม่ทราบข้อมูล ก็จะสับสน และโต้เถียงกันแบบนี้เรื่อยๆ ชาวบ้านเขาไม่คิดเรื่องเมืองเก่า เมืองใหม่ แต่เขาคิดถึงเรื่องการแก้ปัญหา และโคราชมีคนมีความรู้หลายคน แต่ไม่ยอมออกมาพูดคุยกัน ดังนั้น ตนต้องการให้มาพูดคุยกันก่อนดีกว่าไหม 

ขยายต้นทางเป็น รร.ราชสีมาฯ
ด้านนายอนาวัฒน์ เต็มพัชราโชติ ประชาชนผู้เข้าร่วมประชุม กล่าวเสริมตอนท้ายว่า ตนเสนอให้ตัดสถานีบ้านนารีสวัสดิ์ออก และขยายไปยังจอหอ รวมถึงเพิ่มต้นทางที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาจราจร และมีผู้ใช้บริการในปริมาณที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ควรจะมีการเชื่อมต่อจากรถไฟ หรือรถสองแถวไปยังโรงพยาบาลมหาราชฯ และ บขส.ด้วย

ย้ำต้องทำ EIA
จากนั้น วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองนครราชสีมา นายเอนก วิทยาพิรุณทอง ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองนครราชสีมา ประธานในการประชุมในการประชุมกลุ่มย่อย กลุ่มที่ ๓ พื้นที่เป้าหมายครอบคลุมพื้นที่ เทศบาลนครนครราชสีมา (๒๕ ชุมชน) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา

นางวราภรณ์ ครัวกลาง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ ไม่ทราบว่า รฟม.ได้ส่งหนังสือสอบถามไปยัง สนข.หรือไม่ กรณีต้องทำการศึกษา EIA เพราะโครงการนี้อยู่ใกล้กับแหล่งโบราณสถาน และเมื่อมีการก่อสร้าง ต้องการกำชับทางโครงการว่า ในพื้นที่ก่อสร้างนั้น เป็นพื้นที่ชุมชน กังวลว่าจะเกิดเสียงรบกวน หากเป็นไปได้ให้กำหนดเวลาการก่อสร้าง เช่น ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. แต่ถ้าก่อสร้างนอกเหนือเวลาดังกล่าว ก็ต้องแจ้งชุมชนก่อน ส่วนปัญหาเรื่องฝุ่นในขณะก่อสร้าง ควรจะมีกำหนดว่า ในแต่ละวันจะรดน้ำลดฝุ่นกี่ครั้ง และประเด็นสุดท้ายคือ เรื่องการคมนาคม เนื่องจากโคราชเป็นเมืองที่มีปริมาณการจราจรคับคั่ง ต้องจัดการจราจรในขณะก่อสร้างให้เรียบร้อย จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้รถใช้ถนน” 

ในประเด็นนี้ นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ ตอบว่า “โครงการเช่นนี้ จะต้องทำ EIA แน่นอน จะมีหรือไม่มีโบราณสถานก็ต้องทำ ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่เสนอมา จะมีมาตรการดำเนินการ”

ไม่ส่งผลกระทบประชาชน
นายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล เจ้าของร้านข้าวต้มปลาชลบุรี ถนนโพธิ์กลาง กล่าวว่า “บ้านผมตั้งอยู่ในเส้นทางก่อสร้าง เมื่อความเจริญเข้ามา ทุกคนต่างยินดี แต่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและร้านค้าที่อยู่มายาวนาน เนื่องจากถนนในเขตเมือง ตั้งแต่ถนนมุขมนตรี ถนนสุรนารี ถนนโพธิ์กลาง และถนนจอมสุรางค์ยาตร์ เป็นถนนที่มีความกว้างน้อย และตามที่รถไฟฟ้ารางเบาจะวิ่งฝั่งซ้ายของถนน เท่ากับว่า ชาวบ้านไม่ต้องทำมาหากินแล้ว และที่ถนนโพธิ์กลาง ส่วนมากเป็นบ้านไม้ ไม่ทราบว่าจะมีการเวนคืนหรือไม่ หรือจะซื้อทั้งหมดแถวนั้น หากครั้งหน้ามีการประชุมใหญ่ ผมต้องการให้โครงการฯ เชิญชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจริงๆ มารับฟังและแสดงความคิดเห็น เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ เหมือนลักไก่หรือไม่” 

ในประเด็นนี้ นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ตอบว่า “โครงการนี้ปิดบังไม่ได้ คนรู้ทั่วจังหวัดแล้ว ส่วนเรื่องขอบเขตทางของถนนโพธิ์กลางแคบนั้น ต้องยอมรับว่าจริง ซึ่งไม่ใช่เพียงถนนเส้นนี้เดียวที่แคบมาก ต้องชี้แจงว่า ในเส้นทางถนนมิตรภาพและถนนสุรนารายณ์ รถไฟฟ้ารางเบาจะวิ่งบนเส้นทางของตัวเอง แต่ในเขตเมืองจะวิ่งปะปนไปกับรถยนต์ หากเป็นขาเข้าเมืองจะวิ่งบนถนนโพธิ์กลาง ส่วนขากลับจะวิ่งที่ถนนจอมสุรางค์ยาตร์ และประเด็นการเวนคืนนั้น โครงการไม่ได้เวนคืนทุกที่ มีเพียงสถานีต้นทางและปลายทางเท่านั้นที่เวนคืน เพราะเป็นสถานีขนาดใหญ่และต้องมีศูนย์ซ่อมบำรุง ส่วนสถานีตามเส้นทาง เป็นสถานีขนาดเล็กเท่าป้ายรถเมล์ ซึ่งจะต้องอยู่ที่ขอบทางเท้าหรือบางแห่งจะตั้งอยู่ที่เกาะกลางถนน”

เส้นทางเดิมคุ้มค่าแล้ว
นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องเส้นทางนั้น เดิมคุยกันในเวทีแรกแล้วว่า อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางไปวิ่งบนถนนมิตรภาพ ซึ่งทำการเปรียบเทียบแล้วว่า เส้นทางเดิมมีความคุ้มค่ากว่าแนวเส้นทางที่เสนอมา ส่วนการขยายเส้นทางไปถึงจอหอหรือโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยนั้น ส่วนตัวผมเห็นด้วยในเรื่องความคุ้มค่าและความสะดวก ผมต้องชี้แจงว่า ในประเด็นนี้ โครงการรถไฟฟ้ารางเบาได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๘ ซึ่งขณะนั้น สนข.เป็นผู้ศึกษาและนำเข้าในที่ประชุม คจร.ระดับประเทศ จากนั้นส่งให้ รฟม.เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและออกแบบกระทั่งผ่านมาถึงปี ๒๕๖๒ เท่ากับใช้เวลาไป ๔ ปี หากจะกลับไปปรับเปลี่ยนแผนแม่บทที่ สนข.ศึกษาเอาไว้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร หากมีการเสนอเส้นทางใหม่ ก็จะต้องกลับไปรื้อแผนแม่บทใหม่ เนื่องจากเส้นทางที่เสนอมาไม่ได้อยู่ในแผนแม่บทของสายสีเขียว หากทำเช่นนี้ จะทำให้คนโคราชเสียโอกาสอีกหลายปี ส่วนที่เป็นห่วงว่าจะไม่เชื่อมกับสถานที่อื่นๆ นั้น จะอยู่ในโครงการสายสีม่วง ไม่ใช่ว่า รฟม.จะไม่ทำ แต่เป็นโครงการในอนาคต และการขยายเส้นทางไปจอหอหรือโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยนั้น ในอนาคตสามารถทำเรื่องขอขยายต่อไปได้ ประเด็นที่ผมต้องการฝากผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้คือ ควรจะทำให้โครงการแรกสำเร็จก่อนดีหรือไม่ หรือเราจะกลับไปทบทวน ออกแบบใหม่ เสียเวลาและโอกาสไปอีกหลายปี ไม่ใช่ว่าผมไม่รับฟัง แต่ต้องการให้เข้าใจว่า กว่าเราจะเดินมาถึงจุดนี้ ใช้เวลาผ่านไป ๔ ปีแล้ว และในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นก็อาจจะอีก ๑-๒ ปี กว่าจะได้เริ่มก่อสร้างอาจจะเป็นปี ๒๕๖๘

ศึกษาการบริหารให้เอกชน
“ในประเด็นผู้ดูแลหลังก่อสร้างนั้น โครงการนี้ เป็นโครงการที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่หลายรูปแบบ จะมีกรอบมีแนวทางบริหารจัดการให้กับเอกชน โดยเอกชนจะปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด ส่วนเรื่องค่าโดยสารที่เป็นห่วงนั้น จากอัตราค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นมาจากรถสองแถว สิ่งที่จะได้คือ ความสะดวกสบายในการโดยสาร ตรงเวลา ปลอดภัย รวมถึงผลตอบแทนโดยรวมที่ขนส่งสาธารณจะสร้างได้ เช่น การพื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวม รถยนต์ส่วนบุคคลก็จะลดน้อยลงด้วย” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

สนับสนุนเส้นทางเดิม
สัตวแพทย์หญิง ดร.จารุณี สาตรา ผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า “ที่ถนนมุขมนตรี มีทั้งโรงเรียนมารีย์วิทยาและโรงเรียนเทศบาล ๓ รวมไปถึงสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทำให้มีรถติดจำนวนมาก หากมีรถรางสายสีเขียวเข้ามา เชื่อว่า การจราจรบริเวณนั้นจะลดน้อยลงแน่นอน ดังนั้นจึงขอสนับสนุนในการใช้เส้นทางนี้ สมัยก่อนเราใช้รถเมล์รถประจำทาง แต่สมัยนี้กว่าจะมาคันหนึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมง แถมไปไม่ถึงจุดหมายด้วย อีกทั้งความปลอดภัยในการใช้รถสองแถวทุกวันนี้มีน้อยมาก บางครั้งยังไม่ทันก้าวขาขึ้นรถ คนขับก็ขับออกไปแล้ว และการทำโครงการเช่นนี้ เขาคงศึกษาสถานที่ต้นทางและปลายทางไว้แล้ว เพราะจะต้องหาพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ หากจะให้ขยับหรือย้าย เขาก็ต้องไปศึกษาใหม่และหาที่ดินผืนใหม่อีก แต่ถ้าเขาหาสถานที่ใหญ่เพียงพอในการขยายเส้นทางก็อาจจะทำได้อย่างที่ทุกคนแนะนำ ซึ่งในอนาคต รฟม.ก็จะทำเส้นทางสายสีม่วงอยู่แล้ว อย่างในกรุงเทพฯ เมื่อทำโครงการรถราง เขาก็จะทำที่หนึ่งก่อนแล้วค่อยต่อขยายเส้นทางไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะกลายเป็นเครือข่ายคมนาคมที่ตอบโจทย์ทั้งหมด แต่สำหรับโคราช หากจะให้ต้องกลับไปรื้อแผนแม่บทและเสียเวลาอีก ๓-๔ ปี เราคงไม่เอา อีกอย่าง รถรางที่วิ่งนั้น ก็วิ่งบนถนนไม่ได้ไปวิ่งบนทางเท้า ไม่มีการขวางหน้าบ้านใครแน่นอน ดังนั้น ขอสนับสนุนให้สร้างโดยเร็วที่สุด จะได้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย”

เวนคืนที่ดินหรือไม่
ต่อมา ในวันเดียวกัน เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นการประชุมในการประชุมกลุ่มย่อย กลุ่มที่ ๔ พื้นที่เป้าหมายได้แก่ เทศบาลตำบลหัวทะเล (๑ หมู่บ้าน) ตำบลหัวทะเล เทศบาลนครนครราชสีมา (๑๐ ชุมชน) ตำบลในเมือง และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ (๑ หมู่บ้าน) ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองนครราชสีมา 

นางอรพิณ ผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า “ในพื้นที่สถานีปลายทาง บริเวณบ้านนารีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นชุมชนหนาแน่น ต้องการทราบว่า ทางโครงการฯ จะมีการเวนคืนให้ประชาชนหรือไม่”

นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ ตอบว่า “ตามแผนการเวนคืนของโครงการ เราจะมีการเวนคืนในพื้นที่ที่จะก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง ซึ่งจะอยู่ใกล้กับสถานีต้นทางและปลายทาง โดยพื้นที่ที่เราจะใช้ก่อสร้างแถวบ้านนารีสวัสดิ์นั้น เป็นที่ดินราชพัสดุ ต้องเข้าไปในซอยประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร แต่ขณะนี้เรามองที่ดินฝั่งตรงข้ามบ้านนารีสวัสดิ์ไว้ด้วย ตรงนั้นจะมีปั๊มน้ำมัน มีสหกรณ์ มีอยู่หลายที่ที่เรามองไว้”

สุรนารายณ์’วิ่งเกาะกลาง
นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา ผู้จัดการโครงการ กล่าวอีกว่า “ส่วนใครที่กังวลเรื่องเส้นทางการวิ่งบนถนนสุรนารายณ์ ต้องชี้แจงว่า เราจะให้รถรางวิ่งบนเกาะกลางถนน ทั้งถนนสุรนารายณ์และถนนมิตรภาพ (ก่อนเข้าถนนมุขมนตรี) เพราะมีเขตทางกว้างพอสมควร ซึ่งสถานีจะอยู่บนเกาะกลางถนนเช่นกัน โดยจะทำเป็นสะพานลอย หากบริเวณนั้นมีสะพานลอยอยู่ใกล้ ก็จะตกแต่งใหม่ และเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ ส่วนสถานีที่อยู่ริมถนน จะทำเป็นทางม้าลายแทน การที่มีสถานีอยู่หน้าบ้าน ก็จะคล้ายๆ กับป้ายรถเมล์ และอาจจะทำให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นได้ด้วย เพราะเมื่อมีสถานีแล้ว คนก็จะมารอขึ้น จะทำให้เห็นร้านค้าได้ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการค้าขายได้ด้วย”

ระยะเวลาการก่อสร้าง
ต่อข้อถามของประชาชนว่า “การก่อสร้างจะใช้เวลานานเพียงใด” ผู้จัดการโครงการตอบว่า “จากวันนี้ไป จะเปิดประชุมอีกหลายเวที ซึ่งประมาณปี ๒๕๖๔ จะเป็นกระบวนการคัดเลือกผู้ร่วมลงทุนกับรัฐบาล ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ ๑-๒ ปี และหลังจากนั้นจะเป็นการก่อสร้าง คาดว่า จะใช้เวลา ๓ ปี รวมแล้วโครงการนี้จะแล้วเสร็จประมาณปี ๒๕๖๘ แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนแนวเส้นทาง จนต้องกลับไปรื้อแผนแม่บทที่ สนข.ทำไว้ ก็อาจจะต้องขยับระยะเวลาออกไปอีกหลายปี”

เสนอพื้นที่ตรงข้ามบ้านนารีสวัสดิ์
นายธีรวิทย์ เรือนกลาง ผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า “จากที่ศึกษาโครงการฯ จะเห็นว่าสถานีปลายทางอยู่ในซอย ซึ่งบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ชุมชน อาจจะทำให้เข้าออกได้ยาก ผมจึงเสนอพื้นที่ฝั่งตรงข้าม ที่เป็นปั๊มบางจาก เจ้าของก็คือชุมนุมสหกรณ์การเกษตร ซึ่งก็ต้องการจะขายอยู่แล้ว”

ผู้จัดการโครงการ ตอบว่า “สำหรับพื้นที่บริเวณนั้น เรามองเอาไว้บ้างแล้ว ซึ่งต้องการเวนคืนแบบตกลงราคากับเจ้าของที่ดิน ไม่ต้องการใช้การบังคับซื้อ ดังนั้นต้องขอขอบคุณที่แนะนำส่วนนี้”

อย่างไรก็ตามภายหลังจบการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ ๒ แล้ว จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ ๒ (สรุปผลการศึกษาของโครงการ) ซึ่งคาดว่าจะจัดประชุมในช่วงเดือนเมษายน ๒๕๖๓

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๑๙ วันพุธที่ ๑๑ - วันอังคารที่ ๑๗ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓


436 7929