4thApril

4thApril

4thApril

 

March 20,2020

หารือพัฒนาโคราช วอน ๑๔ สส.รวมพลัง เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

ยืนยันเขตเศรษฐกิจภาคอีสานต้องโคราช เพราะครอบคลุมมากที่สุด หวังรัฐบาลหนุนจัดกิจกรรมของจังหวัด เพื่อเป็นงานระดับชาติในอนาคต แนะโคราชยังขาดผู้นำที่ดี ส.ส.ควรคุย กัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาให้โคราชเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

เมื่อสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม ที่ภัตตาคารเสียวเสี้ยว นครราชสีมา มีการรับประทานอาหารของกลุ่มซึ่งประกอบด้วย พลโทธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ ๒, นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา, นายเกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา เขต ๑, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี, นายบุญถึง ผลพานิชย์ อดีต ส.ส.ปี ๒๕๔๔, นายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายอัฐพล สัมพันธ์วงศ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา, นายจีระวัฒน์ ศิริวิกุล เลขาธิการหอการค้าฯ, นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภา อบจ.นครราชสีมา และนายทรงศักดิ์ อุไรธรากุล ประธานกรรมการบริษัมเครือปฐพีทอง ร่วมรับประทานอาหารและหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองโคราช

เอกชนเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจโคราช

“โคราชคนอีสาน” จึงสอบถาม นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา ถึงสาระเนื้อหาการสนทนา มีความเป็นมาเนื่องจาก เมื่อช่วงที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาปลอบขวัญชาวโคราชหลังเหตุการณ์จ่าทหารกราดยิงราษฎร และข้าราชการรวม ๓๐ ชีวิต โดยเน้นกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภว่า ควรร่วมมือกันพัฒนาเมืองโคราชให้ก้าวหน้า ทางภาคเอกชนจึงยื่นข้อเสนอหลายข้อในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดนครราชสีมา โดยสภาอุตสาหกรรมเสนอจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ มอบหมายให้นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงานว่า เหตุผลต่างๆ ที่อื่นเข้าไปเป็นอย่างไรบ้าง และได้นัดสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฯ หอการค้าจังหวัดฯ และบริษัทต่างๆ ที่สนใจเข้ามาพูดคุยกัน

นิคมอุตสาหกรรมอุบลฯ

นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ กล่าวอีกว่า ในวันนั้นนายสุภรณ์ถามว่า เหตุผลที่ยื่นข้อเสนอไปยังนายกฯ เป็นอย่างไร ตนอ้างว่า เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ เราเคยเสนอไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ไม่ขยับนัก เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEEC) แต่ไม่ได้ระบุว่า จะไปจัดตั้งที่ใด และตนไปทราบมาว่า จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมอุบล เป็นอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอยู่แล้ว เพราะชีวภาพเป็นเหมือน S-curve ของรัฐบาลซึ่งไม่ให้พูด เพราะว่า ทำไม่ได้จริงๆ เนื่องจากไปพูดไว้ แต่ยังทำไม่ได้สักเรื่อง เขาจึงไม่ให้พูดว่าเป็น S-Curve แต่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งอุบลราชธานี หากจัดตั้งเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพ ก็จะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล แน่นอนว่าจะได้รับการสนับสนุนการลงทุนอยู่แล้ว แต่ว่า หากจะนำเรื่องชีวภาพมาปนกับเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็จะสับสน ตนจึงเสนอว่า หากจะจัดตั้งอุตสาหกรรมชีวภาพก็จัดตั้งไป เพราะคนที่ได้ประโยชน์ในอุบลฯ มีไม่เกิน ๑๐ คน โดยอุตสาหกรรมชีวภาพหากจะจัดตั้งได้ ต้องเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาก

อุตสาหกรรมโคราชครอบคลุม

“สำหรับโคราชที่เสนอไป เนื่องจากว่า เราเป็นหนึ่งใน ๑๕ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่องอยู่แล้ว โดยเฉพาะข้อ ๑๕ สนับสนุนการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเราก็อ้างเหตุผลไปมากมาย ในวันนั้นก็ย้ำไปอีกครั้งต่อนายสุภรณ์ และนายเกษมว่า จะต้องตั้งแบบใด ซึ่งทั้งสองมองว่าดี โคราชต้องนำมาให้ได้ เพราะที่ขอนแก่นยังไม่ขยับ แต่ที่อุบลฯ จับตรงนี้ไปเชื่อมโยงกัน ผมมองว่าไม่จำเป็น เพราะอุบลฯ ได้ประโยชน์อยู่แล้วจากอุตสาหกรรมชีวภาพ  แต่ว่าอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมทั่วไป ขอให้มาตั้งที่โคราช เรื่องนี้ผมยื่นให้ ส.ส.หลายท่านแล้ว นายสุภรณ์แจ้งว่า จะสอบถามกับนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้โดยตรง และยังเป็นคนโคราชอีกด้วย แต่มีกระแสว่านายกอบศักดิ์ สนใจที่อุบลราชธานี เราจึงพยายามดึงกลับมาที่โคราชให้ได้”

เอกชนไม่ควรจับเงินรัฐ

นายหัสดิน เปิดเผยอีกว่า ทางหอการค้าจังหวัดฯ มีงานอีเวนท์ต่างๆ เช่น เทศกาลอาหารย่าง ก็ของบสนับสนุนจากรัฐบาลว่า การจัดงานต้องการให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนเงินด้วย แต่ผมมองว่าจุดนี้อาจจะยาก ที่จะนำเงินของรัฐบาลมาจัดงาน ซึ่งในความเป็นจริง เอกชนไม่ควรจับเงินของรัฐบาล เพราะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นต้องเป็นงานที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่น ซึ่งได้เสนอไปแล้ว

ให้รัฐสนับสนุนจัดงาน

“สำหรับสภาอุตสาหกรรมฯ เนื่องจากปีนี้เราจัด ๒ งานคือ งาน Northeast Tech และงาน Agri Food ด้วย เราจึงเสนอรัฐบาลว่า ไม่ได้ต้องการการสนับสนุนเรื่องเงิน แต่ต้องการสนับสนุนด้านเนื้องาน คอนเทนต์ที่จะเข้ามาช่วย ซึ่งปกติจะจัดสัมมนาด้วยอยู่แล้ว จึงต้องการให้รัฐบาลมาจัดสัมมนาร่วมกัน เพื่อทำให้เป็นงานระดับชาติในอนาคต ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่า โคราชต้องมีงานระดับชาติที่คนทั่วประเทศต้องมาดูและมาร่วม”

ย้ายศาลากลาง

นายหัสดิน เปิดเผยต่อว่า นายบุญถึง ผลพานิชย์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องการย้ายศาลากลางให้อยู่เขตพื้นที่ทหาร โดยขอพื้นที่กับแม่ทัพภาคที่ ๒ แม่ทัพบอกว่า ต้องไปดูว่าจะใช้พื้นที่ตรงไหน แต่ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันว่า หากไปอยู่ตรงนั้นแล้ว คนจะไปจริงหรือเปล่า ไกลเกินไปไหม ซึ่งพื้นที่ที่มองไว้จะอยู่ใกล้ๆ ถนน ๓๐๔ แต่ต้องดูว่าพื้นที่ไหนเหมาะสม และจะต้องไม่รบกวนความมั่นคง นั่นหมายความว่า ต้องไปกั้นพื้นที่ที่อยู่ติดถนน กลายเป็นพื้นที่ที่แยกไปต่างหาก และอยู่ริมๆ ด้านใดด้านหนึ่ง จึงจะจัดตั้งได้ และทราบว่า งบประมาณปี ๒๕๖๓ จะมีการต่อเติมศาลากลางข้างๆ หอประชุมเปรมฯ ซึ่งมีพื้นที่ว่างที่จะสร้างตึก จึงมีข้อขัดแย้งว่า จะสร้างอาคารเพิ่มอยู่แล้ว จะขอย้ายสถานที่เลยหรือจะอยู่ที่เดิม ซึ่งก็คงต้องทำเป็นขั้นตอนต่อไป

สร้างย่าโมใหม่ละเอียดอ่อน

“ผมพูดกับนายบุญถึงฯ ว่า ทางจังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องเมืองใหม่อยู่แล้ว โดยเมื่อปี ๒๕๖๑ ครม.สัญจรที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เสนอให้จัดตั้งเมืองใหม่นครราชสีมา โดยจะต้องมีศูนย์ราชการ มีศาลากลางด้วย โดยนายบุญถึงฯ มองว่า ต้องสร้างอนุสาวรีย์ย่าโมใหม่ ผมจึงบอกว่า ค่อนข้างละเอียดอ่อน ซึ่งจะต้องมานั่งคุยกันว่า จะสร้างอนุสาวรีย์ย่าโมใหม่มีเหตุผลอย่างไร หรือจะย้ายอย่างไร จะนำอัฐิย่าโมจากไหน หรือจะแบ่งไป ซึ่งต้องคุยกัน เพราะค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก แต่ผมไม่ต้องการจุดประเด็นนี้ หากย้ายส่วนราชการออกไปข้างนอกได้ก็เป็นเรื่องที่ดี โดยเสนอไปว่า การย้ายส่วนราชการของรัฐบาลไม่ใช่ย้ายหน่วยงานของกระทรวงต่างๆ ที่อยู่ในศาลากลางออกไปอย่างเดียว แต่ต้องคิดหลายๆ อย่าง เช่น กระทรวงเกษตรฯ มาตั้งที่โคราชเลยได้ไหม กระทรวงกลาโหมไปตั้งที่นครนายก หรือกระทรวงมหาดไทยไปตั้งที่จังหวัดอื่นๆ เพื่อกระจายความเจริญไปอยู่ส่วนภูมิภาคจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปตั้งที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว เพื่อลดความแออัดที่กรุงเทพฯ ส่วนสถานที่เดิมของกระทรวงต่างๆ ก็สามารถตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ เพราะเป็นอาคารเก่าแก่ ควรจะได้รับการอนุรักษ์ไว้”

ส.ส.ต้องนั่งคุยกัน

นายหัสดิน กล่าวอีกว่า ตนเสนอในที่ประชุมอีกว่า ขณะนี้โคราชมี ส.ส.ทั้งหมด ๑๔ คน แยกเป็นพรรคต่างๆ ทำให้แนวทางการพัฒนาจังหวัดไม่เป็นระบบ ยกตัวอย่างจังหวัดบุรีรัมย์ไปทางเดียวกันได้ เนื่องจาก ส.ส.มาจากพรรคเดียวกัน ผมมองว่า แม้จะไม่ใช่พรรคเดียวกัน แต่คิดถึงประโยชน์ของโคราชเป็นหลัก โดยมานั่งคุยกันว่าจะต้องพัฒนาโคราชไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ก็ต้องมานั่งพูดคุยหารือกัน ไม่ควรมาแยกฝ่าย แยกพรรค ต้องทำงานร่วมกันได้ เพราะ ส.ส.ไม่ได้ทำงานเป็นรัฐบาล ผมจึงเสนอให้ ส.ส.เกษมฯ พรรคพลังประชารัฐ (นายเกษม ศุภรานนท์) เป็นคนนำเพื่อรวบรวม ส.ส.ของโคราชมานั่งพูดคุยร่วมกันถึงแผนงานในการพัฒนาจังหวัดในด้านต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง หากดำเนินการเสร็จแล้ว จะนำคนออกไปยังอำเภอ หรือจังหวัดต่างๆ อย่างไร เรายังไม่มีแผนรองรับส่วนนี้ ดังนั้นต้องร่วมมือกัน ซึ่งนายเกษมฯ บอกว่า ยังไม่มีบารมีมากขนาดนั้น ผมจึงบอกว่า จะไปคิดถึงเรื่องบารมีไม่ได้ หากคิดแบบนั้นก็คงจบ เพราะคงไม่มีใครยอมกัน จึงต้องมาคุย เป็นเหมือนกันจับมือร่วมกันว่าเราจะพัฒนาเมืองอย่างไร

ส.ส.แบ่งโซนพัฒนาโคราช

“ผมจึงไปปรึกษากับนายสมศักดิ์ พันธ์เกษม (ส.ส.เขต ๑๑) เนื่องจากเป็นประธานกรรมาธิการการเงินการคลัง ช่วยพูดคุยกับ ส.ส.โคราชหลายท่านว่า ต้องการให้มีการพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาเมืองโคราชร่วมกัน ซึ่งก็มีคนเห็นด้วยว่า การมานั่งพูดคุย จะทำให้โคราชเราไปต่อได้ โคราชเป็นจังหวัดใหญ่ เราก็แบ่งสัก ๓ โซน ๕-๕-๔ และให้ ส.ส.ในพื้นที่มานั่งคุยกันให้ได้ ไม่ต้องไปคิดว่าใครอยู่พรรคอะไร แต่ขอให้มีแนวทางออกมาเลยว่า แต่ละโซนจะพัฒนาอย่างไร” นายหัสดิน กล่าว

โคราชยังไม่มีผู้นำเด่น

ต่อข้อซักถามที่ว่า คาดหวังอะไรจากการพูดคุยกันครั้งนี้ นายหัสดิน ตอบว่า โคราชมีข้อด้อยคือ ยังไม่มีใครนำโคราชได้จริง ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ ส.ส.ต้องมานั่งคุยกัน และหากทำได้ก็ได้หน้ากันทุกคน และโคราชจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างที่กล่าวไป หากมองว่าโคราชใหญ่ เราก็แบ่งเป็นโซนได้ และร่วมกันพัฒนาโดยไม่ต้องสนใจว่า มาจากพรรคไหน จะไปแย่งซีนบทบาทกันทีหลัง ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่อย่างไรก็ต้องยอมพัฒนาไปด้วยกัน หากทำได้ โคราชจะเป็นอีกหนึ่งโมเดลว่า ถึงแม้ไม่ต้องมีผู้นำเด่นๆ เหมือนจังหวัดอื่น ก็สามารถเดินต่อได้

พัฒนาไปทิศทางเดียวกัน

“ภาคเอกชนมองว่า การจะเดินไปข้างหน้า ภาคราชการมีส่วนสำคัญ แต่ปัญหาคือ จะทำอะไรก็ติดเรื่องงบประมาณ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ว่า ไม่มีงบ ส.ส. แต่ในความเป็นจริง คุณจะมีหรือไม่มี ขอให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปในทางเดียวกัน หากลงงบประมาณมาทำในทางเดียวกันจะมีพลังมากพอในการขับเคลื่อน โดยให้แต่ละพื้นที่ มุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่แท้จริง ช่วยกันผลักดัน และแก้ไขปัญหานั้น หากพูดเป็นเสียงเดียวกัน รัฐบาลก็จะจัดสรรงบประมาณให้อย่างแน่นอน แต่หากแยกกันทำ ก็จะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก” นายหัสดิน กล่าวท้ายที่สุด

 

นสพ.โคราชคนอีสาน  ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๒๐ วันพุธที่ ๑๘ - วันอังคารที่ ๒๔ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

 


74 7690