31stOctober

31stOctober

31stOctober

 

April 30,2020

‘นครชัยทัวร์’กัดฟันสู้ ๓๐ ปีวิกฤตรุนแรงที่สุด รอวันแกร่งเหมือนเดิม

“นครชัยทัวร์” และ “นครชัย ๒๑” ยักษ์ใหญ่รถโดยสารข้ามจังหวัด ต้องหยุดวิ่งตามคำสั่ง เป็นวิกฤตรุนแรงมากที่สุดที่เดินรถมากว่า ๓๐ ปี ยอมรับกระทบทุกคนขอให้กัดฟันสู้ เพื่อให้กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมเบื้องต้นพอใจเยียวยาลูกจ้าง ๖๒% จากประกันสังคม แต่บริษัทต้องจ่ายสมทบเพื่อให้เพียงพอ หากโรคระบาดยืดเยื้อ ต้องติดตามว่า ครม.จะเยียวยาอย่างไร

ตามที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ส่งผลให้มีรัฐบาลมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยงดการบินของสายการบินต่างๆ ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งจากกรมการขนส่งทางบก งดการบริการของรถโดยสารประจำทางหมวด ๒ (กรุงเทพฯ-โคราช) และหมวด ๓ (โคราช-จังหวัดต่างๆ) นั้น โดยในเบื้องต้นสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการและลูกจ้างอย่างมาก เนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ภายหลังประกันสังคมมีมาตรการเยียวยาลูกจ้างตามมาตรา ๓๓ ในอัตรา ๖๒% ของเงินเดือนนั้น 

ประเมินความเสียหายไม่ได้

สำหรับผู้ประกอบการรถโดยสารรายใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา คือ บริษัท นครชัย ๒๑ จำกัด ซึ่งวิ่งรถโดยสารหมวด ๒ เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช และบริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด วิ่งรถโดยสาร หมวด ๓ โคราชไปต่างจังหวัด ๔ เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ และมุกดาหาร ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-๑๙ เช่นกัน โดยเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๓ นายเศรษฐพันธ์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทนครชัยทัวร์ จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย ๒๑ จำกัด เปิดเผยรายละเอียดต่างๆ กับ “โคราชคนอีสาน” ว่า 

“วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มนครชัย แต่กระทบกลุ่มธุรกิจรถโดยสารทั้งหมด หากประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงิน ยังไม่สามารถคิดได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าสถานการณ์จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน ในแง่ของการประกอบธุรกิจ จะเริ่มฝืดมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ที่โควิดเริ่มแพร่ระบาด ลดที่ยววิ่งลงเรื่อยๆ ปกติสองบริษัทรวมกัน ไป-กลับ ประมาณ ๘๐-๙๐ เที่ยว ก็ถูกลดมาเรื่อยๆ เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารลดลง อีกทั้งคนก็กลัวโรคติดต่อ คนเดินทางน้อยลง จึงลดจำนวนเที่ยวให้น้อยลงไปด้วย เพราะถ้าวิ่งเหมือนเดิมก็จะขาดทุน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม กระทั่งปลายมีนาคมที่รัฐออกมาตรการควบคุม ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่สนับสนุนให้ประชาชนเดินทาง เน้นเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ตัวเลขผู้โดยสารน้อยลงไปมาก แทบไม่มีคนเดินทาง สุดท้ายมาจบที่ว่า เที่ยววิ่งทั้งหมดเราปรับเหลือต่ำที่สุดคือ ขาไป ๑ เที่ยว ขากลับ ๑ เที่ยว ของทุกเส้นทางที่เราดำเนินธุรกิจ เท่ากับช่องทางรายได้แทบไม่มีแล้ว เมื่อเหลือการวิ่งไป-กลับอย่างละเที่ยว แต่รายจ่ายในส่วนค่าจ้างพนักงานยังต้องจ่ายทั้ง ๑๐๐% เหมือนเดิม ปัญหาในลักษณะนี้เป็นมาตั้งแต่ปลายมีนาคม”

นั่งเว้นระยะห่าง‘ขาดทุน

นายเศรษฐพันธ์ เปิดเผยอีกว่า ยิ่งรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว โดยเฉพาะเรื่อง Social Distancing (เว้นระยะห่างทางสังคม) ออกมาด้วย ยิ่งกระทบธุรกิจรถโดยสารเข้าไปอีก จากปกติรถ ๑ คัน สามารถรับผู้โดยสารได้เต็มคัน (๓๒ ที่นั่ง) กลายเป็นว่ารถแต่ละคันรับผู้โดยสารได้แค่ ๕๐% เท่านั้น เพราะต้องเว้นที่นั่ง ดังนั้น การวิ่งไป-กลับอย่างละเที่ยวยิ่งก่อให้เกิดต้นทุนให้บริษัทดำเนินธุรกิจแบบขาดทุน เพราะถ้าคิดตามประมาณ Load Factor ต่อคันที่จะทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้โดยที่ไม่ฝืดเคืองเกินไป Load Factor (ปริมาณผู้โดยสารต่อเที่ยว) อยู่ที่ประมาณ ๗๕% เมื่อรัฐบาลออกมาตรการนี้มา กลายเป็นว่า Load Factor ถูกบีบให้เหลือแค่ ๕๐% ต่อให้รับผู้โดยสารได้ครึ่งคัน วิ่งรถไปก็ขาดทุน กลายเป็นว่าขาดทุนในส่วนค่าจ้าง มีรายจ่ายในส่วนค่าจ้างคงไว้เหมือนเดิม เมื่อวิ่งรถไปกลับหนึ่งเที่ยว ก็มีรายจ่ายเพิ่มมาอีก กลายเป็นว่าทางบริษัทต้องหาวิธีปรับตัว เพราะหากปล่อยแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากปล่อยไปสัก ๒-๓ เดือน ลำบากแน่นอน กลายเป็นว่าตั้งแต่ที่รัฐประกาศมาตรการนี้ออกมา จึงมีการรวมกลุ่มของธุรกิจรถโดยสารประจำทาง ไม่ใช่เฉพาะนครชัย เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบของรัฐทุกคนที่ทำธุรกิจรถโดยสารมานั่งคุยกันว่า เราจะหาทางออกลักษณะไหนดี กลายเป็นว่าต้องหาทางออกร่วมกันกับภาครัฐ คือ กรมขนส่งทางบกกับกระทรวงคมนาคมว่า ณ สถานการณ์ปัจจุบันหากยังวิ่งขั้นต่ำไป-กลับอย่างละ ๑ เที่ยว และมีมาตรการ Social distancing ทำให้เราขาดทุนมากขึ้น ในเมื่อรัฐต้องการส่งเสริมให้คนไม่เดินทาง ทำไมจึงไม่ประกาศให้หยุดเดินทางไปเลย คือ หยุดวิ่งรถโดยสาร เพื่อบีบให้คนไม่เดินทาง  เจ็บแต่จบ เหมือนสั่งปิดเมืองในลักษณะนี้ 

ช่วงแรกต้องแบกภาระค่าจ้าง ๑๐๐%

“ต่อมาในวันที่ ๑๑ เมษายน กรมการขนส่งทางบกเริ่มประกาศทยอยปิดการเดินทางในแต่ละจังหวัด ในส่วนของนครชัยทัวร์ และนครชัย ๒๑ เราก็หยุดวิ่งรถ ๑๐๐% ตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ภาระค่าใช้จ่ายของการวิ่งรถแต่ละคันก็หายไป เหลือเพียงค่าจ้างพนักงาน เพราะว่า เมื่อเราหยุดวิ่งรถ ๑๐๐% ฝั่งรายได้เป็นศูนย์ แต่ฝั่งรายจ่าย ค่าจ้างพนักงานเรายังแบก ๑๐๐% ต้องมาหาทางออกอีกว่า ภาครัฐมีมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้ ในขณะนั้นประกันสังคมมีนโยบายจ่ายเยียวยา ๕๐% ของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ๙๐ วัน และเพิ่มเป็น ๖๒% ในช่วงหลัง”

นายเศรษฐพันธ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงแรกธุรกิจรถโดยสาร ประกันสังคมแจ้งว่า ลูกจ้างในกลุ่มธุรกิจนี้ไม่เข้าข่ายได้รับการเยียวยา ๖๒% เพราะยังไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย การจะมีสิทธิรับ ๖๒% ได้ ภาครัฐต้องสั่งให้ปิดกิจการชั่วคราว นี่คือช่วงต้นเมษา ก่อนที่รัฐจะสั่งปิดก่อน ๑๑ เมษายน กับ ๒.ต้องมีพนักงานติดเชื้อจนต้องหยุดพักรักษาตัว เฉพาะ ๒ กรณีนี้เท่านั้นจึงจะได้รับชดเชย ๖๒% จากประกันสังคม ซึ่งเป็นในส่วนนี้ที่ไปคุยกับทางกรมให้ช่วยประกาศสั่งหยุด สั่งให้เป็นเหตุสุดวิสัยได้ไหม เพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาด เนื่องจากช่วงต้นเมษายนการระบาดค่อนข้างรุนแรง และเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอีกทางหนึ่ง เพราะหากรัฐไม่สั่งหยุด แล้วผู้ประกอบการหยุดเดินรถเองจะไม่เข้าข่ายได้รับการเยียวยาจากประกันสังคม โดยมาตรการปัจจุบัน รถโดยสาร ๗๐% ทั่วประเทศหยุดวิ่งหมดแล้ว เนื่องจากรัฐสั่งหยุด และลูกจ้างของผู้ประกอบการสามารถไปรับเงินเยียวยา ๖๒% จากประกันสังคมได้ เป็นสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง ๒ บริษัทรวมกันมีพนักงานประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ คน และขณะนี้พนักงานหยุดทำงานทั้งหมดแล้ว

บริษัทจ่ายชดเชยเพิ่มเติม

“ในส่วนของค่าจ้างพนักงานในสถานการณ์โรคระบาดนั้น ส่วนหนึ่งลูกจ้างในฐานะผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคม ๖๒% แต่ทางบริษัทพิจารณาแล้วว่า ๖๒% สำหรับลูกจ้างอาจจะใช้ชีวิตลำบากเกินไป เพราะ ๖๒% ของประกันสังคมคิดจากอัตราเงินเดือนสูงสุดแค่ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่พนักงานบางคนรายได้เกิน ๑๕,๐๐๐ บาทไปมาก การได้รับ ๖๒% จากฐานเงินเดือนแค่ ๑๕,๐๐๐ บาท ทำให้รายได้ลดลงไปมาก บริษัทจึงมีมาตรการจ่ายเพิ่มเติมจากประกันสังคมเข้าไปบางส่วน เพื่อไม่ให้ลูกจ้างลำบากเกินไป โดยคิดจากฐานเงินเดือนของค่าจ้างแต่ละคน” กรรมการผู้จัดการ นครชัยทัวร์ กล่าว

เดินรถได้แต่ก็ยังขาดทุน

“โคราชคนอีสาน” ถามถึงสถานการณ์ของโรคระบาดคาดว่า เมื่อไหร่จะคลี่คลาย และสามารถกลับมาประกอบการเดินรถเหมือนเดิมได้? นายเศรษฐพันธ์ กล่าวว่า คิดว่าภาครัฐอาจสั่งให้มาวิ่งตั้งแต่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแรกๆ เมื่อเริ่มคุมยอดจำนวนผู้ป่วย และจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงได้ ทางรัฐน่าจะมีแนวโน้มสั่งให้บริษัทกลับมาเริ่มวิ่งได้ เพียงแต่ในช่วงแรกอาจจะวิ่งแบบจำกัดที่นั่ง ไม่ให้วิ่งและนั่ง ๑๐๐% เหมือนช่วงภาวะปกติ อาจจะเริ่มวิ่งไป-กลับ ๑ เที่ยวก่อน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มกลับมาวิ่งในไม่ช้านี้ เพียงแต่ว่า กลับมาวิ่งได้แล้วจะเลี้ยงตัวเองได้ไหม ค่อนข้างพูดยาก เพราะต่อให้ภาครัฐเริ่มสั่งกลับมาวิ่งไป-กลับ อย่างละ ๑ เที่ยวในสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย แต่คิดว่ารัฐก็ยังไม่ยกเลิกมาตรการ Social Distancing เพราะว่าการสั่งกลับมาวิ่งขั้นต่ำไป ๑ เที่ยว กลับ ๑ เที่ยว เป็นลักษณะเพื่อบริการประชาชน เนื่องจากไม่มีรถวิ่งเลย ประชาชนเดือดร้อนแน่นอน 

“หากมีคำสั่งมาในลักษณะนี้ ก็ต้องมาคุยกับภาครัฐต่อว่า เมื่อกลับมาสั่งเปิดวิ่ง จะมีมาตรการมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการอย่างไร เพราะเป็นลักษณะที่รัฐบังคับให้ทำ Social Distancing เมื่อทำแล้ว ต้นทุนก็ยังถือว่าสูงกว่ารายได้ที่ได้รับ จึงต้องมาคุยหาทางออกร่วมกัน เพราะถ้ารัฐสั่งแบบนี้ไปยาวๆ สุดท้ายคนที่จะอยู่ไม่ได้คือ ผู้ประกอบการ” 

๓๐ ปีครั้งนี้กระทบรุนแรงสุด

นายเศรษฐพันธ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประกอบการรถโดยสารมากว่า ๓๐ ปี ของนครชัยทัวร์ครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงมากที่สุด เพราะว่าหากเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจทั้งโลก เมื่อปี ๒๕๔๐ แม้เศรษฐกิจแย่ แต่คนก็ยังเดินทาง ต่อให้น้อยลงก็ตาม เราสามารถคิดกลยุทธ์อื่นๆ ในการดำเนินธุรกิจได้ ยังสามารถปรับตัวได้ แต่วิกฤตโรคระบาดในปัจจุบันทำให้คนไม่เดินทาง กลายเป็นว่าแหล่งรายได้ ไม่ว่าจะปรับกลยุทธ์อย่างไรก็ไม่สามารถหาทางออกในการเพิ่มรายได้ จึงถือว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุด ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะระบาด ได้หาหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ มาบริการลูกค้าบนรถ มีเครื่องวัดอุณหภูมิตรวจผู้โดยสารก่อนออกเดินทาง รวมทั้งคนขับ และพนักงานต้อนรับด้วย ซึ่งเราเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ

พอใจประกันสังคมเยียวยา ๖๒%

“สำหรับการเยียวยาจากประกันสังคมนั้น เบื้องต้นค่อนข้างพอใจในระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าการเยียวยายังอยู่ในกระบวนการพูดคุยกันว่าจะเยียวยาในลักษณะใด เบื้องต้นอย่างที่ระบุในตอนแรกเราไม่ได้รับการเยียวยาจากประกันสังคม แต่ที่เราได้รับชดเชยเนื่องจากกระทรวงคมนาคมเป็นตัวกลางจัดประชุมระหว่างกระทรวง กรม ผู้ประกอบการ และประกันสังคม เป็นสเต็ปแรกในการช่วยเหลือด้านค่าจ้างพนักงาน ๖๒% เบื้องต้นพอใจในส่วนนี้ ต่อมาการทำ Social Distancing วิ่งไปแล้วถูกบีบให้ขาดทุน โดยก่อนหน้านี้จะมีการจ่ายภาษีค่ารถ ภาษีต่อทะเบียน ซึ่งมีรถประมาณ ๑๓๐ คัน ทั้ง ๒ บริษัทรวมกัน อาจจะต้องนำเรื่องนี้มาพูดคุยหาทางออกในอนาคต” นายเศรษฐพันธ์ กล่าว

ทุกคนได้รับผลกระทบ

สถานการณ์แบบนี้ ผู้ประกอบการก็เข้าใจทางภาครัฐว่า วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมากในรอบหลายสิบปีของประเทศไทย ผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่กลุ่มรถโดยสารประจำทาง แต่กระทบผู้ประกอบธุรกิจทุกชนิด เราก็เข้าใจว่ารัฐพยายามเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการต่างๆ ผมเองเบื้องต้นก็พึงพอใจหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ได้ทอดทิ้งเรา กระทรวง กรมฯ ก็ติดต่อพูดคุยกับสมาคมรถโดยสารต่อเนื่องในมาตรการต่างๆ ทั้มาตรการเยียวยา มาตรการให้ภาครัฐชดเชยในช่วงวิกฤต จะเสนออะไรมาบ้าง เขาก็รับฟังความคิดเห็นของเรา เพียงแต่ผลการพูดคุยจะเป็นลักษณะใด ก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง

พนักงานเข้าใจ

ต่อข้อถามถึงพนักงานเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร? นายเศรษฐพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของพนักงานนั้น ก่อนที่เราจะหยุดวิ่งรถ ๑๐๐% ก็มีแนวโน้มที่ลดเที่ยววิ่งลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว ดังนั้น การลดเที่ยววิ่ง สำหรับพนักงานที่มาทำงานก็น้อยลง ตั้งแต่ช่วงนั้นเราก็คิดหามาตรการรับมือแล้วว่าในส่วนของพนักงานที่ไม่ได้ทำงาน หรือทำงานน้อยลงจะมีการจ่ายค่าจ้างลักษณะใด ซึ่งทำความเข้าใจเบื้องต้นไปแล้ว กระทั่งมาถึงจุดที่หยุดวิ่ง ๑๐๐% และได้รับการยืนยันจากภาครัฐว่า พนักงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ได้รับเงินเยียวยา ๖๒% ทางบริษัทก็สรุปมาตรการว่า ค่าจ้างที่ลูกจ้างจะได้รับมาจากส่วนไหนบ้าง คือ ๖๒% จากภาครัฐ และบริษัทเติมให้อีกส่วนหนึ่ง เหมือนคิดเป็นสูตรในการคำนวณออกมาให้พนักงานรับทราบ ซึ่งมีการชี้แจงอย่างต่อเนื่อง ทางพนักงานก็เข้าใจว่าธุรกิจดาวน์ลงเรื่อยๆ เพราะโรคระบาด อย่างพนักงานขับรถ พนักงานต้อนรับเขาเห็นอยู่แล้วว่าหน้างานจากเดิมลูกค้าเต็มรถ หรือเกือบเต็ม ก่อนจะมาหยุดวิ่ง หายไป ๑๐-๒๐ คน ซึ่งเขาอยู่หน้างานจะเห็นอยู่แล้ว เขาก็เข้าใจได้ ในมุมมองของบริษัทเองก็ไม่ได้อยากตัดค่าจ้างพนักงาน แต่มีความจำเป็นที่บริษัทต้องกัดฟันสู้ให้อยู่รอดช่วงนี้ได้ และบริษัทพยายามที่จะช่วยเหลือพนักงาน เพื่อไม่ให้ลำบาก หรือขัดสนจนเกินไป เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

นายเศรษฐพันธ์ กล่าวอีกว่า กว่ารถโดยสารจะฟื้นตัวจริงๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นปี ต่อให้รัฐเปิดให้วิ่งขั้นต่ำไป ๑ เที่ยว กลับ ๑ เที่ยวจริงๆ คนก็ยังไม่กล้าเดินทางจนกว่าจะควบคุมโรคได้ ๑๐๐% จริงๆ ถึงจะสามารถกลับมาเดินรถได้เต็มที่ กว่าจะถึงจุดนั้น อย่างต่ำก็คง ๖ เดือน เรื่องจะไปคุยหาทางออกกับภาครัฐก็ต้องมองยาวไปถึง ๖ เดือน อย่างการเยียวยา ๖๒% ครอบคลุมแค่ ๓ เดือน ก็ต้องมาดูว่า ถ้าสถานการณ์มันคุมไม่ได้ และธุรกิจส่วนใหญ่ยังกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ทางรัฐก็ต้องหาทางออกให้ลูกจ้างที่ยังตกงานอยู่ ซึ่งก็ต้องติดตามข่าวว่าคณะรัฐมนตรีมีนโยบายอย่างไรต่อไป

“ในสถานการณ์แบบนี้ สำหรับผู้ประกอบการได้รับผลกระทบทั้งหมด เพียงแต่มากหรือน้อยแตกต่างกัน อยากให้ทุกคนกัดฟันสู้ไปด้วยกัน ครั้งนี้เป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย และทั่วโลก หากผ่านไปได้มองว่าตอนที่เรากลับฟื้นขึ้นมา เราจะแข็งแกร่งกว่าเดิม” นายเศรษฐพันธ์ กล่าวท้ายสุด

• นครชัยทัวร์ & นครชัย ๒๑ •

“นครชัยทัวร์” บริการเดินรถใน ๔ เส้นทาง โดยต้นทางอยู่ที่โคราช ไปยังเชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ และมุกดาหาร ส่วน “นครชัย ๒๑” บริการสายโคราช-กรุงเทพฯ วันละ ๖๘ เที่ยว ไป ๓๔ เที่ยว กลับ ๓๔ เที่ยว สินทรัพย์รวมของทั้งสองบริษัทในปัจจุบันรวมมูลค่ากว่า ๒๕๐ ล้านบาท ซึ่งมีรถโดยสารรวมกว่า ๓๐๐ คัน 

บริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยนายซง วงศ์เบญจรัตน์ (ปัจจุบันอายุ ๘๕ ปี) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ด้วยทุน ๑๕๐ ล้านบาท เพื่อประกอบการขนส่งผู้โดยสาร ปัจจุบันมีทายาทของนายซงเป็นกรรมการบริษัท ๔ คน ได้แก่ ลูกชายคือ นายสุวิช-นายชัยวัฒน์ และลูกของนายสุวิชอีก ๒ คนคือ นางกุลธิรา ชัยยุตต์ และนายเศรษฐพันธ์ วงศ์เบญจรัตน์ ส่วน “บริษัท นครชัย ๒๑ จำกัด” บริการเดินรถโดยสารในเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ ด้วยทุน ๕ ล้านบาท มีกรรมการบริษัทเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกับนครชัยทัวร์

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๒๕ วันพุธที่ ๒๙ เมษายน - วันอังคารที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

383 7854