13thAugust

13thAugust

13thAugust

 

May 07,2020

ชาวบ้านแจ้งความเอาผิดตำรวจ แถลง‘ล็อกดาวน์เหมืองแร่’ไม่ผิด เว้นระยะห่าง-ไม่ขัดพ.ร.บ.ชุมนุม

หลัง “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์” อ่านแถลงการณ์ ‘ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เพื่อเรียกร้องให้ชะลอ และหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต แต่อ้างถูกตำรวจคุกคาม และเชิญไปโรงพัก ยืนยันจัดขึ้นในที่ส่วนบุคคล ไม่ขัดพ.ร.บ.ชุมนุม และเว้นระยะห่างทางสังคม จึงแจ้งความเอาผิดตำรวจอ้างถูกคุกคาม

 

ตามที่เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ ๒๐ คน ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ ‘ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง’ เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

ตำรวจข่มขู่ประชาชน

จากนั้นเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. วันเดียวกัน มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ ๗ นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน ๓ คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่ และรถกระบะสีบรอนซ์เงิน ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ ๕ นาย และนอกเครื่องแบบอีก ๒ นาย โดยได้แจ้งว่ามาเชิญตัวชาวบ้านไป สภ.หัวทะเล จากกรณีคลิปอ่านแถลงการณ์ล็อคดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง ขณะที่ชาวบ้านคนดังกล่าวกำลังจะโทรศัพท์ติดต่อชาวบ้านคนอื่นๆ ในกลุ่มฯ ว่า ตนเองถูกข่มขู่และตำรวจจะมาพาตัวไปโรงพัก ก็ถูกตำรวจนายหนึ่งแต่งชุดนอกเครื่องแบบเดินมายึดโทรศัพท์ไปและกล่าวว่า “ห้ามโทรติดต่อใครทั้งสิ้น” และทำการส่งข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในโทรศัพท์ของชาวบ้านเข้าโทรศัพท์ของตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ชาวบ้านก่อนควบคุมตัวไป สภ.หัวทะเล แต่อย่างใด โดยทางตำรวจทั้ง ๗ นาย ให้ชาวบ้านคนดังกล่าวไป สภ.หัวทะเล ให้ได้

เวลาประมาณ ๑๐.๔๐ น. ตำรวจทั้ง ๗ นาย และชาวบ้าน ได้เดินทางมาถึง สภ.หัวทะเล โดย ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง เจ้าพนักงานสอบสวน สภ.หัวทะเล ได้ทำการสอบปากคำชาวบ้าน โดยถามว่า มีการจัดการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุม แต่ชาวบ้านระบุว่า จัดกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะแต่อย่างใด ทั้งยังดูแลความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี โดยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) สวมใส่หน้ากากอนามัย และแจกจ่ายแอลกอฮอล์เจลให้ชาวบ้านล้างมือก่อน-หลังทำกิจกรรมทุกคน และนอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มาสังเกตการณ์ด้วย

ต่อมาเวลาประมาณ ๑๑.๑๘ น. ชาวบ้านขอให้ตำรวจคืนโทรศัพท์ให้ เนื่องจากไม่ได้บอกทางญาติพี่น้องว่าไปไหนและเกรงว่าทางบ้านจะเป็นห่วง ตำรวจจึงคืนโทรศัพท์ให้ จากนั้นเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เมื่อชาวบ้านในกลุ่มฯ ได้ทราบข่าว จึงได้เดินทางไป สภ.หัวทะเล ประมาณ ๗ คน เพื่อติดตามสถานการณ์ โดยมีการป้องกันความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ โดยเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) และสวมใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งชาวบ้านที่ไปสมทบได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มฯ ออกมา เพราะชาวบ้านใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรผิด และขอเข้าไปหาชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา

มีผู้ใหญ่สั่งให้จัดการ

ทั้งนี้ ตำรวจได้อนุญาตให้ชาวบ้านแค่ ๒ คน เข้าไปในห้องสอนสวนด้วย ซึ่งในระหว่างการสอบสวนก็มีตำรวจแต่งชุดนอกเครื่องแบบเข้ามาให้ข้อมูลแทรกเป็นระยะๆ และท่าทีจะนำตัวชาวบ้านที่กำลังถูกสอบปากคำไปพูดคุยด้วยเป็นการส่วนตัว โดยชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่ยอม และกล่าวว่า ถ้าจะคุยกันก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมดตรงนี้ ทำให้ตำรวจนายดังกล่าวเดินไปหาชาวบ้านคนอื่นที่มาติดตามสถานการณ์ และถามว่า “ที่ดินที่ไปแถลงการณ์เป็นที่ดินของชาวบ้านใช่ไหม? เป็นบ้านของใคร?” 

โดยชาวบ้านได้พยายามสอบถามตำรวจว่า “ชาวบ้านที่ถูกจับมามีความผิดอะไร ผิดมาตราไหน ถูกเชิญมาในฐานะอะไร เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย” ซึ่งตำรวจบอกเพียงว่า “เชิญมาในฐานะพยาน ต้องคุยกับนายก่อน ขอคุยกับผู้ใหญ่ของจังหวัดที่สั่งการมาว่าผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร” และพูดเพิ่มเติมว่า “คดีนี้เป็นคดีที่ กอ.รมน.จังหวัด สั่งการมา ให้ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ออกมาอ่านแถลงการณ์ล็อกดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง โดย กอ.รมน.ส่วนกลาง ได้พบคลิปเผยแพร่ในเพจเหมืองแร่ชัยภูมิจึงสั่งให้ทาง สภ.หัวทะเล ดำเนินการตรวจสอบ นำตัวชาวบ้านมาสอบปากคำ และเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป”

ยืนยันไม่ผิดกฎหมาย

จากนั้นเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. ตำรวจได้ทำบันทึกคำให้การออกมา มีจำนวน ๓ หน้า โดยชาวบ้านได้ขอดูเอกสารและขอตรวจสอบข้อความทั้งหมดก่อน โดยชาวบ้านทั้งหมดเห็นว่า บันทึกคำให้การดังกล่าวมีความไม่ถูกต้องหลายจุด จึงไม่ขอเซ็นเอกสารใดๆ และยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ทำความผิดทั้งสิ้น และถ้าหากจะกล่าวหาว่า ชาวบ้านมีความผิดจริงก็ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งข้อกล่าวหามาก่อน แจ้งหมายมา พร้อมทั้งยืนยันว่า สถานที่ที่จัดกิจกรรมไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะ เพราะจัดในที่ดินส่วนบุคคล

โดยตำรวจมีท่าทีอ่อนลงและกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจาก ๑๖.๐๐ น. ถ้าคุยกับเจ้านายแล้วผลเป็นยังไงจะโทรศัพท์ไปหาอีกครั้ง และจะขอให้มาเซ็นรับทราบคำให้การอีกครั้ง โดยชาวบ้านยังยืนยันว่า ถ้าผิดจริงให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องโทรติดต่อมาทางวาจา ชาวบ้านจะต่อสู้ไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ขอพูดคุยเป็นการส่วนตัว ถ้าจะประสานงานมาให้ประสานมาในนามกลุ่มฯ เพราะถือว่าทำกิจกรรมในฐานะกลุ่มฯ และชาวบ้านยังยืนยันที่จะไม่เซ็นเอกสารใดๆ

ต่อมาเวลาประมาณ ๑๖.๑๐ น. ตำรวจให้ชาวบ้านพาไปดูสถานที่จัดกิจกรรม ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเล่าว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ ๑๓.๐๐ น. มีตำรวจนอกเครื่องแบบ ๒ นาย มาดูสถานที่แล้ว โดยเดินทางมาด้วยรถตู้ และมาถ่ายรูปบ้าน รูปสถานที่จัดกิจกรรม ซึ่งทางตำรวจที่มาลงตรวจสอบพื้นที่พยายามมาบอกชาวบ้านว่า “ทำไมไม่ไปจัดในที่สาธารณะ จะได้มีพื้นหลังสวยๆ จะไปทำในบ้านทำไม ทำไมไม่ไปแถลงการณ์ที่ถนน”

ฟ้องเอาผิดตำรวจ

เวลาประมาณ ๑๘.๐๖ น. ชาวบ้านได้เดินทางไป สภ.หัวทะเล อีกครั้ง เพื่อลงบันทึกประจำวันจากกรณีการที่ตำรวจได้ยึดโทรศัพท์ของชาวบ้านและคัดลอกข้อมูลในโทรศัพท์ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๕๗ โดยทางชาวบ้านจะขอดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์คนหนึ่งยืนยันว่า “กิจกรรมของชาวบ้านทำในพื้นที่ส่วนตัวไม่ได้เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จึงไม่ต้องแจ้งการชุมนุมตั้งแต่แรก และยังมีการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี เว้นระยะห่างระหว่างกัน (Social distancing) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-๑๙ และมีการล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมแถลงการณ์” และยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ?

นอกจากนี้ ชาวบ้านต่างตั้งคำถามจากกรณีการที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิ และ กอ.รมน.ส่วนกลาง ดำเนินการแทรกแซงและสั่งการมาให้ตำรวจ สภ.หัวทะเล ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่ออกมาอ่านแถลงการณ์ล็อกดาวน์เหมืองแร่หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง ซึ่งเข้าข่ายเป็นกระบวนการปิดปากประชาชนที่เดือดร้อนจากการสำรวจและการทำเหมืองแร่โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างเห็นได้ชัด และพยายามลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเป็นขบวนการ เพื่อจำกัดการเข้าถึงสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม และเป็นการละเลยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและชุมชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติโดยชอบธรรม

ผลประโยชน์ทับซ้อน

ต่อมาวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ประมาณ ๒๐ คน ได้เดินทางไปที่ว่าการอำเภอบำเหน็จณรงค์ เพื่อให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เกี่ยวกับกรณีการปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมสำหรับโครงการเหมืองแร่โปแตชและเกลือหิน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ของบริษัทอาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) โดยชาวบ้านร้องเรียนขอให้ตรวจสอบกรณีปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และข่าวลือเกี่ยวกับการที่ผู้นำหมู่บ้านมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทฯ โดยชาวบ้านได้รับทราบข้อเท็จจริงมาว่า บริษัทฯ ให้ผู้นำหมู่บ้านหารายชื่อชาวบ้านในพื้นที่ หมู่บ้านละ ๕๐ คน  เพื่อเข้าร่วมในการประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยจะได้รับเงินนายหน้าหาคนเข้าร่วมหัวละ ๑๐๐ บาท และหลังจากรายงาน EIA ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) บริษัทก็ได้พาผู้นำหมู่บ้านไปเลี้ยงฉลองที่ สปป.ลาว ๓ วัน นอกจากนี้เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ มีข่าวลืออีกว่า บริษัทฯ จะจัดสรรที่ดินในกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ ให้ผู้นำหมู่บ้านรอบเขตพื้นที่โครงการรัศมี ๕ กิโลเมตร เพื่อให้ทำการเกษตรโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเช่าพื้นที่ และต่อมามีการเปลี่ยนแปลงว่า จะให้เช่าที่ดินในราคาไร่ละ ๒๐๐-๕๐๐ บาทต่อปี โดยให้หมู่บ้านละ ๕๐-๖๐ ไร่ ซึ่งให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านไปจัดสรรปันส่วนกันเองว่า ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะได้คนละกี่ไร่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในครั้งนี้

ไหว้ขอโทษแทนลูกน้อง

โดยหลังจากที่ชาวบ้านได้เข้าให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ ในเวลา ๑๓.๐๐ น. ชาวบ้านประมาณ ๒๐ คน ได้เดินทางไปที่ สภ.หัวทะเล เพื่อแจ้งความเอาผิดกรณีการที่ตำรวจ สภ.หัวทะเล จำนวน ๗ นาย อ้างว่า มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเดินทางไปถึง สภ.หัวทะเล มีตำรวจออกมาต้อนรับและเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยได้สอบถามว่า “ชาวบ้านมาทำอะไรกัน” จึงแจ้งว่า “มาแจ้งความดำเนินคดีตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีการข่มขู่คุกคามประชาชน” จากนั้นชาวบ้านได้เดินเข้าไปพบ ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนร้อยเวร สภ.หัวทะเล ในขณะนั้น เพื่อขอแจ้งความในกรณีดังกล่าว 

ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังขอแจ้งความอยู่นั้น พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ สารวัตรใหญ่ สภ.หัวทะเล ได้เดินเข้ามาหาชาวบ้านและยกมือไหว้พยายามขอโทษแทนลูกน้องที่ได้กระทำการอุกอาจต่อชาวบ้านแบบนั้น และตนเองได้กำชับลูกน้องไปแล้วว่า ไม่ให้กระทำการแบบนี้อีกต่อไป และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากที่ตรวจสอบดูคลิปก็รู้ว่า ชาวบ้านไม่มีความผิดอะไร และขอโทษแทนลูกน้องอีกครั้งด้วยที่กระทำการดังกล่าวไป และถ้าชาวบ้านต้องการอะไรหรือให้ทำอะไรก็ยอม พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังให้ทำแน่นอน และเป็นการทำไปตามหน้าที่ โดยตนเองจะรายงานกลับไปยังต้นสังกัดต่อไป

ยืนยันเอาผิดตำตรวจ

ทั้งนี้ ชาวบ้านยืนยันที่จะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้และอาจจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีกต่อชาวบ้านคนอื่นๆ จึงยืนยันที่จะขอแจ้งความเอาไว้ก่อน โดยชาวบ้านยืนยันว่า การทำกิจกรรมเป็นเพียงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกต่อโครงการสำรวจและการทำเหมืองแร่ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน และเป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งชาวบ้านคนดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของตำรวจด้วย ซึ่งชาวบ้านที่ถูกบังคับพาตัวมาเกิดความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล ต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งกังวลต่อความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และสูญเสียอิสรภาพจากการพาตัวมาโดยไม่รู้อะไรเลย นอกจากนี้สิ่งที่เสียหายที่สุด คือ ชื่อเสียงที่เรียกคืนมาไม่ได้ โดยการกระทำของตำรวจเปรียบเสมือนตนเองเป็นผู้ก่อการร้ายหรือทำผิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ทว่าตนแค่อยากแสดงออกเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะเหมืองและโรงไฟฟ้ามีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน เรามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งได้ยืนยันจะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อไป และได้แจ้งความต่อ ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ร้อยเวรรับแจ้งความ

กระทั่งเวลา ๑๗.๑๒ น. ตำรวจร้อยเวรได้ทำบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาแล้วเสร็จ และได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยชาวบ้านได้ขอบันทึกประจำวันที่ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ร้อยเวรอ้างว่า ไม่สามารถให้ได้ ซึ่งชาวบ้านกล่าวว่า บันทึกประจำวันสามารถให้ได้ เป็นระเบียบตำรวจที่ต้องให้ และเมื่อวานนี้ที่ชาวบ้านได้มาลงบันทึกประจำวันก็ได้รับเอกสารบันทึกประจำวันด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นว่าจะให้ไม่ได้แต่อย่างใด และล่าสุดในเวลาประมาณ ๑๗.๕๐ น. ชาวบ้านจึงได้รับเอกสารบันทึกประจำวันจากทางตำรวจร้อยเวร ซึ่งหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้เดินทางกลับ

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๒๖ วันพุธที่ ๖ - วันอังคารที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓​

 

 


311 7985