27thSeptember

27thSeptember

27thSeptember

 

August 13,2020

เกียรติธนา’ยึด‘บ้านกระโดน’ ศูนย์กลางขนส่งทางราง นำ‘เกลือพิมาย’ไปมาบตาพุด

“เกียรติธนาขนส่ง” จับมือ รฟท. เปิดจุดยุทธศาสตร์ขนส่งภาคอีสาน ลงทุนกว่า ๑๐๐ ล้าน ขยายธุรกิจสู่ราง เข้าใช้สถานีรถไฟบ้านกระโดน ขนส่งทางรถไฟแทนรถบรรทุก พร้อมดึง “วีนิไทย” ขนเกลือพิมายประเดิมเส้นทางโคราช-มาบตาพุด มั่นใจรายได้เติบโตทะลุเป้า ๑๕% เชื่อฉลุยแน่

เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๑๕๖๓ เวลา ๑๑.๐๐ น. ที่สถานีรถไฟบ้านกระโดน ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา บริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวความร่วมมือพัฒนาพื้นที่สถานีรถไฟบ้านกระโดน เป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งทางราง เชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมขนส่งภาคอีสานและเส้นทางระหว่างประเทศ โดยมีนายฐากูร อินทรชม ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ รฟท. พร้อมด้วย นายเชิดเกียรติ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานกรรมการบริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) นางสาวมินตรา มนต์เสรีนุสรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) นายฮิโรอากิ ซาโนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวและสั่นระฆัง เพื่อเป็นสัญญาณให้รถไฟขบวนแรก ซึ่งพ่วงตู้คอนเทนเนอร์ของเกียรติธนาขนส่ง จำนวน ๒๐ ตู้ ขนเกลือพิมายไปยังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีเป้าหมายวันละ ๑๐ ตัน

รฟท.เร่งพัฒนาทางคู่

นายฐากูร อินทรชม ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดิน รฟท. กล่าวว่า “ทำความร่วมมือกับบริษัทเอกชนในการขนส่งสินค้าในระบบราง ซึ่งสถานีบ้านกระโดนเป็นหนึ่งในโครงการรถไฟทางคู่เฟสแรก เชื่อมกับสถานีชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ส่วนเส้นทางขอนแก่นไปยังหนองคายข้ามฝั่งไปยัง สปป.ลาว จะอยู่ในโครงการรถไฟทางคู่เฟส ๒ ซึ่งยังอยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม ในรถไฟทางคู่เฟสที่ ๑ ช่วงเส้นทางสถานีชุมทางจิระ-ขอนแก่น จะมี Container Yard (CY-ลานที่เก็บตู้คอนเทนเนอร์) อยู่ ๒ สถานี แห่งแรกคือ บ้านกระโดน หวังว่าจะเป็นศูนย์รวมของการส่งต่อสินค้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ของจังหวัดนครราชสีมา และสถานีที่ ๒ ท่าพระ (ขอนแก่น) ซี่งมีลักษณะคล้ายกับที่บ้านกระโดน แต่มีพื้นที่มากกว่า หวังว่าจุดนี้จะเป็นจุดรวมสินค้าที่มาจากอีสานเหนือ”

“อย่างไรก็ตาม สถานีรถไฟบ้านกระโดนเพิ่งเปิดใช้เมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ใช้งานด้านการขนส่ง เนื่องจากว่ายังไม่เป็นที่รู้จัก ประกอบกับรถไฟทางคู่เฟสแรก กรุงเทพฯ-สระบุรี ต่อมายังแก่งคอย-โคราช ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เส้นทางแก่งคอย-โคราช แบ่งสัญญาเป็น ๒ ส่วน คือช่วงแก่งคอย-มาบกะเบา และช่วงแก่งคอย-คลองขนานจิตร หรือช่วงเขื่อนลำตะคองคือสัญญาที่ ๑ และสัญญาที่ ๒ มีความไม่ชัดเจนของโครงการในช่วงที่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมา ทั้งกระแสทุบสะพานสีมาธานี ทำให้โครงการรถไฟทางคู่เฟสแรก ที่เชื่อมกับแก่งคอยมาถึงจังหวัดนครราชสีมา ล่าช้าไป ๒ ปี รวมถึงช่วงที่ผ่าน อ.ปากช่อง อ.มวกเหล็ก มีอุปสรรคเป็นภูเขา ได้ปรับความลาดชันตามมาตรฐานที่กำหนด นอกจากรถไฟทางคู่แล้ว รฟท.ยังมีโครงการจัดหาหัวรถจักรซึ่งได้สั่งทำไปแล้วประมาณ ๕๐ หัว โดยใช้ระยะเวลาไม่เกิน ๒ ปี สำหรับขบวนแรกที่จะเข้ามา รวมถึงแคร่บรรทุกอยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการจัดซื้ออีกประมาณ ๑,๐๐๐ คัน ในส่วนของการขนส่งผู้โดยสารจะมีการสั่งซื้อรถใหม่ เนื่องจากมองว่าในอนาคตจะมีรถจากสถานีรถไฟบางซื่อมายังจังหวัดนครราชสีมาในทุกชั่วโมง ประมาณชั่วโมงละ ๔ ตู้โดยสาร ขนคนได้ตู้โดยสารละประมาณ ๖๐ คน ใช้เวลาวิ่งช้าที่สุดไม่เกิน ๓ ชั่วโมง จะทำให้ระบบการเชื่อมต่อของประชาชนในการเดินทาง และการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจชัดเจนยิ่งขึ้น”

นายฐากูร กล่าวว่า “รฟท.ตั้งเป้าหมายเร่งพัฒนาทางคู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ในพื้นที่ชนบทเมืองและระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามสถานีรถไฟบ้านกระโดน อยู่ระหว่างสถานีหนองแมวกับสถานีบ้านเกาะ จะถูกยกระดับสถานีขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าที่สำคัญของภาคอีสาน เมื่อโครงการรถไฟทางช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง ๑๓๒ กิโลเมตร วงเงิน ๒๙,๙๖๘ ล้านบาท เปิดให้บริการในปี ๒๕๖๕ จะสามารถรองรับขบวนรถเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่า ๒ เท่าตัว” 

เปลี่ยนโหมดการขนส่งสู่ราง

ด้านนางสาวมินตรา มนต์เสรีนุสรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เกียรติธนาขนส่ง กล่าวว่า “บริษัทเป็นผู้นำขนส่งทางบก ใช้รถบรรทุกขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย มายาวนานกว่า ๓๐ ปี และได้เพิ่มรายธุรกิจมาเป็นการขนส่งทางราง ซึ่งเราเห็นศักยภาพระบบขนส่งทางรางในประเทศที่กำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น พร้อมกับบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ลูกค้าที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกันมานานกว่า ๒๐ ปี ในวันนี้มีความกล้าหาญในการเปลี่ยนระบบการขนส่ง มองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในเกียรติธนา เปลี่ยนโหมดจากการขนส่งด้วยรถบรรทุกมาเป็นการขนส่งทางราง และเชื่อมั่นต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน รฟท. มีการเปลี่ยนภาพลักษณ์เปลี่ยนโฉมใหม่ มีความตรงต่อเวลา มีความปลอดภัย รวมถึงระบบขนส่งทางรางยังช่วยลดมลพิษบนท้องถนน ลดการจราจรที่ติดขัดบนถนนมิตรภาพ ให้เกิดความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น เรามองไปข้างหน้าไม่ใช่เพียงแต่การลดค่าใช้จ่ายทางโลจิสติกส์ของประเทศ แต่มองไปถึงเรื่องการลดก๊าชคาร์บอนเครดิต ที่สามารถช่วยเหลือลูกค้าหรือหุ้นส่วนของเราได้ในอนาคต ทั้งนี้อยู่ในขั้นตอนแรกของการร่วมมือ จะมีการขนส่งเกลือพิมายไปยังมาบตาพุดวันละ ๑๐ ตัน ในอนาคตเมื่อมีความเชื่อมั่นในการขนส่งทางรางเพิ่มมากขึ้น จะสามารถบริการขนส่งทางรถไฟได้เพิ่มมากขึ้น เป็นการร่วมมือในเรื่องของคาร์บอนเครดิต เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ลูกค้า ช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงาน หวังว่า ต่อไปในอนาคตจะมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ มองเห็นศักยภาพของเกียรติธนา และต้องการมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเข้ามาในธุรกิจขนส่งรถไฟเป็นระยะเวลา ๒ ปี มีการขนส่งจากมาบตาพุดไปยังแหลมฉบัง อีกทั้งในอนาคตเมื่อรถไฟทางคู่เสร็จหมดทุกเส้นทาง มีรางเพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการขนส่งทางรถไฟเร็วขึ้น จะช่วยด้านขนส่งได้อีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจากโครงการนี้ ด้วยการลงทุน ๑๐๐ ล้านบาท คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ในสัดส่วนประมาณ ๔-๕% ต่อปี ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี  ซึ่งในอนาคตทางบริษัทยังมองหาลูกค้ารายใหม่ที่กล้าเสี่ยงไปกับเรา ปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาติดต่ออยู่บ้างแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งต้องรอดูต่อไปและน่าจะมีข่าวดีตามมาอีกเรื่อยๆ” 

เร่งขยายการขนส่งเส้นทางอื่นๆ

นางสาวมินตรา กล่าวอีกว่า ประเมินจาก  แนวโน้มธุรกิจขนส่งเคมีภัณฑ์ และวัตถุอันตรายครึ่งหลังปี ๒๕๖๓ ยังอยู่ในทิศทางบวก แม้ครึ่งปีแรกประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-๑๙ แต่ธุรกิจการขนส่งทั่วไปและขนส่งเคมีภัณฑ์ยังเติบโต ประกอบกับเคมีภัณฑ์บางชนิดเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้การขนส่งยังดำเนินการปกติและมีคอนแท็กต์ว่า จ้างการขนส่งระยะยาว ๓-๑๐ ปี นอกจากนี้ ยังเร่งขยายฐานการขนส่งเคมีภัณฑ์อันตรายไปต่างประเทศ เช่น สปป.ลาว ซึ่งมีโรงงานและโรงกลั่นเคมีภัณฑ์เกิดขึ้นจำนวนมาก บริษัทมั่นใจว่าหากการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์ รายได้ปีนี้จะเติบโต ๑๕% จากปีก่อน ซึ่งในปี ๒๕๖๒ มีรายได้รวม ๙๕๕.๑๙ ล้านบาท และกำไรสุทธิ ๑๑๐.๑๐ ล้านบาท โดยไตรมาสที่ผ่านมาของปี ๒๕๖๓  มีรายได้แล้วถึง ๒๔๗.๒๔ ล้านบาท กำไรสุทธิ ๕๖.๙๖ ล้านบาท”

“ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมวางแผนขยายการให้บริการขนส่งทางรถไฟในเส้นทางอื่นๆ ตามจุดขนส่งสำคัญๆ ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังเปิดตัว บริษัท เคที เทรน จำกัด (บริษัทย่อย) โดยถือเป็นบริการใหม่ล่าสุด และคาดหวังว่า จะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่าการขนส่งทางรถไฟเป็นที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC - Eastern Economic Corridor ) ทั้งมีข้อได้เปรียบ ในเรื่องของราคาที่ต่ำกว่าและปริมาณการขนส่งที่มากกว่าการขนส่งทางรถบรรทุก ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยิ่งไปกว่านั้นบริษัทฯ จะถือเป็นผู้ให้บริการการขนส่งอย่างครบวงจรเป็นรายแรกอีกด้วย ทั้งนี้ เคยมีการประมาณการณ์ธุรกิจขนส่งสินค้าทางบก (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) มีมูลค่าสูงถึง ๑๔๕,๑๐๐ -๑๔๗,๓๐๐ ล้านบาท อัตราเติบโต ๕-๗% โดยเปรียบเทียบสัดส่วนการขนส่งสินค้าทั้งระบบพบว่า การขนส่งทางถนนโดยรถบรรทุกประเภทต่างๆ ยังมีสัดส่วนมากสุดประมาณ ๘๑% ส่วนการขนส่งทางรถไฟหรือระบบราง ซึ่งมีผู้ให้บริการเพียงรายเดียว คือ รฟท. ยังมีสัดส่วนเพียง ๑.๙% จึงมีช่องว่างการสร้างรายได้อีกจำนวนมาก ที่เหลือเป็นการขนส่งทางท่อ ๘.๗% การขนส่งทางน้ำ ๘.๕% และการขนส่งทางอากาศ ๐.๐๑%” นางสาวมินตรา กล่าว 

เชื่อมั่นโอกาสเติบโตสูง

กรรมการผู้จัดการ บมจ.เกียรติธนาขนส่ง กล่าวอีกว่า “การจับมือกับ รฟท.ถือเป็นการรุกเซกเมนต์บริการขนส่งใหม่อย่างจริงจังและมีโอกาสเติบโตสูงมาก เนื่องจาก รฟท.มีโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่หลายสาย จะสามารถสร้างเครือข่ายการขนส่งให้กว้างขวางขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า บริการการขนส่งทางรางจะกลายเป็นแหล่งรายได้มูลค่ามหาศาล โดยดูจากจำนวนลูกค้าที่สนใจติดต่อเข้ามามากขึ้น เพื่อเปลี่ยนโหมดมาใช้บริการทางรถไฟ เป็นสัญญาณที่ดีมาก โดยงานนี้คาดจะสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย ๑๐% ทุกปี ขณะที่บริการขนส่งทั่วไปด้วยรถบรรทุกของบริษัทยังมีกลุ่มลูกค้าหลักและกำลังเจรจาสัญญาใหม่กับลูกค้าอีกหลายราย ซึ่งบริษัทไม่ได้กังวลกับสถานการณ์ต่างๆ โดยประเมินจากแนวโน้มธุรกิจขนส่งเคมีภัณฑ์และวัตถุอันตรายครึ่งหลังปี ๒๕๖๓ ยังอยู่ในทิศทางบวก แม้ครึ่งปีแรกประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-๑๙ แต่ธุรกิจการขนส่งทั่วไปและขนส่งเคมีภัณฑ์ยังเติบโต ประกอบกับเคมีภัณฑ์บางชนิดเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้การขนส่งยังดำเนินการปกติและมีคอนแท็กต์ว่าจ้างการขนส่งระยะยาว ๓-๑๐ ปี นอกจากนี้ ยังเร่งขยายฐานการขนส่งเคมีภัณฑ์อันตรายไปต่างประเทศ เช่น สปป.ลาว ซึ่งมีโรงงานและโรงกลั่นเคมีภัณฑ์เกิดขึ้นจำนวนมาก บริษัทมั่นใจว่า หากการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามแผนที่วางไว้ รายได้ปีนี้จะเติบโต ๑๕% จากปีก่อน ซึ่งในปีที่ผ่านมา (ปี ๒๕๖๒) มีรายได้รวม ๙๕๕.๑๙ ล้านบาท และกำไรสุทธิ ๑๑๐.๑๐ ล้านบาท โดยไตรมาสที่ผ่านมาของปี ๒๕๖๓ มีรายได้แล้วถึง ๒๔๗.๒๔ ล้านบาท กำไรสุทธิ ๕๖.๙๖ ล้านบาท

ขนเกลือพิมายสู่อุตสาหกรรมเคมี

มร.ฮิโนอากิ ซาโนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ (กลุ่ม ค.) ของบริษัท เกลือพิมาย จำกัด  กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้แสดงความยินดีร่วมกับทุกท่านต่อการประสบความสําเร็จในการดําเนินการขนส่งเกลือโดยทางรถไฟจากจังหวัดนครราชสีมาถึงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยตระหนักดีว่าเบื้องหลังความสําเร็จในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างทีมงานมืออาชีพจากหลากหลายองค์กรด้วยกัน ขอขอบคุณการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งผมมั่นใจในคุณภาพการบริการ และถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางกลยุทธ์ธุรกิจของเรา รู้สึกซาบซึ้งในความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัท เคที่ เทรน จํากัด ซึ่งอยู่ในเครือเกียรติธนาขนส่ง ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของเรามาอย่างยาวนาน และบริษัท เกลือพิมาย จํากัด ที่ได้ผลิตเกลือคุณภาพสูงเพื่อเป็นวัตถุดิบให้แก่อุตสาหกรรมเคมีตลอดมาระบบการขนส่งทางรางมิได้เพียงแต่ช่วยให้การขนส่งสินค้าในปริมาณมากๆ มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังมีความปลอดภัยสูงและช่วยบรรเทาการจราจรที่คับคั่งในชุมชนได้อีกด้วยในฐานะพันธมิตรที่ท่านไว้วางใจและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม วีนิไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแสวงหาการพัฒนาการ ดําเนินงานของเราเพื่อสร้างความเติบโตให้แก่ธุรกิจโซดาไฟ ผงพีวีซี และอีพิคลอโรไฮดในฐานชีวภาพ เราเต็ม ใจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดําเนินงานร่วมกับภาครัฐและพันธมิตรทางธุรกิจตลอดมา เพื่อการเติบโต อย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยขอให้เราพัฒนา เติบโตก้าวไกลไปด้วยกัน”

อนึ่ง บริษัท เกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์ต่อเนื่องและครบวงจร มายาวนานกว่า ๓๐ ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบริการที่เกี่ยวกับ คลังสินค้า พิธีการศุลกากรและเอกสาร รวมถึงบริการการจัดการขนส่ง มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เฉพาะด้าน ในธุรกิจขนส่งวัตถุอันตราย ในกลุ่มปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ก๊าซอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์พิเศษอื่นๆ เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และกากอุตสาหกรรม เป็นเจ้าของรถบรรทุกกว่า ๗๐๐ คัน รองรับสินค้าในแต่ละประเภท โดยเน้นนโยบายมุ่งพัฒนาระบบการบริหารงานขนส่งและสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล 

ในขณะที่บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) มีโรงงานตั้งอยู่ที่ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ประกอบด้วย โรงงานผลิตผงพลาสติกพีวีซีจำนวน ๒ โรงงาน (ชนิดอิมัลชั่นและซัสเพนชั่น), โรงงานผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (วีซีเอ็ม) ๑ โรงงาน, โรงงานผลิตเอทิลีนไดคลอไรด์ (อีดีซี) ๑ โรงงาน และโรงงานผลิตคลอร์อัลคาไล (เอ็มซีเอ) จำนวน ๑ โรงงาน โรงงานทั้งสามส่วนหลังนี้ทำให้กระบวนการผลิตของบริษัทฯ เป็นการผลิตแบบครบวงจร โดยพึ่งพาวัตถุดิบและสาธารณูปโภคที่จัดหาได้ภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งบริษัทฯ ได้ถือหุ้นบางส่วนในบริษัท เกลือพิมาย จำกัด โรงงานผลิตคลอร์อัลคาไลผลิตคลอรีนซึ่งนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตวีซีเอ็ม และให้ผลิตภัณฑ์ร่วมคือ โซดาไฟและยังให้ผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่นคือ ก๊าซไฮโดรเจน และสารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ บริษัทฯ นำมาจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้นำเข้าอีดีซีและวีซีเอ็มเมื่อมีความจำเป็น

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๔๐วันพุธที่ ๑๒ - วันอังคารที่ ๑๘ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

 


88 8111