27thSeptember

27thSeptember

27thSeptember

 

September 16,2020

มุมมองจากฮีโร่...“สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” “เศรษฐกิจ การเมือง สังคม” ในยุคโควิด-๑๙

“ฮีโร่” มักถูกจดจำว่า ต้องมีพลังวิเศษ มีความสามารถเหนือมนุษย์ แต่ในโลกของความจริง “ฮีโร่” ไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษใดๆ และใครๆ ก็สามารถเป็นได้ “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” นักธุรกิจที่หันไปทำงานการเมือง แล้ววันนี้กลับมาทำธุรกิจควบคู่กับงานเพื่อสังคม ที่หลายท่าน อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจากการมอบโรงแรม “ปัญจดารา” เพื่อใช้เป็น โรงพยาบาลสนาม รองรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙

“สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” คนโคราชรุ่นเก๋าๆ อาจจะรู้จักกันอยู่แล้ว ทั้งในฐานะนักการเมือง นักธุรกิจ นักจิตอาสา แต่สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างผมอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน...ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวิด-๑๙ ชื่อ “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” ผุดขึ้นมาเต็มหน้าสื่อไปหมด ทำให้ผมได้เห็นความเสียสละของเขา โดยการประกาศมอบโรงแรม “ปัญจดารา” ให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เป็นโรงพยาบาลสนาม เป็นสถานที่พักให้กับผู้ที่ต้องกักตัว ๑๔ วัน และบุคลากรทางการแพทย์ที่กลับบ้านไปนอนกับลูกเมียไม่ได้ เนื่องจากต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ซึ่ง ในการเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ เขามีความตั้งใจและได้ทำจริงๆ ด้วยการมอบโรงแรมให้แบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ถือว่าเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่มาก เรียกได้ว่า “นี่แหละคือฮีโร่ตัวจริง”

“โรงแรมปัญจดารา กิจการก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว ด้วยทุนสร้างกว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่ขาดทุนสะสมกว่า ๔๐ ล้านบาท จึงมองว่า...ควรจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เชื่อว่าบุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องมีที่พัก ที่ห่างไกลจากคนในครอบครัว เชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง”

นอกจากเรื่องราวการเสียสละแล้ว เรามาพูดถึงมุมมองการบริหารธุรกิจกันบ้าง “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” เป็นนักธุรกิจชื่อดังของเมืองโคราช โดยธุรกิจที่ต้องบริหารงาน คือ โรงแรมปัญจดารา และโรงภาพยนตร์ไฟว์สตาร์มัลติเพล็กซ์นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาด้วย ในมุมภาคธุรกิจขณะนี้ เขามองว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ซึ่งก่อนจะมีวิกฤตครั้งนี้โรงแรมปัญจดาราก็มีคนมาใช้บริการค่อนข้างน้อยอยู่แล้วเมื่อได้รับผลกระทบคงจะแย่กว่าเดิม แต่เมื่อประกาศเป็นโรงพยาบาลสนาม ก็มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาบ้าง หลายคนคงอยากจะมาเห็นบรรยากาศของที่นี่ “เนี่ย...โรงแรมนี้ต้องมาอุดหนุน” 

“วิกฤตโควิด-๑๙ ครั้งนี้ สอนให้คนรู้จักปรับตัว ผมเองก็ต้องปรับตัว ธุรกิจเดิมอาจจะมีปัญหา ต้องมองหาธุรกิจใหม่ๆ มองหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะสร้างรายได้สร้างอาชีพให้”

ธุรกิจใหม่ที่ “สมชัย” คิดเอาไว้คือ “ร้านสะดวกซื้อ” โดยมีต้นแบบมาจากเซเว่นฯ ที่ทุกคนรู้จักกันดี โดยใช้ชื่อเรียกว่า “ไฟว์สตาร์ มินิมาร์ท” แต่ร้านนี้จะรวมร้านขายยาเข้าไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าง่ายต่อการใช้จ่าย “จบครบในที่เดียว” ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะเปิดหลายสาขาทั่วโคราชแต่เนื่องจากเพิ่งเข้ามาจับธุรกิจนี้ จึงต้องเริ่มนับหนึ่งจากสาขาแรกก่อน

สำหรับ “ไฟว์สตาร์มัลติเพล็กซ์” ถือเป็นโรงภาพยนตร์ของคนโคราช เปิดบริการมาหลายสิบปี กระทั่ง ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ ตลาดโรงภาพยนตร์ของโคราชก็ต้องสั่นคลอน เมื่อโรงภาพยนตร์ทุนหนาอย่าง “SF Cinema” เริ่มเข้ามา แต่อย่างไรก็ไม่อาจทำให้ลูกค้าของ “ไฟว์สตาร์มัลติเพล็กซ์” ลดลงหรือเปลี่ยนใจไปได้ “ลูกค้าเท่ากัน แต่ราคาถูกกว่า”

ในขณะที่ตลาดโรงภาพยนตร์โคราชลุกเป็นไฟ อยู่ดีๆ ไฟนั้นก็เริ่มมอดดับเมื่อโควิด-๑๙ เข้ามา ไม่ว่าจะโรงภาพยนตร์ทุนหนาเพียงใด ก็ต้องหยุดให้บริการไปกว่า ๓ เดือน ขาดทั้งรายได้และลูกค้า ถึงแม้ปัจจุบันจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ แต่ลูกค้าส่วนหนึ่งก็หายไป โดยการหายไปนี้ไม่ได้มาจากการแข่งขันทางการตลาด แต่เป็นเพราะการใช้ชีวิตแบบ “วิถีใหม่” ผู้คนเริ่มหันมาชมภาพยนตร์ผ่านบริการสตรีมมิ่งมากขึ้น ทั้งสะดวกสบาย ประหยัด และที่สำคัญปลอดภัยจากโรคร้ายด้วย

ตามที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่า “สมชัย” เป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงของโคราช ซึ่งห่างหายจากวงการนี้มาแล้ว...ร่วม ๑๐ ปีพอดี ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็ได้ส่งตัวแทนลงแข่งด้วย ก็ไม่หวังที่จะไปสู้กับใครหรือต้องการเอาชนะใคร แต่ต้องการเข้าไปทำงานจริงๆ และเร็วๆ มานี้ มีข่าวว่า มีบางพรรคการเมือง สนใจที่จะเชิญไปร่วมงาน ซึ่งในประเด็นนี้ “สมชัย” บอกสั้นๆ ว่า “เมื่อเราไม่ได้มุ่งที่จะเป็น ส.ส. แต่มุ่งที่จะทำงานจริงๆ พรรคการเมืองคงไม่มาสนใจ เพราะคิดว่า...เราทำเล่นทำหัว” 

“การเมืองไทย” ในขณะนี้กำลังดุเดือดมาก มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก แนวทางของนักการเมือง มีพัฒนาการไปด้านลบมากขึ้น และคาดว่า จะลดลงไปเรื่อยๆ ครั้งเมื่อ “สมชัย” เป็น ส.ส. ขณะนั้นการเมืองก็ติดลบอยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็ไม่มีสัญญาณที่จะดีขึ้นเลย “เพราะนักการเมืองเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน  ต่างคนต่างทำ เมื่อต้องทำอะไรร่วมกันก็ไม่มีมติเป็นเอกฉันท์” อย่างที่ประเทศ อื่นๆ เมื่อพูดถึงความเป็นชาติของตนเอง ทุกฝ่ายการเมืองจะเห็นตรงกันแต่สำหรับประเทศไทย เมื่อพูดอะไรก็จะต้องมีอีกฝ่ายคอยขัดแย้งเสมอ

เรื่องการเมืองยังมีผลพวงกระทบไปหลายด้าน โดยเฉพาะด้านสังคม ที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอย่างมาก ในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม “รวยกระจุก...จนกระจาย” ความเหลื่อมล้ำ มองเผินๆ ก็แค่เรื่องชนชั้นหรือฐานะทางการเงิน แต่ถ้าให้มองลึกลงไป มันคือ   บ่อเกิดของความวุ่นวายในสังคม ทั้งการก่ออาชญากรรม ปล้น ชิงทรัพย์ ข่มขืน และการกระทำที่รุนแรง รวมถึงความด้อยโอกาสต่างๆ ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับการเมืองโดยตรง “ถ้าการเมืองดี...สังคมก็จะดีตามมา”

ในการแก้ไขปัญหาสังคม ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ “แต่คนที่ทำงานด้านนี้ไม่ใช่แค่ทุ่มเทเวลาให้กับมัน แต่ต้องทำให้ตรงจุด ตรงประเด็น เพราะจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม” ซึ่ง “สมชัย” นอกจากจะเป็นนักธุรกิจและนักการเมืองแล้ว เขายังสละเวลามาทำงานด้านสังคม โดยก่อตั้ง “บ้านรื่นจิตสมานฉันท์” เมื่อปี ๒๕๕๗ ขึ้นที่อำเภอคง เพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในการเข้ารับการรักษา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่เป็นคนไข้ติดเตียง พบเมื่อไหร่ก็จะรีบไปช่วยทันที ไปให้กำลังใจ...ให้การดูแล ช่วยเช็ดแผล “บางรายมีแผลกดทับมาเป็นปีๆ เราก็รักษาแผลจนหาย ซึ่งใช้เวลากว่า ๓ ปีในการรักษา” คนเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเป็น “ครูของชีวิต” เพราะได้สอนให้ “สมชัย” และสมาชิกอีก ๖๐ คน เรียนรู้ถึงความเสียสละและการให้ซึ่งกันและกัน 

หลังจากเริ่มดำเนินการมาตลอดระยะเวลา ๖ ปี “ความดีเริ่มเห็นผล ผู้คนเริ่มเห็นใจ” สมชัยได้รับความไว้วางใจจากผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดูแลสุขภาวะทางสังคมในพื้นที่ ๓๒ อำเภอทั่วโคราช หรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการคุณภาพชีวิต” โดยจะมีการพูดคุยกันว่า “แต่ละอำเภอจะเดินไปในทิศทางใด และทบทวนให้โคราชรวมพลังทำสิ่งเดียวกันที่ยิ่งใหญ่” โดยจัดทำ “ตู้ปันสุขถาวร” เพื่อเป็นการปลูก “ต้นไม้แห่งจิตสำนึก” เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ว่า “เมื่อครั้งหนึ่งคนโคราชได้ช่วยเหลือกัน แม้วิกฤตนั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ต้นไม้แห่งจิตสำนึกจะคงอยู่”

“ตู้ปันสุขถาวร” ต้องบริหารจัดการให้ดี เพื่อให้สิ่งที่ทำมีคุณค่า ซึ่งในการร่วมรับของจากตู้ปันสุข จะประกอบไปด้วยคน ๓ กลุ่ม คือ ๑.คนเปิดตู้ ๒.คนมารอรับของ และ ๓.คนมาบริจาค ซึ่ง “สมชัย” มีความตั้งใจไว้ว่า “ทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม ต้องร่วมเคารพธงชาติก่อน แล้วการร้องเพลงชาติตอนเย็นก็จะมีความหมาย คนหาเช้ากินค่ำก็อยู่ได้ ทำงานหาเช้า แล้วก็มากินค่ำที่ตู้ปันสุข ดังนั้น ๖ โมงเย็นของทุกวันจะมีความหมาย นับเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย”  

เมื่อพูดถึงงานด้านสังคม ปัจจุบันหลายหน่วยงานทำงานด้านนี้ “แบบปลูกผักชี” แต่สมชัยจะเข้าไปทำแบบจริงจัง โดยขอความร่วมมือจากภาคราชการและเอกชน ทำให้เป็นแนวทางใหม่ เพื่อรองรับอนาคตที่จะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ให้สังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้ระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า หรือคนที่มีฐานะยากจน ก็จะได้รับการดูแล มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากวิธีการของ “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” ที่ผนึกเอาความร่วมมือของภาคราชการและเอกชนเข้าด้วยกัน

ในยุคหลังวิกฤตโควิด-๑๙ หรือที่เรียกว่า “ยุควิถีใหม่” ประชาชนจะมีความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนรากหญ้า เพราะคนรากหญ้าเหล่านี้ ต้องพึ่งธรรมชาติ พึ่งเศรษฐกิจในการทำมาหากิน ตอนนี้โรงงานปิดตัวหลายแห่ง คนย้ายกลับมาถิ่นฐานบ้านเกิด “หากอยู่กันแบบไม่มีระบบสังคมที่ดี สังคมมีปัญหาแน่นอน” 

สำหรับปัญหาด้านสังคม ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหา คำตอบ “สังคมคือรากฐานของความเป็นมนุษย์ หากประเทศไทยมีสังคมที่ดี เศรษฐกิจ การเมือง ก็จะดีตาม” และสุดท้าย “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” ฝากข้อคิดถึงการแก้ปัญหาทางสังคมไว้ว่า รัฐบาลจะต้องทราบว่า สังคมขาดหรือต้องการ อะไร มีคนลำบากกี่คน มีวัยรุ่นยุ่งกับยาเสพติดกี่ราย ทุกภาคส่วนต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับปัญหา “ทุกคนต้องไม่ทอดทิ้งกัน” ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยถึงประเด็นปัญหาต่างๆ แล้วประเทศไทยจะหลุดพ้นคำว่า “ประเทศไทยคือ...ประเทศกำลังพัฒนา”

 

วีรภัทร์ จูฑะพงษ์ ผู้เขียน

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๔๔ วันอังคารที่ ๙ - วันพุธที่ ๑๕ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

14 209