3rdDecember

3rdDecember

3rdDecember

 

October 23,2020

รมช.ส่งเมียยึด‘อบจ.’ ‘แหยง’ชูสภาปชช.สู้ อดีตส.ส.พร้อมขับไล่

“กำนันป้อ” รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจส่ง “ยลดา” เมียรักลงสมัครชิงนายก อบจ. โดยมีบรรดาส.จ.ยกคณะเข้าพบถึงโรงงาน พร้อมประกาศสนับสนุน อ้างเพื่อโคราชพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน ด้าน “หมอแหยง” ไม่ถือว่าเป็นการหักหลัง แต่ยินดีลงสมัครอิสระในกลุ่มเดิม ‘รักษ์โคราช’ ชูนโยบายสภาประชาชน เป็นมิตรกับส.จ.ทุกคน ไม่หวั่นแม้จะโดดเดี่ยว ด้านอดีตส.ส. “สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ” ยืนยันไม่ได้อยู่ข้างหมอแหยง แต่หนุนสภาประชาชน หากไม่ทำก็พร้อมขับไล่

ตามที่ “โคราชคนอีสาน” เสนอข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (นายก อบจ.นครราชสีมา) และสมาชิกสภา อบจ.นครราชสีมา ซึ่งจะมีการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ ๒-๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ และเลือกตั้งในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ โดยในจังหวัดนครราชสีมา มีผู้ประกาศตัวที่จะลงสมัครนายก อบจ.หลายคน ได้แก่ นพ.สำเริง แหยงกระโทก ชาวอำเภอครบุรี ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา (กลุ่มรักษ์โคราช) ซึ่งทำงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งส.ส., นายวิฑูรย์ ชาติปฏิมาพงษ์ (แก้ว ด๊ะดาด) อดีตนายก อบจ. ๓ สมัย, นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา (กำนันเบ้า) ที่ข่าวว่าพรรคชาติพัฒนาให้การสนับสนุน และดร.สาธิต ปิติวรา กลุ่มก้าวไกล แต่ล่าสุดมีข่าวว่า นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (กำนันป้อ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เจ้าของโรงงานแป้งมันเอี่ยมเฮง (อำเภอเสิงสาง) จะส่งภริยา นางยลดา (หน่อย) หวังศุภกิจโกศล ลงสมัครชิงเก้าอี้สำคัญนี้

ส.จ.ยกทีมซบกำนันป้อ

เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่ศูนย์การเรียนรู้โครงการเนื่องมาจากพระราชดำริ นิคมการเกษตรพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทน บ้านดอนไร่ หมู่ ๑๒ ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา นายกลวัชร อึ้งสวัสดิ์ อดีตส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.ชุมพวง พร้อมอดีตส.อบจ.และส.อบจ.ที่ยังอยู่ในวาระ รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจกว่า ๕๐ คน ส่วนหนึ่งเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) เช่น ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา ผู้สมัครส.ส.เขต ๑ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งนายรักชาติ กิริวัฒนศักดิ์ อดีตผู้สมัครส.ส.เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย นัดรวมตัวเข้าพบนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และมอบช่อดอกไม้แก่นางยลดา หวังศุภกิจโกศล เพื่อร้องขอให้ลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา เนื่องจากมีกระแสข่าวสับสนว่า พรรคภูมิใจไทยจะส่งใครลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมากันแน่ ระหว่างนพ.สำเริง แหยงกระโทก หรือนายกิตติ เชาวน์ดี รองนายก อบจ.นครราชสีมา ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายนายวีรศักดิ์

นายกลวัชร์ เปิดเผยว่า บรรดานักการเมืองท้องถิ่นทั้ง ๓๒ อำเภอ ใน จ.นครราชสีมา มีความคิดเห็นตรงกันว่า ขณะนี้การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังขาดการเชื่อมโยงกับหน่วยงานกลางคือรัฐบาล พวกเราจึงพร้อมใจเดินทางมาขอร้องให้นายวีรศักดิ์อนุญาตให้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ลงสมัครเลือกตั้งในตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา เพื่อพัฒนาจังหวัดนครราชสีมาอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ป้อ’ย้ำเมียไม่มีพิษภัยกับใคร

ทางด้านนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า ตนและภริยาได้พูดคุยและไตร่ตรองนานพอสมควร ต้องการเห็นโคราชมีการพัฒนาเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เช่น ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุพรรณบุรี ซึ่งการเมืองทุกระดับสามารถรวมตัวเป็นปึกแผ่นและมีเอกภาพ จึงยินดีให้นางยลดา (หน่อย) เป็นผู้สมัครเลือกตั้งตามที่ทุกคนร้องขอ ซึ่งภริยาไม่ใช่บุคคลที่มีพิษมีภัยต่อใคร แต่เป็นมิตรและจริงใจต่อทุกฝ่าย มีความมุ่งมั่นจะรวมโคราชให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ มั่นใจว่านางยลดามีองค์ความรู้ ความสามารถ และกัลยาณมิตรที่จะร่วมกับ ส.อบจ.ทั้ง ๔๘ เขตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้โคราชพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

หน่อย’พร้อมนำโคราชเจริญ

นางยลดา (หน่อย) หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า รู้สึกปลื้มปีติ และขอขอบคุณทุกกำลังใจเมื่อพี่น้องให้โอกาส ตนยินดีและมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการรับหน้าที่นี้ เพื่อทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนตามอำนาจหน้าที่ โดยรวมโคราชให้เป็นปึกแผ่นเหมือนทองแผ่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่า “โคราชต้องเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ และพัฒนาก้าวไปข้างหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองด้วยการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย”

พท.อ้างไปสังเกตการณ์

ด้าน ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ซึ่งพาลูกชาย (นายกฤษฏวัฒน์ อินทรักษา) และนายธนากร ประพฤทธิพงษ์ (ลูกชายเจ้าของห้างทองอึ้งเตียงกี่) ร่วมเดินทางไปพบนายวีรศักดิ์-นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ด้วยนั้น กล่าวยืนยันกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “ผมไปสังเกตการณ์และไปดูว่า ผู้สมัครเป็นใคร ไม่ได้มีข้อตกลงอะไร ผมรู้จักกับ ส.จ.คนหนึ่ง เขาจึงชวนไป ไปดูว่า เขามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง ส่วนเรื่องข้อมูลก็ไม่ทราบอะไรเลย ทราบเพียงว่า เขาจะลงสมัคร”

เมื่อถามว่า มีข่าวว่าจะส่งลูกชายลงสมัคร ส.อบจ.จริงหรือไม่? ร.ต.อ.สุปชัยยอมรับว่า จะลงสมัครจริงในเขต ๔ อำเภอเมือง ส่วนนายธนากร ประพฤทธิพงษ์ (ลูกชายเจ้าของห้างทองอึ้งเตียงกี่) จะลงสมัครส.อบจ.อำเภอเมือง เขต ๑ นอกจากนี้ ยังมีนางกรกนก บุญปัญญา รองนายกเทศมนตรีหนองไผ่ล้อม ลงสมัครในเขต ๓ 

“การเลือกตั้งอบจ.ครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่เร็วเกินไป เพราะเราไม่ได้เลือกตั้งมานานแล้ว ประชาชนหวังว่า ต้องการเปลี่ยน ส.จ.ใหม่ ต้องการเปลี่ยนสภา อบจ.ใหม่ เป็นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในตัวเมืองจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเลือกแบบเก่าก็จะเป็นแบบเก่า พรรคเพื่อไทยจึงจะเลือกคนที่มีความสามารถ และต้องเป็นคนที่มาทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับกลาง ระดับเล็กได้” ร.ต.อ.สุปชัย กล่าว

ก้าวไกล’ไม่เปลี่ยนใจจาก‘สาธิต

ทางด้านพรรคก้าวไกล หรือกลุ่มอนาคตใหม่โคราช มีการประชุมเมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ที่ชญาดารีสอร์ท เมืองนครราชสีมา ดร.สาธิต ปิติวรา อดีตผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา สังกัดคณะก้าวหน้านครราชสีมา จัดประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง อบจ.นครราชสีมา โดยมีอดีตผู้บริหาร อปท. ข้าราชการบำนาญ นักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ ๓๒ อำเภอ ของจ.นครราชสีมา ร่วมประชุมระดมสมอง นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขที่มีความแตกต่างตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อจัดเป็นรูปแบบนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น

ดร.สาธิต ปิติวรา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้สนใจเสนอตัวขอเป็นผู้สมัคร ส.อบจ.นครราชสีมา จำนวน ๓๘ เขต จากทั้งหมด ๔๘ เขต โดยมาจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดัง อายุระหว่าง ๒๕-๓๕ ปี รวมทั้งบุคคลที่มีประสบการณ์และมีอุดมการณ์เดียวกัน ทั้งนี้ กลุ่มมีนโยบายหลักมี ๕ ข้อ ดังนี้ ๑.อบจ.นครราชสีมา มีโรงเรียนมัธยมในสังกัด ๕๘ แห่ง ถือเป็น อปท.ที่มีภารกิจบริหารจัดการสถานศึกษามากที่สุด ด้านการศึกษาจึงมีความสำคัญ ต้องเปลี่ยนแปลงและขจัดความเหลื่อมล้ำในวงการศึกษา สร้างโอกาสให้เสมอภาคทัดเทียม และพัฒนารูปแบบหลักสูตรให้ทันสมัยและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ต้องสนับสนุนงบประมาณด้านนี้ให้มาก ๒.พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับเป็นหัวเมืองภาคอีสาน สร้างจุดเชื่อมโยงที่สะดวกสบาย รองรับการขยายตัวของเมืองและเมกะโปรเจ็กต์รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ถนนมอเตอร์เวย์ และวงแหวนรอบเมือง 

๓.การบริหารงบประมาณปีละกว่า ๓.๕ พันล้านบาท ต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ๔.ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงบดำเนินการโครงการต่างๆ ในแต่ละปี โดยกระจายให้เท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกกลุ่มโซนจังหวัด และ ๕.การจัดการขยะ แม้มิใช่ภาระหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่จะเป็นตัวกลางเชื่อมโยงบทบาทหน้าที่การกำจัดขยะมูลฝอยกับ อปท.ขนาดเล็ก ร่วมจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ถูกหลักวิชาการ ตั้งแต่คัดแยกก่อนทิ้ง เพื่อให้ขยะมีมูลค่าไม่สูญเปล่า และแนวคิดตั้งโรงกำจัดขยะไฟฟ้าในพื้นที่ ๔ แห่งรอบเมือง เพื่อรองรับขยะอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดการปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งในเขตเกษตรกรรม อุตสาหกรรมสีเขียว การท่องเที่ยวนวัตกรรมใหม่โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่หลากหลายทั้งเชิงนิเวศและวัฒนธรรมมาเป็นจุดขาย

ก้าวไกล’เน้นคนรุ่นใหม่

“เราเน้นนโยบายและภาพลักษณ์ของผู้สมัครเป็นคนรุ่นใหม่และมีประการณ์ในการบริหารภาคเอกชนหรือภาครัฐ จึงมีความตั้งใจเข้ามาทำงานในรูปแบบใหม่ไม่ซ้ำรอยการบริหารแบบเดิมที่เป็นสภาผู้รับเหมา หากเลือกคณะก้าวหน้านครราชสีมา เพื่ออนาคตและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างแน่นอน” ดร.สาธิต กล่าว

‘กลุ่มรักษ์โคราช’ฮึดสู้

ในขณะที่ นพ.สำเริง แหยงกระโทก หรือ “หมอแหยง” เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ กรณีที่หลายคนมองว่า หมอแหยงถูกหักหลังหรือไม่? โดยนพ.สำเริง แหยงกระโทก กล่าวว่า “ย้อนไปเรื่องเดิม ที่เคยเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และลาออกมาสมัครนายก อบจ. ตั้งใจจะทำงาน ๘ ปี ๒ สมัย ก็ไม่ครบตามที่ตั้งใจ เมื่อได้เป็นสมัยเดียว งานหลายอย่างที่ค้างอยู่ จึงมุ่งมั่นที่จะสมัครนายก อบจ. แต่ในระหว่างที่รอนั้นก็ทำงานจิตอาสา และพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงบอกว่าตั้งใจจะสมัครนายก อบจ. จะขอร่วมทำงานรอไปก่อน นายอนุทินก็ให้ทำ เมื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จึงให้ผมเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบเชิงนโยบาย อสม. เรื่องพระสงฆ์ เรื่องงบประมาณบริหารของโรงพยาบาล และเรื่องกัญชา”

“เมื่อถึงเวลาสมัครที่ต้องลงสมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ที่จะมีขึ้นในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ และเนื่องจากพรรคมีหลายคนที่สนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ คนเดิม รวมทั้งภริยาหรือหลานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผมที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี สร้างความลำบากใจต่อนายอนุทิน เนื่องจากมีคนดีหลายคน จึงบอกให้ไปใช้ความอิสระ สมัครในนามกลุ่มที่จะทำงานเพื่อพัฒนาโคราช เพราะการเมืองท้องถิ่นนั้น ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค ความเป็นอิสระอาจจะดีกว่า ในแง่ที่ว่า สามารถเป็นมิตรกับ ส.จ. และ ส.ส.ได้ทุกพรรค ซึ่งผมก็ชอบนโยบายและแนวคิดนี้ จึงขอสมัครในนามกลุ่มเดิม คือกลุ่มรักษ์โคราช” หมอแหยง กล่าว

ไม่สนใจ ภท.ส่งใครสมัคร 

“โคราชคนอีสาน” ถามว่า ความจริงแล้ว พรรคภูมิใจไทยมีการประกาศจะส่งตัวแทนลงสมัครนายก อบจ.หรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงการ กล่าวอ้างของบางคนเท่านั้น? นพ.สำเริง เปิดเผยว่า “ไม่ทราบแน่ชัด จึงไม่สามารถบอกได้ว่าส่งใครหรือไม่ส่งใคร เพียงแต่ทราบข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า คุณหน่อย หรือนางยลดา จะลงในนามพรรคภูมิใจไทย ผมไม่ต้องการไปไล่หาความจริง หรือข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะผมก็มีความสุขและความตั้งใจที่จะสมัครในนามอิสระ โดยใช้กลุ่มรักษ์โคราช ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร” 

ไม่ได้ถูกหักหลัง

ต่อข้อถามที่ว่า คิดว่าถูกหักหลังหรือไม่ เนื่องจากช่วงแรก ช่วยหาเสียงเลือกตั้งส.ส.จนประสบความสำเร็จพอสมควร? นพ.สำเริง เปิดใจว่า “ผมไม่ต้องการเรียกว่าถูกหักหลัง เนื่องจากทางพรรคให้อิสระในการลงสมัคร จะลาออกเมื่อไหร่ ก็ให้ลาออก และบอกว่า เมื่อคุณหมอถนัดและมีความตั้งใจที่จะสมัครอิสระ อีกทั้งมีกลุ่มรักษ์โคราชเดิม ก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องการเรียกว่า ถูกหักหลัง ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้สมัครอย่างเต็มใจและใช้ความสามารถในการทำงาน โดยไม่ใช้อำนาจทางรัฐหรือสิ่งอื่นๆ มาขัดขวางการทำงาน ขึ้นอยู่กับความสามารถและความตั้งใจในการทำงานมากกว่า ว่าจะทำได้แค่ไหน ประชาชนจะเชื่อมั่นนโยบายเพียงใด ผมก็อาจจะนำแนวคิดที่ดี เช่น กัญชา มาสร้างเป็นนโยบาย ‘โคราชเมืองกัญชา พัฒนาคุณภาพชีวิต’ ก็สามารถนำมาใช้ได้ รวมทั้งเรื่อง อสม. เรื่องการลดความแออัดในโรงพยาบาล เรื่องหมอ และแพทย์ปริญญาที่จะนำไปลงสถานีใดก็ได้ สามารถนำนโยบายเหล่านี้มาใช้ได้ ส่วนความช่วยเหลืออื่นๆ ก็เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของความผูกพันส่วนบุคคล” 

เป็นมิตรกับส.จ.ทุกคน

“สำหรับ ส.อบจ.ซึ่งโคราชมี ๔๘ เขตนั้น เมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา มีส.จ.บางคนไปหา ถามว่าคุณหมอจะสนับสนุนเงินเท่าไหร่ ถ้าจะให้ไปอยู่ด้วย ผมจึงถามว่า เขาให้กันอย่างไร คนนั้นจึงเสนอ ๒ ล้าน ส่วนอีกคนเสนอ ๒.๕-๓ ล้าน ผมจึงชี้แจงว่า ผมมีนโยบายว่า เป็นมิตรกับส.จ.ทุกคน ทุกพรรค เพราะท้องถิ่นนั้นให้ความเป็นอิสระในการสมัคร ไม่ต้องสังกัดพรรค และ อบจ.ต้องอยู่ตรงกลาง มีอบต. มีเทศบาล เป็นผู้สมทบ ด้านล่างเป็นตำบล ฉะนั้น งบประมาณที่ท้องถิ่น อบต. เทศบาล ไม่พอก็ต้องใช้งบ อบจ. แต่หากเกินงบ อบจ. ก็ต้องใช้งบส่วนราชการของประเทศ คือ รัฐบาล ฉะนั้นนายก อบจ.ต้องเชื่อมได้ทั้งด้านล่างและด้านบน ดังนั้น การเป็นมิตรกับทุกพรรค ก็จะสามารถเชื่อมโยงได้กับรัฐบาลทุกคน ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล น่าจะเป็นการดี และการเชื่อมโยงกับท้องถิ่นด้านล่างก็จะเป็นการดี ที่จะทำให้จังหวัดนครราชสีมาพัฒนาไปได้อย่างดี ภายใต้การประสานงานของนายก อบจ.” นพ.สำเริง กล่าว

เสียงประชาชนเป็นใหญ่

“โคราชคนอีสาน” ถามย้ำว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. แต่ไม่มีส.อบจ.ในสังกัด จะพบปัญหาเรื่องการยกมือสนับสนุนงบประมาณในสภาอีกหรือไม่? นพ.สำเริง เปิดเผยว่า “เรื่องนี้มีผู้สอบถามเข้ามาพอสมควร โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ผมคิดว่า ถ้าจัดสรรงบประมาณแบบเดิม คือ นายก อบจ. นั่งคุยกับ ส.จ.ส่วนใหญ่ และงบประมาณออกมาตามการแบ่งปันจัดสรรกันระหว่าง นายกนำไปก้อนหนึ่ง ส.จ.นำไปอีกก้อนหนึ่ง และไปลงพื้นที่ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ทำน้อยบ้าง โครงการออกด้านนอกบ้าง มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยไม่มีปัญหากัน ยกมือหรือไม่ยกมือ แต่ขณะนี้มีประสบการณ์แล้ว ครั้งแรกที่เข้ามาใหม่ๆ ผมก็นำปัญหาของชาวบ้านโดยกฎหมายที่เขียนไว้ ทำประชาคมมา ทำเสียงชาวบ้านในระดับตำบลและอำเภอ แล้วนำมาเขียนเป็นแผนตามความต้องการของชาวบ้าน ปรากฏว่า เมื่อนำเข้าสภาแล้วไม่ตรงกับแผนของ ส.จ.ที่ต้องการ ก็คว่ำงบประมาณ ผมเป็นคนที่ถูกคว่ำงบประมาณคนแรกของ อบจ.นครราชสีมา ถือว่าในครั้งนี้ผมมีประสบการณ์ จะฟังเสียงชาวบ้าน ประชาคมของชาวบ้าน ซึ่งเรียกชื่อใหม่ให้ชัดเจนว่า สภาประชาชน ก็คือนโยบายใหญ่ ที่นำสภาประชาชนเป็นตัวต่อสู้ เป็นตัวชี้แจงให้สังคมทราบ เพราะเมื่อก่อนสังคมไม่ทราบ แต่เมื่อสภาประชาชนบอกมา เป็นความต้องการของประชาชน ก็จะฟังเสียงเขาทั้งหมด แล้วนำมาเข้าสภา ส.จ. ซึ่งคนที่นำเข้าสภา คือ นายก อบจ. ก็คือตัวผม และเมื่อเข้าสภา มันไม่เหมือนรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีต้องมี ส.ส.เกินครึ่ง แต่ในการบริหารท้องถิ่นไม่เป็นอย่างนั้น เพราะนายก อบจ. มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์การเมือง ส.จ.คนไหนเข้ามา นายกฯ ก็บริหารได้ นี่เป็นขั้นที่หนึ่ง”

ขอเป็นนายกฯ จะทำให้ดู

“ส่วนขั้นที่สอง หากไม่ผ่าน สื่อมวลชนก็จะทราบว่านี่เป็นความต้องการของประชาชน ซึ่งนายกฯ ต้องยอมลดทอนอำนาจของตนออกมาก่อน ไม่ใช่ว่านายกฯ จะเอาเท่านี้ ส.จ.จะเอาเท่านี้ แต่นี่คือสภาประชาชน ผมจะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะฉะนั้น หากไม่ผ่าน สื่อมวลชนก็จะเห็นและทราบ เราก็จะเล่าให้คนอื่นฟังว่าเป็นอย่างไร หากขั้นที่สองไม่ฟัง ก็มาถึงขั้นที่สาม ผมก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปสู่สภาประชาชนระดับอำเภอว่า มีส.จ.อำเภอนี้ ชื่อนี้ นี่เป็นเรื่องราวที่มาจากอำเภอ เป็นหน้าที่ของส.จ. ไม่ใช่คนมาตรวจสอบ มาเสนอโครงการแต่ฟังความคิดเห็นของชาวบ้านมาแล้ว ผมไปฟังมา ผมมีสภาประชาชนชัดเจน ทำไมไม่ผ่าน คนจะได้รู้กัน และขั้นที่สี่ กฎหมายออกมาใหม่ขณะนี้ หากใครไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ใครไม่ปฏิบัติตามบทบาทที่เป็นความต้องการของประชาชน ก็มีสิทธิลงชื่อถอดถอนได้ ฉะนั้นเรามีวิธีบริหารที่ไม่ต้องกลัวว่าไม่ผ่าน ขอให้ผมเป็นนายกฯ ผมจะบริหารให้ดู ผมมุ่งมั่นตั้งใจว่าทำได้แน่นอน” นพ.สำเริง กล่าวอย่างมั่นใจ 

เมื่อถามว่า ปัจจุบันทราบหรือยังว่า มีผู้สมัครลงแข่งขันกี่คน “หมอแหยง” ตอบว่า “ทราบจากข่าวในหนังสือพิมพ์และข่าวที่พูดกันเท่านั้น แต่ไม่ทราบชัดเจน ต้องรอถึงวันสมัครจึงจะอย่างชัดเจน” ต่อข้อถามที่ว่า การสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งเป็นศึกระหว่าง คนเสิงสาง ครบุรี และโคกกรวดหรือเปล่า? “หมอแหยง” บอกว่า “ก็ไม่แน่ ก็ไม่รู้สินะ ขอให้จริงก่อน”

เน้นย้ำ “สภาประชาชน” 

ท้ายสุด นพ.สำเริง แหยงกระโทก กล่าวย้ำว่า “ขณะนี้พี่น้องประชาชนคงเฝ้ามอง รวมทั้งสังคมโคราชที่ว่า ครั้งนี้ครั้งเดียวที่จะมีคำว่า สภาประชาชนเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะคนที่จะพูดสภาประชาชนได้ สามารถบริหารสภาประชาชนได้ ตามความต้องการ ต้องเป็นคนที่เคยเป็นนายกฯ มาก่อน รู้ระบบ รู้วิธีการบริหารโครงการเข้าสภาอย่างไร โดยฟังเสียงจากประชาชน รู้ว่าจะบริหาร ส.จ. อย่างไร แล้วต้องกล้าตัดทอนอำนาจลงไปให้สภาประชาชนเป็นคนพิจารณา ส.จ.มีหน้าที่หลักคือ นิติบัญญัติ ฉะนั้นต้องบริหารตรงนี้ให้ได้ ส่วนนายกฯ คนใหม่ หรือสมัครใหม่ ก็ไม่รู้ว่าหากตั้งสภาประชาชนแล้วจะมีนโยบายอย่างไร ก็ไม่กล้าเขียน ผมถึงมั่นใจว่าครั้งนี้ครั้งเดียวให้คนโคราชได้ตัดสิน และถือเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้เกิดสภาประชาชนหรือไม่ ก็ขอฝากไว้ว่า นายสำเริง แหยงกระโทก ต้องมาคู่กับสภาประชาชน เป็นนโยบายที่สำคัญ”  

การเมืองแบบเก่า-ใหม่

ทางด้านนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ อดีตส.ส. นครราชสีมา ผู้สนับสนุนการทำงานการเมืองโดยผ่านนโยบาย ‘สภาประชาชน’ เปิดเผยถึงการเลือกตั้ง อบจ.ที่จะมีขึ้นนี้กับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “การเมืองท้องถิ่นครั้งนี้ จะพลิกประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้ง ประกอบด้วยบุคคล ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยึดถือนโยบายเป็นหลัก อีกฝ่ายหนึ่งจะเล่นการเมืองแบบเดิม คือ การจัดสรรงบประมาณมาใช้ในการเลือกตั้ง มีนโยบายไม่โดดเด่นมาก ซึ่งผมมองไว้ว่า การแข่งขันครั้งนี้จะมีคู่แข่งทางการเมืองกันเพียง ๒-๓ คนเท่านั้น และสุดท้ายจะเหลือเพียง ๒ คน ซึ่งก็คือ หมอแหยง กับนางยลดา คนอื่นก็อาจจะเป็นตัวประกอบ 

“ที่ผ่านมาเป็นการเมืองระบบเก่า ผู้ที่จะลงสมัครนายก อบจ.จะต้องมีศักยภาพทางการเงินสูง เพราะมีค่าใช้จ่าย ๓๒ อำเภอ ซึ่งบางท่านอาจจะมีเงิน แต่เงินที่ว่านี้ เพียงเขตเดียวก็มีค่าใช้จ่ายกว่า ๑ ล้านบาทแล้ว และเมื่อมีข่าวว่าอีกฝั่งจะส่งภริยาลงนายก อบจ. เขาคือคนที่ใช่ เพราะมีสถานภาพทางการเงินสูง ส.จ.ก็ไปรุมหมด แต่ถ้าเขตใดที่ไม่ไป เช่น เขตในอำเภอเมือง ของพรรคชาติพัฒนา เพราะอาจจะมีการสนับสนุนใครบางคนอยู่ อีกฝั่งจึงต้องมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพมาช่วยดึงคะแนนในเขตอำเภอเมือง ซึ่งการเล่นการเมืองเช่นนี้ คือการเมืองแบบเก่า” นายสมชัย กล่าวย้ำ 

หมอแหยง’ทำการเมืองแบบใหม่

นายสมชัย เปิดเผยต่อไปว่า “แต่สำหรับหมอแหยง คือตัวแทนการเมืองแบบใหม่ โดยหมอแหยงเน้นนำเสนอนโยบาย เปรียบเสมือนคำที่ว่า สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา นโยบายที่เสนอคือมีสภาประชาชนเป็นหลัก, โคราชสีเขียว และการเมืองสีขาว ผมพูดเสมอว่า ไม่ว่าใครจะเล่นการเมืองด้วยการซื้อเสียง ก็ไม่ต้องไปฟ้องร้องเขา ไม่ต้องไปคอยจับผิด หากเขาทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ก็สามารถทำได้เต็มที่ แต่ในส่วนของหมอแหยง จะทำตามนโยบายที่ให้ไว้อย่างเต็มที่ จะไปอ้างว่าการเมืองสีขาวคือการไม่ซื้อเสียงก็ไม่ได้ แต่เป็นการนำสิ่งใหม่ๆ มาทดแทนสิ่งเก่า ใช้งบประมาณในสิ่งที่ประชาชนต้องการ รวมทั้งบริหารงานอย่างโปร่งใสในเขตอำเภอของตนเอง แต่ละเขตจะต้องทราบงบประมาณ ต้องมีการทำประชาคม ถ้าปล่อยให้ฝ่ายนิติบัญญัติรับมาทำ นี่คือการเมืองแบบเก่า และเป็นแบบที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย แต่หมอแหยงเป็นนักคิด จะให้มาทำแบบนี้ไม่ได้ บ้านเมืองก็ไม่พัฒนา ซึ่งในการบริหารงานอาจจะทำแบบกระจายงบประมาณในแต่ละอำเภอตามสัดส่วน เช่น ให้อำเภอขนาดเล็ก ๓๐ อำเภอขนาดกลาง ๔๐ อำเภอขนาดใหญ่ ๕๐ และในเขตอำเภอเมือง ๑๐๐ เป็นต้น”

เมื่อ “โคราชคนอีสาน” ถามว่า คิดว่าการบริหารงานของ อบจ.ในปัจจุบันเป็นอย่างไร? นายสมชัย ตอบว่า ต้องไปถามชาวบ้าน แต่ที่ผมทราบคือ ส.จ.บางคนก็ทำธุรกิจรับเหมาทั้งปีทั้งชาติ และ ส.จ.บางกลุ่มก็เหมือนจะดี แต่ทั้งปีไม่เห็นจะมีโครงการอะไรที่ดีออกมา หากมี สิ่งก่อสร้างก็พังอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผมยังได้รับความรู้ใหม่มาอีกว่า ส.จ.บางคนรับขายโครงการ เช่น ได้รับงบประมาณมา ก็ไปขายงานให้ผู้รับเหมาอำเภออื่น ซึ่งหากจะมาทำการเมืองแบบเดิมเช่นนี้ อย่างไรก็ไปไม่รอด ถ้าใครจะมาเล่นการเมืองครั้งนี้ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมก็เห็นใจเขา เพราะเขาเข้ามาโดยระบบที่กีดกันสภาประชาชน หน้าที่เขาอาจจะเป็นเพียงการไปโปรยยิ้ม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ แต่ถ้าถามว่า มีแนวคิดอย่างไร ก็จะมีคนเขียนนโยบายให้

ถ้าไม่ทำก็พร้อมไล่หมอแหยง

นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ กล่าวย้ำในท้ายสุดว่า “สำหรับสภาประชาชน เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของหมอแหยง เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่ถูกพัฒนา นี่จะเป็นก้าวสำคัญของสภาประชาชนที่อยู่ใน อบจ. ซึ่งสภาประชาชนมีกรอบนโยบายอยู่ ๑๒ ด้าน เช่น เศรษฐกิจ น้ำ สังคม การเกษตร ถนน เป็นต้น หากต้องการทำเรื่องอะไร ใช้งบประมาณเท่าไหร่ก็สามารถทำได้ ถ้าไม่มีนอกไม่มีใน เพราะหมอแหยงเป็นคนที่ไม่ต้องการทำอยู่คนเดียว หากทำได้เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ เรายังต้องการให้ไปเชิญนายวิฑูรย์ (ชาติปฏิมาพงษ์) มาร่วมด้วย หากมาร่วมก็จะเป็นการทำงานแบบนายก อบจ. ๒ คน ดีกว่าจะมาแข่งขันกันเอง วันนี้เราต้องคิดกันได้แล้วว่า ที่ผ่านมาปัญหาคืออะไร ทำไมบ้านเมืองถึงไม่เจริญ ทั้งที่มีงบประมาณเป็นพันล้าน ซึ่งต้องย้ำว่า ผมสนับสนุนนโยบายสภาประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ได้สนับสนุนหมอแหยง นั่นคือตัวบุคคล หมอแหยงผมทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบใดที่พูดไม่เข้าใจผมก็ทิ้ง หากวันนี้ประชาชนพร้อมใจเลือกหมอแหยงเข้ามาทำงาน ในวันข้างหน้าถ้าหมอแหยงไม่ทำสภาประชาชน ผมก็พร้อมที่จะชวนประชาชนไปขับไล่หมอแหยง”

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๕๐ วันพุธที่ ๒๑ - วันอังคารที่ ๒๗ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

29 7941