3rdDecember

3rdDecember

3rdDecember

 

November 21,2020

ครูเปิดโปงคดีสนามฟุตซอล ขอความเป็นธรรมลุงตู่ ขู่ไม่แก้ไขเจอเคลื่อนไหวแน่

ข้าราชการครูโคราชกว่า ๑,๐๐๐ คน ชุมนุมใหญ่ “มหากาพย์สนามฟุตซอล ความจริงต้องเปิดเผย” อ่านแถลงการณ์ขอความเป็นธรรมจาก “นายกฯประยุทธ์” พร้อมขู่ “นับถอยหลังได้เลย” หากไม่รีบแก้ไขคดีนี้ คนไทยอาจจะเห็นการรวมพลังต่อสู้ ด้านอดีตครูหลายราย เล่าเหตุการณ์ละเอียด อ้างครูถูกหลอกใช้

 

ตามที่ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข่าวเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๒ ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายวิรัช และนางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับพวกรวม ๒๔ ราย กรณีทุจริตในการจัดสรรงบประมาณเพื่อทำการก่อสร้างสนามฟุตซอล ในเขต ๒ จังหวัดนครราชสีมา จากงบแปรญัตติ โดยในการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย งบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ (งบแปรญัตติ) ให้กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างงานปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอล) มีลักษณะมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานตามรูปแบบรายการและวิธีการก่อสร้าง สนามกีฬาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวของ ป.ป.ช. ในวันเดียวกัน นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้แถลงชี้แจง ยื่นหนังสือทักท้วงต่อ ป.ป.ช.หลังจากถูกชี้มูลความผิด พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยได้รับงบแปรญัตตินี้

ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามในคำสั่ง สพฐ. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ วรรค ๔ และวรรค ๕ และมาตรา ๑๐๒/๑ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติมและมาตรา ๙๘ แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๖๑ ประกอบกับระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยวันออกจากราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ลงนามในคำสั่งไล่ออกจากราชการ ข้าราชการครูสังกัด สพป.นม.๒ จำนวน ๗ คน

จากนั้น ดร.ปิยะพัชร์ เดชจรรยา ประธานชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตเปิดโปงอย่างสร้าง สรรค์ รักษาและผดุงไว้ซึ่งจริยธรรมคุณธรรมของสังคม พร้อมด้วยนายปฐมฤกษ์ มณีเนตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต ๑ (สพป.นม.๑) ในฐานะประธานชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครูจังหวัดนครราชสีมา พร้อมอดีตและข้าราชการครูในสังกัด สพป.นม., สพม.๓๑ นม. ซึ่งได้รับผลกระทบจากมติ ป.ป.ช. ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมเรื่อยมา และ “โคราชคนอีสาน” เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องนั้น

ชุมนุมใหญ่อีกครั้ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่หอประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการชุมนุมใหญ่ภาคประชาชน ชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครูจังหวัดนครราชสีมา “มหากาพย์สนามฟุตซอล ความจริงต้องเปิดเผย” ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครู จังหวัดนครราชสีมา และชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตเปิดโปงอย่างสร้างสรรค์ รักษาและผดุงไว้ซึ่งจริยธรรมคุณธรรมของสังคม นำโดย ดร.ปิยะพัชร์ เดชจรรยา ประธานชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตฯ และนายปฐมฤกษ์ มณีเนตร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานคร ราชสีมา เขต ๑ (สพป.นม.๑) ในฐานะประธานชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมฯ โดยมีอดีตและข้าราชการครูในสังกัด สพป.นม., สพม.๓๑ นม. ซึ่งได้รับผลกระทบจากมติ ป.ป.ช.ตั้งข้อกล่าวหาฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ ๒๕๕๔ โครงการปรับปรุงสนามกีฬาพร้อมอุปกรณ์ (สนามฟุตซอลโรงเรียน) ในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๕ ของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มูลค่าความเสียหายประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีประชาชน นักเรียน และข้าราชการครูทั่วไป มาร่วมให้กำลังใจกว่า ๑,๐๐๐ คน

มีวันนี้ไม่ได้...ถ้าไม่มีครู

นายชรินทร์ ทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “วันนี้ผมมาใน ๓ ฐานะ คือ ๑.ในฐานะรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ จากที่ติดตามและดูรายละเอียด จังหวัดนครราชสีมาทำหนังสือไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาสำนวนคดี การร้องขอความเป็นธรรมของผู้บริหารและข้าราชการครู ที่ได้รับผลกระทบจากการทำสำนวน โดยลงหนังสือฉบับวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ต้องการความเห็นใจ และต้องการให้เกิดความรอบคอบในสำนวนคดี ๒.ในฐานะของข้าราชการด้วยกัน ที่เคยถูกฟ้องคดีอาญาในสมัยเป็นนายอำเภอแต่ขณะนั้นถูกฟ้องโดยไม่ผ่านคณะกรรมการสอบสวน ไปไต่สวนมูลฟ้องในศาล ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ กำหนดกฎหมายอาญา คงทราบดีว่าจะรู้สึกอย่างไร หากทำหน้าที่ของตนอย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ทำตามกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้กระทำ แต่ต้องไปขึ้นศาล ต้องขมขื่นและคิดว่า หากศาลไต่สวนพิจารณาแล้วจะเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้ เนื่องจากศาลไม่รับฟ้อง ผมเข้าใจความรู้สึกของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่แต่ต้องโดนคดีอาญา เช่นกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งและนายอำเภอแห่งหนึ่ง ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไล่ออก กระทรวงจึงดำเนินการไล่ออกตามสำนวน ป.ป.ช. ขณะนี้ทั้ง ๒ คน ต่อสู้คดีคำสั่งปกครอง ทำให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งไล่ออก นายอำเภอจึงกลับรับเข้าราชการตามเดิม และผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นก็เกษียณ เป็นตัวอย่างที่ทีมกฎหมายต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเกิดประโยชน์กับคดี และ ๓.ผมเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ไม่ได้ ถ้าไม่มีครู ผมเป็นศิษย์ของครู ขอแสดงความเห็นใจครูทุกคน ที่ต้องลำบากในการยืนยันว่า ไม่ได้ทุจริต เพียงต้องการสร้างประโยชน์ให้กับโรงเรียนเท่านั้น เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนจริง สักวันเราจะชนะ” 

แถลงการณ์ขอความเป็นธรรม

ต่อมา นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง อดีต ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต ๑ อ่านแถลงการณ์ร่วมของชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครู จังหวัดนครราชสีมา และชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตเปิดโปงอย่างสร้างสรรค์ รักษาและผดุงไว้ซึ่งจริยธรรมคุณธรรมของสังคม ว่า ด้วยชมรมพิทักษ์ระบบคุณธรรมและสิทธิครูจังหวัดนครราชสีมา ชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตฯ และพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป มีความห่วงใยต่อประเทศชาติว่า จะเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายในสังคมด้วย สาเหตุมาจาก ข้อที่ ๑ การพิจารณาชี้มูลความผิดต่อบุคลากรทางการศึกษาของ ป.ป.ช. กรณีสนามฟุตซอลว่า ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งบุคลากรทางการศึกษา และพี่น้องประชาชนทั่วไป พิจารณาเห็นว่า ไม่เป็นธรรม จึงรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าว โดยได้ประสานกับทางชมรมคนไม่ทนต่อการทุจริตฯ ซึ่งมี ดร.ปิยพัชร์ เดชจรรยา เป็นประธานชมรม

ข้อที่ ๒ ต่อมาทางสื่อมวลชน ได้เสนอข่าวการเคลื่อนไหวนี้เป็นระยะ ซึ่งได้มีการเสนอข่าวทางทีวี ช่อง ๓๓ ในรายการข่าวสามมิติ และช่อง ๑๓ สยามไทย เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ และสื่อประเภทอื่นๆ ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ทั่วไป เป้าหมายของการต่อสู้ขับเคลื่อนคือ ศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และตอกย้ำจิตวิญญาณของมนุษย์ว่า มนุษย์ยอมทนได้ทุกเรื่อง ยกเว้นความอยุติธรรมจะทนไม่ได้ เป็นการชี้มูลความผิดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เหมือนทําตามความต้องการของใครบางคน 

ข้อที่ ๓ บัดนี้การต่อสู้ขับเคลื่อนของบุคลากรทางการศึกษาได้ลุกลาม ขยายวงกว้างออกสู่ภาคประชาชนอย่างเต็มตัว โดยการชี้มูลความผิดอย่างไร้จริยธรรมและคุณธรรมของ ป.ป.ช. ต่อผู้บริสุทธิ์อย่างไม่สนใจความรู้สึกของสังคม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓ วรรค ๒, มาตรา ๔ วรรค ๑ และมาตรา ๒๑๕ การเคลื่อนไหวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กรณีสนามฟุตซอลนี้ ทางผู้เคลื่อนไหวได้รับความเมตตาจากผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลใหม่เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แสดงให้ประชาชนทราบว่า ได้พยายามที่จะช่วยเหลือคุณครูและสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อผดุงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม

ข้อที่ ๔ ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้อง พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักการเมือง ผู้รับเหมา และข้าราชการครู เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วเปิดเผยให้ประชาชนผู้เสียภาษีทั่วประเทศได้ทราบความจริง และหาตัวผู้กระทําผิดที่แท้จริงมาลงโทษ จะเป็นประโยชน์อัน ยิ่งใหญ่ต่อสังคม ต่อแผ่นดิน หากข้อเรียกร้องนี้ ผู้เกี่ยวข้องไม่กระทําการใดๆ หรือเพิกเฉยในการแก้ไขปัญหา ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ทางชมรมฯ ผู้สนับสนุน และบุคลากรทางการศึกษา ขออนุญาตเคลื่อนไหวต่อไปในทุกช่องทางที่สามารถทําได้ 

ข้อที่ ๕ ทางชมรมฯ บุคลากรทางการศึกษา ผู้สนับสนุน และประชาชนทั่วไป มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้เกี่ยวข้องนําข้อเสนอนี้ไปพิจารณาตามคําร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและไม่ทําให้สถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี

ข้อที่ ๖ การเคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ ของชมรมฯ พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบทางสังคมฯ ทุกประการ และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใดทั้งสิ้น และทางชมรมยินดีน้อมรับคําแนะนําบัญชาของทุกท่านด้วยความเคารพ

ข้อที่ ๗ ในประวัติศาสตร์แห่งการรวมพลังต่อสู้ อย่างทระนงองอาจในอดีตที่ผ่านมาของบุคลากรในวงการการศึกษาไทย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาแล้วอย่างมากมาย เชื่อว่า หากไม่รีบแก้ไขปัญหากรณีสนามฟุตซอลนี้ คนไทยในแผ่นดินสยาม อาจจะได้เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นอีกในไม่ช้า นับถอยหลังได้เลย ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจต่อประเทศชาติ

ป.ป.ช.ทบทวนมติ

จากนั้น ดร.ปิยะพัชร์ เดชจรรยา แถลงต่อสื่อมวลชนว่า “ที่ผ่านมาได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ โดยผู้บริหารมารับเอกสารและตอบรับ รวมทั้ง กอ.รมน. กองทัพภาคที่ ๒ ที่ประสานกับ ป.ป.ช. จังหวัดนครราชสีมาให้ ดังนั้นวันนี้ต้องการขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้ความเป็นธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่า คุณครูติดตามเรื่องราวในวันนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีหมวดหมู่สมาชิกให้กำลังใจ ด้าน กอ.รมน. กองทัพภาคที่ ๒ ที่ประสานกับ ป.ป.ช. นครราชสีมานั้น อยู่ในระหว่างทบทวนมติ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รับเรื่องและเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำข้อร้องทุกข์เข้าศึกษา คิดว่าไม่นานต่อจากนี้จะมีคำสั่ง รวมทั้งภาคประชาชนที่ให้ความสนใจ ซึ่งหากผลการชี้มูลเป็นความผิดของครู ก็จะมีการเคลื่อนไหวแน่นอน แต่จะพยายามไม่ทำให้เกิดกรณีนั้น จะร่วมกันต่อสู้ เพราะคุณครูไม่มีอาวุธใด มีเพียงสองมือ สองเท้า กับหนึ่งหัวใจ ที่จะเล่าความจริงให้ประชาชนทราบ ในกรณีเขตสองจะช่วยอย่างเต็มที่ ขณะนี้ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนใน ๒-๓ ประเด็น เกี่ยวกับอำนาจ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดเหล่านั้นเกิน ๓ ปีหรือไม่ หากเกิน ป.ป.ช. ก็จะไม่สามารถชี้มูลความผิดเหล่านี้ได้ โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดประสานไปยังกฤษฎีกาแล้ว แต่ถ้าหากว่าเกินกว่ากำหนดที่กฎหมายให้ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด เขตสองที่โดนไล่ออกนั้น ก็จะสบายใจขึ้น และสามารถขอเข้ารับราชการอีกครั้ง”

ความจริงต้องเปิดเผย

เมื่ออ่านแถลงการณ์และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเสร็จสิ้นแล้ว นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง อดีต ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต ๑ กล่าวในหัวข้อ “มหากาพย์สนามฟุตซอล ความจริงต้องเปิดเผย” ว่า “หลังจากโรงเรียนได้รับงบประมาณก็ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ มีการควบคุมและตรวจรับงาน หลังจากนั้นความผิดปกติก็เกิดขึ้น เมื่อสนามกีฬาของโรงเรียนที่คาดหวังนั้นเปลี่ยนไป ไม่เป็นไปตามที่คิด สาเหตุเกิดจากพื้นยางปูสนามบิดงอเมื่อถูกแดดและฝน ไม่สามารถใช้งานได้ นำมาซึ่งการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งกรรมการสอบสวน” 

นายพิสิษฐ์ ชดกิ่ง กล่าวต่อไปว่า “ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เกิดจากการตรวจสอบและเป็นหลักฐานสำคัญ คือ หนังสือที่ผู้ว่าจ้างนำมาให้โรงเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ จากหน่วยงานส่วนราชการที่รับผิดชอบ เมื่อเห็นเอกสารที่มีข้อมูลที่ครบถ้วนก็เชื่อว่าได้รับการประเมินจริง แต่เอกสารฉบับจริงที่หน่วยงานราชการรับรองให้กับเอกสารที่ผู้ว่าจ้างนำมาเสนอให้โรงเรียนนั้นมีความแตกต่างกัน อยู่ช่วงท้ายของหนังสือ โดยฉบับจริงจะมีข้อความตอนท้ายว่า ‘ผลการทดสอบหรือวิเคราะห์นี้ รับรองผลเฉพาะตัวอย่างที่ได้ทดสอบหรือวิเคราะห์เท่านั้น ห้ามนำผลการทดสอบหรือวิเคราะห์ไปโฆษณา โดยไม่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วว. (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย)’ หมายความว่า สถาบันรับรองให้เพียงตัวอย่างที่นำไปทดสอบเท่านั้น โดยผู้ที่นำมาเสนอนั้นต้องการให้โรงเรียนเชื่อว่าได้รับการรับรอง ซึ่งเอกสารที่ยืนยันการตรวจสอบ เป็นผลจากการตรวจสอบของสำนักตรวจสอบสำนักงานดำเนินคดี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ มีรายงานผลการตรวจสอบชัดเจน รายงานผลการตรวจสอบไปที่ สพฐ. และหารือไปที่สำนักงานคดีปกครองสำนักงานอัยการสูงสุด” 

“ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า ศาลต่างๆ ที่ปรากฏในหนังสือของสำนักงานคดีปกครองนั้น มีข้อความสำคัญที่จะทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการปลอมแปลง โดยข้อความที่ปรากฎในหนังสือสำนักคดีปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุด มีใจความว่า เอกสารที่สถาบันพลศึกษาวิทยาศาสตร์ เชียงใหม่ ได้ออกหนังสือรับรองให้แก่บริษัท สปอร์ตแอนด์เฟรนด์ จำกัด นั้น ข้อเท็จจริงคือ หนังสือรับรองเลขที่ ๐๕๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งมีข้อความสำคัญว่า บริษัท สปอร์ตแอนด์เฟรนด์ จำกัด เป็นผู้ผลิตพื้นยางสังเคราะห์ในร่ม สามารถใช้เป็นสนามซ้อมฟุตซอลพื้นยางสังเคราะห์ในร่ม โดยหนังสือที่ บริษัท สปอร์ตแอนด์เฟรนด์ จำกัด อ้างว่าได้รับการรับรองจากสถาบันพลศึกษาวิทยาศาสตร์ เชียงใหม่นั้น มีข้อความแตกต่างกันออกไป โดยตัดคำว่า ‘ในร่ม’ ออก ทำให้เหลือข้อความเพียงว่า เป็นผู้ผลิตพื้นยางสังเคราะห์ สามารถใช้เป็นสนามซ้อมฟุตซอลพื้นยางสังเคราะห์ ซึ่งการกระทำดังกล่าว โดยปรับข้อความออกนั้น เชื่อได้ว่า บริษัท สปอร์ตแอนด์เฟรนด์ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ได้กระทำโดยมีเจตนาปกปิดว่าสถาบันพลศึกษาวิทยาศาสตร์ เชียงใหม่ รับรองพื้นยางสังเคราะห์ดังกล่าว เหมาะที่จะใช้สนามกีฬาในร่มเท่านั้น และข้อความสำคัญอีกตอนหนึ่งที่ปรากฎในหน้าที่ ๔ กล่าวว่า คู่สัญญา ได้ร่วมกับบุคคลและนิติบุคคลข้างต้น กระทำความผิดอาญา ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เพื่อหลอกลวงให้ประเด็นสำคัญผิด ในคุณสมบัติของสนามฟุตซอล ทำให้โรงเรียนตัดสินเลือกทำสัญญาจนเป็นเหตุให้ราชการเสียหาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความเสียหายที่ได้รับนั้น นำมาสู่การชี้มูลความผิด ในเรื่องที่เกิดจากเจตนาของผู้รับจ้าง” 

รร.เชื่อโดยสุจริตใจ

“เมื่อ สพฐ.ได้รับแจ้งจากสำนักตรวจสอบสำนักงานดำเนินคดี สำนักคดีปกครองสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้มีหนังสือแจ้งมาที่สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา เขต ๑ โดยมีสาระสำคัญว่า โรงเรียนทั้งหมดเชื่อโดยสุจริตใจว่า วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาปรับปรุงสนามกีฬาต้องเป็นวัสดุที่มีคุณภาพ เพราะได้รับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้โรงเรียนทำสัญญาจ้างปรับปรุงสนามกีฬา พร้อมอุปกรณ์กับ หจก. เอ็มเอไอ เอ็นเตอร์ไพร์ส โรงเรียนทั้ง ๑๖ โรงเรียน จากการตรวจสอบของสำนักงานตำรวจภาค ๔ พบความผิดปกติของเอกสาร ปรากฏว่าเป็นเอกสารเท็จ ที่ผู้รับจ้างและบริษัท สปอร์ตแอนด์เฟรนด์ จำกัดทำต่อโรงเรียน ตามการชี้แจงข้างต้น” 

ดำเนินคดีกับผู้รับจ้าง

“เมื่อ สพฐ.ทราบความชัดเจนแล้ว จึงแจ้งมาที่เขตพื้นที่ มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต ๑ ดำเนินคดีกับผู้รับจ้าง โดยมีหนังสือมอบอำนาจให้ นายพิสิทธ์ ชดกิ่ง ดำเนินคดี และมอบอำนาจต่อให้ทั้ง ๑๖ โรงเรียนแจ้งความดำเนินคดี และได้รับรายงานจากทั้ง ๑๖ โรงเรียนว่า แจ้งความดำเนินคดีครบถ้วน เขตจึงรวบรวมส่งไปที่ สพฐ. ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะนครราชสีมาเท่านั้น ชัยภูมิเขต ๓ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน สพฐ.จึงส่งหนังสือไปที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ เขต ๓ พร้อมข้อความว่า สพฐ. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาว่า พฤติการณ์ของบริษัทผู้เสนอราคาและคู่สัญญา มีการกำหนดคุณสมบัติของแผ่นยางสังเคราะห์ ซึ่งเสนอราคาโดยการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความเหมาะสม หรือลักษณะการใช้งานของแผ่นยางสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติและการใช้งานที่ไม่ตรงกับพื้นที่สนามที่ต้องใช้แผ่นยางที่รองรับสนามกีฬากลางแจ้งเท่านั้น” นายพิสิษฐ์ กล่าว

สร้างสนามฟุตซอลตามขั้นตอน

ด้าน นายวิชัย จันทพรม ๑ ใน ๖๔ คน ที่มีรายชื่อต้องโทษวินัยร้ายแรง ถูกไล่ออกจากราชการ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนดอนมัน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “การก่อสร้างสนามฟุตซอล เราดำเนินการทุกอย่างเหมือนการได้รับงบประมาณปกติทั่วไป ไม่มีเหตุอะไรที่เราจะทุจริตตามที่ ป.ป.ช.ระบุ เมื่อมีงบประมาณมา เขตพื้นที่การศึกษาก็จะเชิญสถานศึกษาไปรับฟังคำชี้แจง เขตก็ไม่ได้บอกว่า คุณต้องไปทุจริตช่วยใคร ซึ่งก็ชี้แจงตามขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติตามระเบียบ บางสถานศึกษาก็ไม่ได้ไปรับฟังคำชี้แจง บางแห่งก็ส่งเจ้าหน้าที่ไป ทุกคนก็รับฟังตามขั้นตอน ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติธรรมดา ไม่มีตรงไหนที่ทำให้เกิดการทุจริต แม้บางเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่เราอาจจะไม่เข้าใจ ซึ่งทุกคนคือครูผู้สอน ทุกคนก็ถูกสอนมาให้เป็นคนดี และบอกสอนนักเรียนต่อเช่นกัน นี่คือสิ่งที่ครูทำ เมื่อได้รับงบประมาณมา ก็ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ และทุกคนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการก็ทำหน้าที่อย่างสุจริต แต่ ป.ป.ช.กล่าวหาว่า เราร่วมกันกับนักการเมือง เราจะไปร่วมมือทำไม นักการเมืองอยู่สูงกว่าเรา เราจะไปเกี่ยวข้องด้วยทำไม เราถูกใส่ร้าย ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม”

คนซื้อแบบมาด้วยกัน

“ในการพิจารณาราคากลางของวัสดุต่างๆ คณะกรรมการก็พยายามค้นหามา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการประกาศขึ้นในเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง ต่อมาก็มีการขายแบบให้กับบุคคลที่สนใจ ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนที่มาซื้อเป็นใคร แต่ ป.ป.ช.ก็ถามว่า คุณไม่รู้หรือว่าคนมาซื้อแบบเขามาด้วยกัน ซึ่งผมจะไปรู้ได้อย่างไร เมื่อขายแบบไปแล้ว จากนั้นก็เลือกตลาดกลางและจัดประกวดราคา ซึ่งผมและคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้น ๗ ท่าน ก็ไปนั่งอยู่ในห้องประชุมกับบริษัทที่เขาซื้อแบบไป ผมเป็นผู้บริหารโรงเรียน เขาก็เชิญไปนั่งในห้องรวม มีจอให้ชมการเคาะราคา เวลาผ่านไปกระทั่งจะหมดเวลา ปรากฏว่าภาพก็หายไป ผมก็นั่งชมจอดำๆ แต่หลังจากนั้นก็มีบริษัทหนึ่งได้ไป ผมก็ไม่รู้ว่าแต่ละบริษัทเขาจะไปจับไม้จับมือกันอย่างไร เมื่อได้ผู้ประมูลแล้ว ก็ทำสัญญาตามขั้นตอน และเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยโรงเรียนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการก่อสร้าง คอยควบคุมการก่อสร้าง มีการบันทึกทุกวัน กระทั่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย ก็มีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งคือ คณะกรรมการตรวจรับ ก็ดำเนินการตามขั้นตอน และเสนอไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเบิกจ่ายค่าจ้างให้กับผู้รับเหมา นี่คือขั้นตอนทั้งหมดที่โรงเรียนดำเนินการ ซึ่งไม่มีตรงไหนที่จะส่อแววทุจริตได้”

ทราบว่าถูกหลอก

จากนั้น ผู้เข้าร่วมได้ส่งคำถามถึง นายวิชัย จันทพรม ว่า “ทราบได้อย่างไรและเมื่อไหร่ว่า บริษัทเหล่านี้มีการเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน” ซึ่ง นายวิชัย ตอบว่า “ไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะมีการดำเนินการตามขั้นตอน กระทั่งมีหนังสือจาก ป.ป.ช.แจ้งไปที่โรงเรียนว่า เราร่วมมือกันกับนักการเมืองคนหนึ่งและมีรายชื่ออีกหลายคน โดยระบุว่า ไปเอื้อประโยชน์โดยการใช้เอกสารปลอมของบริษัทต่างๆ ก็มารู้ภายหลังว่า ถูกหลอก โดยหัวใจของผู้บริหารโรงเรียนทุกคน ไม่มีเลยที่จะไปทำเช่นนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นข้อเท็จจริง”

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๕๔ วันพุธที่ ๑๘ - วันอังคารที่ ๒๔ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

18 7976