11thApril

11thApril

11thApril

 

December 19,2020

จับเท้าแชร์‘บ้านแม่อิ๋ว’ เหยื่อนับร้อยสูญ ๔๐ ล้าน ตร.เตือนของฟรีไม่มีในโลก

ผบช.ภาค ๓ แถลงจับกุมแก๊ง “ออมเงินออมทองบ้านแม่อิ๋ว” รวม ๔ ราย พร้อมของกลางมูลค่า ๑๕ ล้านบาท พบมีผู้เสียหายทั่วประเทศกว่า ๑๐๐ ราย มูลค่าความเสียหายกว่า ๔๐ ล้านบาท ตร.เชื่อหลังตรวจสอบเพิ่ม อาจพบของกลางอีกหลายล้าน เตือน “ของฟรีไม่มีในโลก” 

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. มีประชาชนประมาณ ๖๐ คน เดินทางมาพบพล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ เพื่อขอความช่วยเหลือจากกรณีถูกหลอกให้ร่วมลงทุนออมเงินโดยมีผลตอบแทนสูง แต่ต่อมาไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้างไว้ และผู้เชิญชวนหลบหนี ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่ง พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และพล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ๓ เร่งรัดดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในกรณีดังกล่าว 

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๑.๓๐ น. ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค ๓ พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เสียหายกว่า ๔๐ คน ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนางสาวช่อลัดดา หุ้มขุนทด และพวกอีก ๓ ราย ซึ่งกระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชนชน

พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ กล่าวว่า “ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ๓ ในเบื้องต้นมีผู้เสียหายในพื้นที่ สภ.จอหอ ๑๘ ราย มูลค่าประมาณ ๖ ล้านบาท และผู้เสียหายรวมทั่วประเทศ ๑๓๔ ราย มูลค่าประมาณ ๔๐ ล้านบาท ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาคือ นางสาวช่อลัดดา หุ้มขุนทด อายุ ๒๙ ปี ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ ๓๔ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลโนนเมืองพัฒนา อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันพักอาศัย บ้านเลขที่ ๑๔๙๔/๖๑ หมู่บ้านบียอน ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพฤติการณ์คือ เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๑๓ ผู้ต้องหาใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ ช่อลัดดา หุ้มขุนทด และแฟนเพจ ‘ออมเงินออมทองบ้านแม่อิ๋ว’ แสดงข้อความและรูปภาพ ชักชวนให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาลงทุนออมเงิน โดยผู้ต้องหาจะให้ผลตอบแทนสูง มีผู้เสียหายหลงเชื่อ นำเงินมาร่วมลงทุนจำนวนหลายราย ช่วงแรกผู้ต้องหาได้จ่ายผลตอบแทนสูงตามที่ชักชวน เมื่อผู้เสียหายเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น ผู้ต้องหาได้ปิดการออมเงิน ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงพากันเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจอหอ ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว มีพยานหลักฐานว่า นอกจากนางสาวช่อลัดดา หุ้มขุนทด ยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดที่เป็นผู้ช่วย เป็นเลขา ทำหน้าที่ดำเนินการรับฝากเงินและโอนเงิน และเห็นว่า การ กระทำของกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชนชน จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ ขอให้ออกหมายจับผู้ต้องหา ๔ คน คือ ๑.น.ส.ช่อลัดดา หุ้มขุนทด อายุ ๒๕ ปี ๒.น.ส.อังคณา สุเมธี อายุ ๒๐ ปี ๓.น.ส.ภัทรวดี ศูนขุนทด อายุ ๒๐ ปี และ ๔.น.ส.ศิริพร ภาระเวช อายุ ๒๑ ปี ซึ่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง ๔ คน ได้เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๓”

“นอกจากการติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง ๔ คน ดังกล่าวแล้ว ยังได้ติดตามตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่า ผู้ต้องหาได้มาจากการทำผิดซึ่งมีจำนวนหลายรายการอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลทั้งจากบัญชีธนาคาร สำนักงาน ที่ดิน และร้านจำหน่ายทอง ซึ่งจะได้เร่งรัดดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายแก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายดังกล่าว เบื้องต้น ของกลางที่ยึดมาได้ทั้งหมด รวมมูลค่าแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๕ ล้านบาท ทั้งนี้ หากมีกระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงินอื่นๆ อีก คาดว่ามูลค่าของกลางอาจจะเพิ่มขึ้นอีก” 

พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ กล่าวท้ายสุดว่า “ขอเตือนพี่น้องประชาชน ให้ทราบถึงพฤติการณ์ หากมีการเชิญชวนให้ออมเงินหรือร่วมลงทุน ที่เสนอให้ผลตอบแทนสูงเกินความเป็นจริง มักจะเป็นการหลวกลวง ลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ เพราะของฟรีไม่มีในโลกแน่นอน  อย่าได้หลงเชื่อไปร่วมลงทุนด้วยโดยเด็ดขาด หากพบการเชิญชวนในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งตำรวจเพื่อสืบสวนสอบสวน พิสูจน์ความจริง หากเป็นการกระทําผิดกฎหมายจะได้ดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อไป”

ด้าน นายเอ (นามสมมุติ) หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า มีคนรู้จักที่อยู่ในกลุ่มแชร์นี้ มาชักชวนให้ไปร่วมลงทุน โดยนำโปรไฟล์หรือแฟนเพจมาให้ดูว่า มีการออมจริง ซึ่งช่วงแรกก็ยังไม่เชื่อถือ จึงพยายามศึกษาและติดตามดูท้าวแชร์เรื่อยมา ซึ่งเป็นเวลากว่า ๓ เดือน เมื่อเห็นว่าเขาดูเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ มีการเข้าวัดทำบุญ จึงเชื่อใจและตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย โดยครั้งแรกลงทุนจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อผ่านไป ๓ วันก็ได้รับเงินตอบมาจำนวน ๕,๐๐๐ บาท จากนั้นก็ตัดสินใจลงทุนอีกครั้งด้วยจำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เช่นเดิม แต่เป็นการลงทุนที่จะรับผลตอบแทนในเวลา ๑๐ วัน รวมทั้งสิ้นลงทุนไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อลงทุนรอบสองเสร็จ เขาก็ทำการปิดบ้านแชร์ ขาดการติดต่อ โดยในแฟนเพจมีการแจ้งว่าจะคืนเงินให้ แต่ก็ไม่ได้ให้คืน ทั้งนี้ ยังมีผู้ เสียหายคนอื่นอีกที่ลงทุนมากกว่าผม บางคนลงทุนหลายล้านบาทก็มี

“จากกรณีการจับกุมครั้งนี้ ในใจผมต้องการให้ท้าวแชร์ออกมาพูดคุยกับผู้เสียหาย เพราะผมกลัวว่า หากเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว อาจจะทำให้เรื่องล่าช้า จึงต้องการให้ออกมาพูดคุย และให้คืนเงิน เพราะลึกๆ แล้ว ผมยังเชื่อว่า เขาจะคืนเงินให้ เนื่องจากก่อนที่จะถูกจับกุม ผู้เสียหายบางรายเขาก็ได้รับเงินคืน ซึ่งจากการพูดคุยกันในกลุ่มผู้เสียหาย เห็นว่า อาจจะมีการหักหลังกันในกลุ่มเท้าแชร์ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะจริงหรือไม่ ท้ายสุดแล้วผมก็ต้องการเงินคืนให้ไวที่สุด เพราะเดือดร้อนมาก แต่ถ้าสุดท้ายแล้วกระบวนการทางกฎหมาย มีการจ่ายเงินคืน แม้ว่าจะไม่ครบกับจำนวนที่ลงทุนไป ก็ยืนดี ดีกว่าจะไม่ได้อะไรเลย แต่ที่สงสัยคือ ก่อนหน้านี้เห็นว่าท้าวแชร์มีทองคำหนักกว่า ๓๐๐ บาท ซึ่งในวันนี้ตำรวจบอกว่า ไม่พบหลักฐานเรื่องทอง ก็ไม่รู้ว่ามัวทำอะไรอยู่” นายเอ หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าว


104 8284