8thMarch

8thMarch

8thMarch

 

February 18,2021

สรุปลงทุนปี ๖๓ กว่า ๔.๘ แสนล. การแพทย์มาแรงโตร้อยละ ๑๖๕

บีโอไอสรุปสถานการณ์การลงทุนปี ๒๕๖๓ ตัวเลขขอรับการส่งเสริมรวมกว่า ๔.๘ แสนล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรม การแพทย์น่าจับตา มีมูลค่าลงทุนสูงกว่า ๒.๒ หมื่นล้านบาท โตขึ้นร้อยละ ๑๖๕ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๒ ญี่ปุ่นครองแชมป์ยื่นขอรับส่งเสริมสูงสุดทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุน 

 

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผย การลงทุนในปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา มีคำขอรับการ ส่งเสริมการลงทุน จำนวน ๑,๗๑๗ โครงการ มูลค่าลงทุนรวม ๔๘๑,๑๕๐ ล้านบาท สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีมูลค่าลงทุนทั้งสิ้น ๒๓๐,๗๔๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๔๘ ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น โดย ๕ อันดับแรก ได้แก่ ๑) เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าลงทุน ๕๐,๓๐๐ ล้านบาท ๒) การเกษตร และแปรรูปอาหาร ๔๑,๑๔๐ ล้านบาท ๓) ยานยนต์ และชิ้นส่วน ๓๗,๗๘๐ ล้านบาท ๔) ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ๓๖,๐๒๐ ล้านบาท และ ๕) เทคโนโลยีชีวภาพ ๓๐,๐๖๐ ล้านบาท

“นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ที่น่าจับตา ซึ่งคำขอรับการส่งเสริมตลอดปีมีอัตราเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุน โดยมีจำนวน ๘๓ โครงการ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๒ ร้อยละ ๑๗๗ ขณะที่มูลค่าลงทุนรวม ๒๒,๒๙๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๖๕ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ เป็นทั้งความท้าทายและโอกาส แม้ในภาพรวมการลงทุนจะชะลอตัว แต่ก็มีบางธุรกิจที่สามารถขยายตัวจากวิกฤตครั้งนี้ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ซึ่งคำขอรับการส่งเสริมตลอดปีมีอัตราเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าลงทุน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในช่วงปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะกิจการในกลุ่มของหน้ากากอนามัย และถุงมือยางทางการแพทย์” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม จำนวน ๙๐๗ โครงการ มูลค่าลงทุน ๒๑๓,๑๖๒ ล้านบาท โดยประเทศญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดทั้งจำนวนโครงการ และมูลค่าลงทุน จำนวน ๒๑๑ โครงการ มูลค่าลงทุน ๗๕,๙๔๖ ล้านบาท ตามด้วยประเทศจีน มูลค่าลงทุน ๓๑,๔๖๕ ล้านบาท และสหรัฐฯ มูลค่าลงทุน ๒๔,๕๕๕ ล้านบาท โดยจุดแข็งของไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียคือ การมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมสนับสนุน วัตถุดิบและชิ้นส่วน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจ Business Conditions of Japanese Companies in Asia and Oceania ของ JETRO ปี ๒๕๖๒ ที่พบว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทย ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยในระดับสูงกว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม

สำหรับคำขอรับการส่งเสริมในพื้นที่ EEC มีจำนวน ๔๕๓ โครงการ มูลค่าลงทุนรวม ๒๐๘,๗๒๐ ล้านบาท แบ่งเป็น จังหวัดชลบุรี ๒๒๖ โครงการ มูลค่าลงทุน ๖๗,๑๙๐ ล้านบาท จังหวัดระยอง ๑๗๕ โครงการ มูลค่าลงทุน ๑๑๕,๘๗๐ ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา ๕๒ โครงการ มูลค่าลงทุน ๒๕,๖๖๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในกลุ่มสาธารณูปโภค บริการพื้นฐานและการขนส่ง เป็นต้น ส่วนคำขอรับการส่งเสริมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) มีจำนวน ๑๗ โครงการ มูลค่าลงทุน ๑๒,๓๔๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๒๓ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยมีศักยภาพ เช่น การผลิตถุงมือทางการแพทย์ และการผลิตอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ดี ในปี ๒๕๖๓ มีสัญญาณ ที่ดีจากการลงทุนที่เป็นกิจการ SMEs โดยมีจำนวน ๖๗ โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐ มูลค่าลงทุน ๒,๔๙๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์จากผ้า หรือเส้นใยชนิดต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการสูงขึ้นมาก ประกอบกับบีโอไอให้การส่งเสริมในอุตสาหกรรมการแพทย์เป็นพิเศษเพื่อกระตุ้นการลงทุนผลิตผลิตภัณฑ์ทาง การแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙

ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในปี ๒๕๖๔ บีโอไอมีแนวทางส่งเสริมในกิจการที่ไทยมีศักยภาพ มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมกับยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างของภาคการผลิตและบริการ เช่น อุตสาหกรรมในกลุ่ม BCG การแพทย์ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ

 

 ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๒๖๖๗ วันพุธที่ ๑๗ - วันอังคารที่ ๒๓ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๔

 

 


7 8224