18thNovember

18thNovember

18thNovember

 

April 22,2017

ประเมินตลาดรับสร้างบ้าน ไตรมาสแรกขยายตัว ๑๙% เน้นกลยุทธ์แข่งขันราคาต่ำ

          “สมาคมไทยรับสร้างบ้าน” ประเมินตลาดบ้านสร้างเองไตรมาสแรกปี ๖๐ ขยายตัวร้อยละ ๑๙ ชี้ผู้ประกอบการร้อยละ ๙๐ เลือกกลยุทธ์แข่งขันราคาต่ำ มีเพียงร้อยละ ๑๐ ที่เน้นขายความแตกต่างและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับ มองแนวโน้มการเมืองมีความชัดเจนเป็นปัจจัยบวก แนะผู้ประกอบการราคาไม่ใช่คำตอบเดียวที่ผู้บริโภคเลือก


          ตามที่ “สมาคมไทยรับสร้างบ้าน” ประเมินสถานการณ์ตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศ ในช่วงไตรมาสแรกปี ๒๕๖๐ (มกราคม-มีนาคม) ขยายตัวใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาส ๔ ปีที่ผ่านมา ประเมินว่าเติบโตกว่าร้อยละ ๑๘-๑๙ โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการกระตุ้นตลาดและแข่งขันกันคึกคักมากขึ้น ของบรรดากลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน หลังจากที่ไตรมาส ๔ ตกอยู่ในบรรยากาศซบเซาระยะหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ประกอบการได้มีการรวมตัวจัดอีเว้นท์หรือมหกรรมสร้างบ้านฯ และจัดโปรโมชั่นปลุกกำลังซื้อที่อั้นมาจากปีก่อนขึ้น รวมถึงมีการใช้งบซื้อโฆษณาทั้งทีวีและออนไลน์มากขึ้น ฯลฯ นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเองก็เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประเมินได้จากบรรยากาศในงานอีเว้นท์ที่มีผู้บริโภคมาเลือกช็อป และว่าจ้างผู้ประกอบการรับสร้างบ้านกันอย่างคึกคัก ทำให้ตัวเลขยอดขายบ้านโดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกสมาคมฯ ที่แข่งขันอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแชร์ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มกันทั่วหน้า

          สำหรับตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศปี ๒๕๖๐ เฉพาะประเภทพักอาศัยถาวร คาดว่ามีมูลค่าตลาดรวมประมาณ ๘ หมื่นล้านบาทเศษ โดยกลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจรับสร้างบ้าน มีการแชร์ส่วนแบ่งตลาดประมาณ ๑.๔ หมื่นล้านบาทเศษ ขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ทั้งนี้มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านแบ่งออกได้เป็น ๒ กลุ่มคือ ๑.มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วน ๕๕ - ๖๐% หรือคิดเป็น ๘ พันล้านบาทเศษ และ ๒.มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านต่างจังหวัด มีสัดส่วน ๔๐-๔๕% หรือคิดเป็น ๕.๕ - ๖ พันล้านบาท อย่างไรก็ดี หากพิจารณาสัดส่วนของทั้ง ๒ กลุ่มเปรียบเทียบกับในอดีต พบว่าตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด มีสัดส่วนขยายตัวอย่างต่อเนื่องในระยะ ๑๕ ปีที่ผ่านมา เหตุผลนั้นชัดเจนว่ามีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ  ในต่างจังหวัดเข้ามาในธุรกิจรับสร้างบ้านเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายสาขาและตลาดต่างจังหวัดของกลุ่มผู้ประกอบการรับสร้างบ้านชั้นนำ และสามารถแชร์ส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการรับรู้และความเข้าใจของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจรับสร้างบ้านดีขึ้นตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วง ๑๐-๑๕ ปีก่อนหน้านี้

กลยุทธ์และการแข่งขัน
          สมาคมฯ ประเมินว่าตลาดรับสร้างบ้านในช่วงไตรมาส ๒ หรือครึ่งปีแรกยังคงแข่งขันรุนแรงเช่นที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์หลักๆ ที่กลุ่มผู้ประกอบการนำมาใช้แข่งขันและเห็นได้ชัดเจน สามารถแบ่งออกได้ ๓ ลักษณะคือ ๑.กลยุทธ์ราคาต่ำ ๒.กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่าง ๓.กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าผู้ประกอบการกว่าร้อยละ ๙๐ ชูกลยุทธ์ราคาต่ำ ในขณะที่มีผู้ประกอบการส่วนน้อยหรือร้อยละ ๑๐ เท่านั้น ที่จะเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง และด้วยเหตุที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เลือกใช้กลยุทธ์ราคาต่ำ จึงทำให้ต้องเลือกใช้วิธีลดต้นทุนด้วยการหลบเลี่ยงภาษีโดยอาศัยช่องโหว่ทีมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการ ที่ปฏิบัติตามระบบอย่างถูกต้องแข่งขันลำบาก เพราะเสียเปรียบในแง่ต้นทุนทางภาษี  

          สำหรับภาพรวมการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ประการหนึ่งพบว่า ตลาดรับสร้างบ้านมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันในต่างจังหวัดจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจอย่างอื่นอยู่ในท้องถิ่นมาก่อนแล้ว แต่แตกไลน์มาทำธุรกิจรับสร้างบ้าน เช่น กลุ่มผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง กลุ่มสถาปนิกออกแบบ กลุ่มผู้ประกอบการบ้านจัดสรร กลุ่มผู้รับเหมาทั่วไป ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ก็พบว่ากลุ่มผู้ประกอบการต่างใช้กลยุทธ์ราคาต่ำจูงใจผู้บริโภคกันทั่วหน้า ฉะนั้นหากผู้บริโภคเองไม่มีการศึกษาวัสดุก่อสร้าง มาตรฐานการก่อสร้าง รายละเอียดบริการก่อนและหลังการขายอย่างรอบคอบ ก็อาจหลงเข้าใจผิดว่าได้บ้านราคาถูกที่มีมาตรฐานเหมือนๆ กัน ซึ่งในความเป็นจริงแแล้วมิได้เป็นดังที่เข้าใจ อย่างไรก็ตามผู้บริโภคจำนวนหนึ่งก็ยอมรับได้กับคุณภาพที่ลดทอนลง แต่ขอจ่ายในราคาที่ต่ำกว่าหรือถูกกว่า 

แนวโน้มไตรมาส ๒
          นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า กำลังซื้อผู้บริโภคไตรมาสแรกปรับตัวดีขึ้นแต่สำหรับไตรมาส ๒ ยอมรับว่ายังมีความกังวลอยู่บ้าง เพราะเป็นช่วงที่มีเทศกาลวันหยุดยาว อย่างไรก็ดี หากภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวและการเมืองมีความชัดเจน ก็จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคและประชาชนมีความเชื่อมั่นตามมา พร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอยและลงทุนเรื่องบ้านหรือที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น ปัจจุบันราคาพืชผลทางการเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น เช่น ยางพารา ปาล์ม อ้อย กอปรกับเรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว และจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงไตรมาส ๒ และปี ๒๕๖๐
          สำหรับแนวโน้มการแข่งขันของตลาดรับสร้างบ้านในช่วงไตรมาส ๒ ที่คาดว่าจะยังคงแข่งขันราคากันรุนแรงนั้นไม่น่ากังวลมากนัก เพราะกลุ่มผู้บริโภคตัวจริงที่ต้องการใช้บริการศูนย์รับสร้างบ้าน ส่วนใหญ่จะมีการศึกษารายละเอียดและหาข้อมูลเปรียบเทียบมาเป็นอย่างดี ก่อนจะพูดคุยและตัดสินใจเลือกผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้สร้างบ้าน ฉะนั้นเรื่องการให้บริการก่อนและหลังการขาย คุณภาพวัสดุที่ต้องการ ดีไซน์แบบบ้าน ฝีมือและผลงานที่ผ่านมา ตลอดจนเสียงจากผู้ที่เคยใช้บริการมาแล้ว ทั้งหมดยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ผู้บริโภคตัวจริงเสียงจริงใช้ประกอบการพิจารณา หาใช่เฉพาะราคาต่ำเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นแนะนำว่าผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่เป็นตัวจริงเช่นกัน ก็ควรเน้นวางกลยุทธ์แข่งขันให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เพราะหากเลือกที่จะใช้ราคาต่ำแข่งขันไปตลอด สุดท้ายจะไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ก้าวทันเทคโนโลยี และตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างพึงพอใจ


นสพ.โคราชคนอีสาน  ปีที่ ๔๒ ฉบับที่ ๒๔๒๘ วันศุกร์ที่ ๒๑ - วันอังคารที่ ๒๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐


336 5595