18thNovember

18thNovember

18thNovember

 

April 23,2018

ภาพรวมตลาดบ้านสร้างเอง ไตรมาสแรก’๖๑ ยังเติบโต การแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง

          สถานการณ์รับสร้างบ้านไตรมาสแรก และแนวโน้มครึ่งปีแรก ๒๕๖๑ เติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งตลาดไตรมาสแรกประมาณ ๓.๘-๓.๙ พันล้านบาท ในขณะที่ภาพรวมการแข่งขันพบว่า แข่งขันกันรุนแรง ทั้งในแง่การสร้างความน่าเชื่อถือ และทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งขันด้วยกันเอง รวมทั้งการแข่งขันตัดราคาของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหม่ๆ ซึ่งสวนทางกับต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ 

          สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) ประเมินความต้องการสร้างบ้านของผู้บริโภคและประชาชนทั่วประเทศ ประเภท “บ้านเดี่ยวสร้างเอง” ในช่วง ๓ เดือนแรกขยายและเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยคาดว่ามูลค่าตลาดรวม “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ประมาณ ๑.๓-๑.๕ แสนล้านบาท สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจรับสร้างบ้าน (ไม่ใช่ผู้รับเหมาทั่วไป) ประเมินว่ามีแชร์ส่วนแบ่งตลาด ๑.๔-๑.๕ หมื่นล้านบาท โดยประเมินว่าธุรกิจรับสร้างบ้านมีส่วนแบ่งตลาดไตรมาสแรกประมาณ ๓.๘-๓.๙ พันล้านบาท ในขณะที่ภาพรวมการแข่งขันพบว่า ยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง ทั้งในแง่การสร้างความน่าเชื่อถือ และทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งขันด้วยกันเอง รวมทั้งการแข่งขันตัดราคาของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหม่ๆ ซึ่งสวนทางกับต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ 
          สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวอาจจะยังไม่แสดงให้เห็นผลกระทบชัดเจนมากนักในช่วงครึ่งปีแรก หากแต่จะปรากฏผลในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อผู้ประกอบการเริ่มก่อสร้างและใกล้ส่งมอบงาน ซึ่งคงจะต้องเฝ้าจับตาและประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริงอีกครั้งในครึ่งปีหลัง
ทิศทางตลาดและปัจจัยบวก-ลบ
          แม้ทิศทางตลาดรับสร้างบ้านจะปรับตัวดีขึ้นในระยะ ๓-๖ เดือนที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการที่แข่งขันอยู่ในธุรกิจรับสร้างบ้านก็ไม่ควรประมาท ต่อแนวโน้มต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในระยะ ๓ เดือนที่ผ่านมา  บรรดาผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง หลายรายต่างทยอยขอปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ผลิตวัสดุโครงสร้างและซีเมนต์ราคาปรับขึ้นเฉลี่ย ๓-๕% และกลุ่มวัสดุตกแต่งราคาปรับขึ้น ๑๐-๒๐% ฯลฯ ฉะนั้นหากผู้ประกอบการรายใดมียอดขายหรือออเดอร์สะสมค้างอยู่จำนวนมาก อาจมีความเสี่ยงสูงหรือกลายเป็น “ทุกขลาภ” เมื่อต้องขายบ้านราคาเดิมแต่กลับเผชิญกับต้นทุนใหม่ ที่ราคาปรับตัวขึ้นนำหน้าไปก่อนแล้ว 
 ทั้งนี้ จากการสุ่มสำรวจตัวอย่าง สมาคมฯ พบว่า ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านส่วนใหญ่ ยังคงยืนราคาขายเดิมหรือไม่มีการปรับราคาในระยะ ๓ เดือนที่ผ่านมา ซึ่งบ่งบอกให้เห็นถึงปัญหาและความเสี่ยงการบริหารต้นทุนในอนาคต หากว่าผู้ประกอบการรายใดไม่มีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่แห่ปรับขึ้นราคากันทั่วหน้า นอกจากนี้ ค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น อันมีผลมาจากปัญหาขาดแคลนแรงงานก็ยังเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังต้องเผชิญและแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย สถานการณ์ดังกล่าวจึงบีบให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาบ้านตามกัน         
การปรับตัวและแนวโน้มตลาดครึ่งปีแรก
           สมาคมฯ ประเมินว่า ผู้ประกอบการคงไม่อาจหลีกเลี่ยงต้นทุนค่าก่อสร้างใหม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งปรับตัวหรือหาทางออก เพื่อมิให้ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเฉพาะการหาทางลดต้นทุนค่าบริหารจัดการและค่าการตลาดลง อาจนำเทคโนโลยีก่อสร้างและเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่มาใช้งานมากขึ้น ใช้การตลาดออนไลน์เพื่อจะสื่อสารและเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ฯลฯ ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการจัดการแบบเดิมๆ ตลอดจนการขยายพื้นที่ตลาดหรือรับสร้างบ้านต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพและผู้บริโภคมีความต้องการใช้บริการผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน ก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยง ลดการแข่งขันในพื้นที่ตลาดที่มีการแข่งขันสูง 
สมาคมฯ ชี้แนะ
           นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านและการแข่งขันในช่วงไตรมาสแรกบรรยากาศโดยรวมน่าพอใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมการตลาดที่บรรดาผู้ประกอบการแข่งขันกันจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในช่วงนี้ ทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออฟไลน์และออนไลน์ การจัดอีเวนต์งานบ้านและวัสดุในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือแบบบ้านเทรนด์ใหม่ๆ สู่ตลาด ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชั้นนำหลายรายที่ประกาศตัวเลขออกมาค่อนข้างสวยหรู 
 “สมาคมฯ คาดว่า ตลาดรับสร้างบ้านไตรมาส ๒ มีทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เชื่อว่าความต้องการสร้างบ้านและกำลังซื้อยังดีต่อเนื่อง หากแต่ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเอง เพื่อยกระดับและหนีมุมมองธุรกิจรับสร้างบ้านของผู้บริโภคที่ว่า “ยุ่ง ช้า ห่วย” ซึ่งประกอบด้วย ๑.การให้บริการมีขั้นตอนยุ่งยาก ๒.การก่อสร้างบ้านใช้ระยะเวลานาน และ ๓.บ้านที่สร้างไม่มีคุณภาพที่แน่นอน ประเด็นที่กล่าวมาผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่อยู่ในธุรกิจนี้ ควรหาทางและร่วมมือกันปฏิวัติวงการรับสร้างบ้าน ก่อนที่ผู้บริโภคจะหนีไปใช้ตัวเลือกอื่นแทน เช่น บ้านจัดสรร คอนโดฯ และผู้รับเหมา ฯลฯ” นายสิทธิพร กล่าว          

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๒๔๙๘ วันเสาร์ที่  ๒๑  -  วันพุธที่  ๒๕  เดือนเมษายน  พุทธศักราช  ๒๕๖๑


358 5677