16thNovember

16thNovember

16thNovember

 

October 27,2018

เสนอแผนแม่บทท่าเรือบก โคราชลุ้นตัวโก่ง ๗ พ.ย.นี้ ใช้งบ ๗ พันล. ๑.๘ พันไร่

        ประชุมลุ้นหารือท่าเรือบก หลังสนข.พบ ๔ จังหวัดเหมาะสม อีสาน โคราช-ขอนแก่น วัดคะแนนสุดสูสี๗ พ.ย.นี้ เสนอผลงานการศึกษาครั้งสุดท้าย ก่อนฟันธงเลือกจังหวัดที่เหมาะสม คาดโคราชใช้งบประมาณ ๗,๐๐๐ ล้าน บนพื้นที่ ๑,๘๐๐ ไร่ ออกแบบก่อสร้าง ๓ ปี เปิดบริการปี ๒๕๖๘ 

        ตามที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งที่ประชุมมีมติรับทราบผลการศึกษา ประกอบด้วย ร่างแผนแม่บทพัฒนาท่าเรือบก ที่กำหนดยุทธศาสตร์ว่า ท่าเรือบกจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ระบบรางของภูมิภาคได้ และการคัดเลือกพื้นที่เบื้องต้นในระดับจังหวัด ที่พิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม นโยบายที่เกี่ยวข้องและข้อตกลงระหว่างประเทศ ปริมาณการขนส่งสินค้าจากต้นทางไปปลายทางคือท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และศักยภาพของจังหวัดที่อยู่บนโครงข่ายการขนส่งทางรถไฟเป็นหลัก เพราะท่าเรือบกต้องใช้การขนส่งมากกว่า ๑ รูปแบบ โดยพบว่ามี ๔ จังหวัดที่มีความเหมาะสม ได้แก่ ๑. บริเวณบ้านเขาทอง ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ๒.พื้นที่บริเวณบ้านโนนพยอม ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ๓.พื้นที่บริเวณตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และ ๔.พื้นบริเวณบ้านดอนอ้ายแขม ตำบลดอนทราย อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยที่ผ่านมา สนข.ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา การรถไฟแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ประชุมกลุ่มเป้าหมาย (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องแล้ว 

สำหรับความคืบหน้านั้น สนข.และคณะจะมีการลงพื้นที่ทั้ง ๔ จังหวัด เพื่อไปดูตำแหน่งที่ตั้งสำหรับพัฒนาเป็นท่าเรือบก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ท่าเรือบกเกิดขึ้นได้จริงและเพิ่มขีดความสามารถได้ต้องดำเนินควบคู่ไปกับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ที่ต้องสร้างเสร็จพร้อมกันไม่ล่าช้ากว่าแผน เพราะท่าเรือบกจำเป็นต้องใช้ขนส่งทางรถไฟ และส่งเสริมประสิทธิภาพการให้บริการ ส่วนรูปแบบการบริหารจัดการนั้น หน่วยงานของภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ควรเป็นผู้เสนอ รวมทั้งรูปแบบการลงทุนด้วย รวมทั้งในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ จะจัดประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน เพื่อนำเสนอผลการศึกษา การคัดเลือกพื้นที่ ตำแหน่งที่ตั้ง แนวทางการพัฒนา ระยะการดำเนินงาน และรูปแบบการลงทุน จากนั้นจะสรุปและนำมาประกอบผลการศึกษาให้สมบูรณ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม รวมทั้งเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) พิจารณาต่อไปนั้น

        ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมานั้น นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มที่ และมีการจัดเวทีให้ความรู้เรื่องท่าเรือบกแก่หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๓๐ น. ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทร โณทัย เป็นประธานเปิดการประชุมหารือการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.นิรันดร์ ดุจจานุทัศน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) และนายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งนี้ ได้เชิญดร.สมพงษ์ ปักษาสวรรค์ ที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เป็นวิทยากรนำเสนองานศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบก เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ก่อนที่ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ จะมีการสัมมนาเสนอผลงานการศึกษาครั้งที่ ๒ (ครั้งสุดท้าย) เพื่อนำข้อมูลและแนวทางมาประกอบการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาท่าเรือบกต่อไป หลังจากนั้นจะนำผลการประชุมมาพิจารณาคัดเลือกจังหวัดที่เหมาะกับการพัฒนาท่าเรือบก ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพมหานคร คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ 

        ดร.สมพงษ์ ปักษาสวรรค์ ที่ปรึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา Dry Port ให้สามารถเป็นกลไกตอบสนองการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของไทย รวมไปถึงสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านผ่านประตูการค้าหลัก (ท่าเรือแหลมฉบัง) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมกำหนดแนวทางการพัฒนาและพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็น Dry Port ปัจจุบันมีการศึกษาพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นท่าเรือบกอยู่ ๕ จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ที่บริเวณบ้านเขาทอง ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี, ขอนแก่น บริเวณบ้านโนนพยอม ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง, ฉะเชิงเทรา บริเวณตำบลดอนทราย และตำบลหนองตีนนก อำเภอบ้านโพธิ์, เชียงราย ที่บริเวณศูนย์ถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้า ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ และนครราชสีมา บริเวณตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน จากนั้นจะจัดทำรายละเอียด หาพื้นที่ แนวทางดำเนินการ และรูปแบบบริหารจัดการ ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรืออาจจะดำเนินการโดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) หรือการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) ก็ได้ ส่วนจะให้ชี้วัดว่า โคราชกับขอนแก่น ใครดีกว่ากันคงตอบไม่ได้ เพราะแต่ละจังหวัดก็มีข้อดีต่างกัน จากนี้คงอยู่ที่แต่ละจังหวัดแล้วจะเดินทางไปในรูปแบบไหน คงต้องอยู่ที่การตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมด้วย

        นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า มีการศึกษาวิจัยชัดเจนแล้วว่า พื้นที่สองจังหวัดขอนแก่นและนครราชสีมา มีองค์ประกอบในการที่จะจัดตั้งท่าเรือบก และจะต้องนำเสนอโครงการตามกระบวนการต่อกระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะหาแนวร่วมทั้ง ภาครัฐ เอกชน การรถไฟ การท่าเรือ ผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมกันเขียนแผนโครงการ และจะต้องเสนอแผนเข้าไปให้เร็วที่สุด จังหวัดนครราชสีมามีความพร้อมในเรื่องของสินค้าจากการศึกษาวิจัย สินค้าของเราอยู่ในระดับกลาง มีปริมาณสองแสนตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี เราก็จะร่วมกันศึกษาดำเนินการในรายละเอียดต่างๆ อีกทั้งในเรื่องของรถไฟรางคู่ เฟตแรกน่าจะเสร็จในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนจังหวัดอื่นๆ เพราะฉะนั้นเราน่ามีในด้านของการเตรียมความพร้อม การหาผู้มีส่วนร่วมในด้านของการลงทุน วางระบบบริหารให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ชัดเจนจะได้เสนอทางรัฐบาลต่อไปในอนาคต

        ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี) มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่ทางจังหวัดและภาครัฐต้องมีตัวเลขในใจก่อน ว่าจะแบ่งการลงทุนกันแบบไหน แล้วเอาข้อมูลเชิงลึกไปหารือกันในกรณีที่สามารถทำได้ ส่วนเรื่องระบบขนส่งทางราง โคราชกำลังดำเนินการทำแบบและเริ่มก่อสร้างไปบางส่วนแล้วนั้น จังหวัดนครราชสีมาจะมีระบบรางที่เสร็จก่อนจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานแน่นอน ตรงนี้จะเป็นข้อได้เปรียบของโคราชแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นระบบรางแบบดีเซลหรือไฟฟ้า ทางการรถไฟก็ต้องลงมาช่วยทางจังหวัดด้วย ด้านเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมโคราชเรามีความชัดเจนมากทั้งแบบภาคเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตจะต้องมีการขยายตัวอย่างแน่นอน อย่างไรอยากจะฝากเรื่องเหล่านี้ไปทำเป็นการบ้านเพื่อที่จะได้นำเสนอข้อมูลต่อไป

        นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาห กรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องไปหาผู้ร่วมทุนสายเรือที่จะเข้ามา โคราชมีความเหมาะสมที่จะตั้งเป็นท่าเรือบก ขณะนี้มีสายเรือที่สนใจจะเข้ามาร่วมลงทุนพอสมควร อย่างไรก็ตามวันที่ ๗ พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพฯ เราก็จะนำเสนอว่า โคราชมีความพร้อมอย่างไร เราต้องไปกำหนดเอาเองว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ร่างของโครงการมีความเป็นไปได้ให้เร็วที่สุด เพราะการจะเกิดท่าเรือบกขึ้นสองจุดมีความเป็นไปได้ยากกับการลงทุน ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมจะต้องไปหาผู้ร่วมทุน โคราชคิดว่าเกิดขึ้นแน่นอน ช่วงแรกเราอาจจะขอเช่า ๔๐๐ ไร่ก่อน ส่วนอื่นรัฐบาลต้องช่วยด้วย เช่น อาคาร สถานที่ ถนนทางเข้าของโครงการ รางรถไฟ ส่วนภาคเอกชนอาจจะลงทุนส่วนอื่นๆ หากทำได้ก็จะทำให้การพิจารณาเกิดขึ้นได้จริง แต่วันนี้ไม่มีใครทราบว่า รัฐบาลจะยอมให้การลงทุนขนาดไหน ซึ่งต้องมีการตกลงกัน เมื่อตกลงแล้วเราก็จะหาผู้ร่วมลงทุนได้ ในแง่ของเอกชนต้องคิดถึงว่ามีกำไรจากการลงทุนด้วย ทุกอย่างจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของภาคอีสาน โยงไปถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย นอกจากนั้นไอซีทีรวมถึงนักลงทุน และโรงงานต่างๆ ก็จะเข้ามาในพื้นที่ได้ง่าย รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีได้ในภายหลัง ซึ่งก็มีรายละเอียดในการพิจารณากันต่อไป

        ทั้งนี้ จากการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบกจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นศูนย์ท่าเรือบกขนาดกลาง มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ ๒๐๐,๐๐๐ ตู้ต่อปีขึ้นไป บนเนื้อที่ ๑,๘๐๐ ไร่ โดยมีค่าดำเนินการดังนี้ ค่าชดเชยที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง ๓,๑๔๐ ล้านบาท, ค่าปรับสภาพดิน ๗๔๐ ล้านบาท, ค่าออกแบบรายละเอียด ๗๐ ล้านบาท, ค่าก่อสร้าง ๒,๑๖๐ ล้านบาท, ค่าอุปกรณ์ ๘๐๐ ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายตามมาตรการสิ่งแวดล้อม ๒๐ ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้าง ๗๐ ล้านบาท รวม ๗,๐๐๐ ล้านบาท (ต้นทุนราคาปี ๒๕๖๑) ค่าดำเนินการและบำรุงรักษา ต่อปี ๖๒ ล้านบาท โดยมีเวลาออกแบบก่อสร้างและติดตั้งระบบ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕-๒๕๖๗ ก่อนจะเปิดใช้ได้จริงปี ๒๕๖๘

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๓ วันศุกร์ที่ ๒๖ - วันพุธที่ ๓๑ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ 


102 433