16thNovember

16thNovember

16thNovember

 

November 01,2018

‘ทางลอดประโดก’ฉลุย ปี’๖๔ ลงมือขุดแน่ บ่น‘กลัวตายก่อนได้ใช้’

         ทางหลวง “ประชุมรายงานผล EIA ทางลอดแยกประโดก” คาดใช้เวลาอีก ๑ ปีในการสรุป ส่งผลให้ขออนมุติไม่ทันงบประมาณปี ๒๕๖๓ แต่ยืนยันปี’๖๔ ลงมือก่อสร้างแน่นอน ด้านประชาชนตัดพ้อใช้เวลาสร้างตั้ง ๙๐๐ วัน กว่าจะเสร็จไม่ตายก่อนได้ใช้หรือ?

         สืบเนื่องจากกรมทางหลวงได้จัดทำแผนพัฒนาทางหลวงระยะ ๑๐ ปี (พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๙) โดยกำหนดตามทิศทาง ของการพัฒนาระบบคมนาคมและขนส่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาทางหลวงและอำนวยความปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ รวมถึงงานก่อสร้างทางแยกต่างระดับและได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สำหรับทางแยกจุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) กับถนนเทศบาลหรือถนนช้างเผือก (แยกประโดก) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีปัญหาการจราจรคับคั่ง และมีชุมชนหนาแน่น ในปัจจุบันได้จัดการจราจรด้วยไฟสัญญาณจราจร ซึ่งไม่สามารถรองรับปริมาณการเดินทางได้อย่างเพียงพอ ส่งผลกระทบต่อกระแสการจราจรบนเส้นทางหลัก (บนถนนมิตรภาพ) และสายรอง (ถนนเทศบาลหรือถนนช้างเผือก) ทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทางและติดขัด กรมทางหลวงจึงดำเนินการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทางแยกแห่งนี้ โดยกำหนดให้มีการปรับปรุงทางแยกแห่งนี้ให้เป็นทางแยกต่างระดับเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร โดยในปี พ.ศ.๒๕๕๗ ได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียดทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ กับถนนเทศบาล (แยกประโดก) ตามแผนพัฒนาดังกล่าว โดยการดำเนินการประกอบด้วย การสำรวจและวิเคราะห์ทางวิศวกรรมอย่างละเอียดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งในระดับจังหวัดและในพื้นที่ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น 

         ทั้งนี้ จากผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า มีแหล่งโบราณสถานในระยะ ๒ กิโลเมตร จากถนนของโครงการ ทำให้โครงการเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ และเพื่อให้การพัฒนาโครงการเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการน้อยที่สุด กรมทางหลวงจึงว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท เทสโก้ จำกัด และบริษัท ธารา ไลน์ จำกัด ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) กับถนนเทศบาลหรือถนนช้างเผือก (แยกประโดก) จังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน ในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงองค์กรเอกชน ผู้มีส่วนได้เสีย และประชาชนทั่วไปที่สนใจในโครงการ ได้มีส่วนร่วมรับทราบข้อมูลและแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ในระหว่างการดำเนินการศึกษาเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง กรมทางหลวงจึงกำหนดให้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียต่อการพัฒนาโครงการ รวมถึงองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่สนใจ ได้รับทราบข้อมูล และมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นพร้อมให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะเกิดจากการพัฒนาโครงการ ซึ่ง “โคราชคนอีสาน” เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น

         ล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. ที่โรงแรมวีวันโคราช กรมทางหลวงจัด การประชุมสรุปผลการศึกษา การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) กับถนนเทศบาลหรือถนนช้างเผือก (แยกประโดก) จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายสมิทธิ เรืองจันทร์ รองผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ ๑๐ ประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ จั่นเงิน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๑ ตัวแทนบริษัทที่ปรึกษา คือ บริษัท เทสโก้ จำกัด และบริษัท ธารา ไลน์ จำกัด และประชาชนเข้าร่วมกว่า ๘๐ คน ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เพื่อนำเสนอผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตลอดระยะเวลาการศึกษาตั้งแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๐ ถึง ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ ซึ่งการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ประชาชนต่างพึงพอใจกับโครงการ โดยหลังจากนี้ บริษัทที่ปรึกษาฯ จะส่งผลการสำรวจ EIA ให้กับกรมทางหลวง อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ ๑ ปี ในการอนุมัติงบ และเนื่องจากของบปี ๒๕๖๓ ไม่ทัน จึงต้องเลื่อนการก่อสร้างออกไปเป็นปี ๒๕๖๔ และใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง ๙๐๐ วัน

         นายพงษ์พันธ์ จั่นเงิน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๑ กล่าวว่า “ตามที่กรมทางหลวงได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียดทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ กับถนนเทศบาล (แยกประโดก) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรที่คับคั่ง โดยในปัจจุบันได้จัดการจราจรด้วยไฟสัญญาณจราจร ซึ่งไม่สามารถรองรับปริมาณการเดินทางได้เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อการจราจรบนเส้นทางหลักและสายรอง ก่อให้เกิดความล่าช้าในการเดินทางและติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งนี้ จากการศึกษาดังกล่าว พบแหล่งโบราณสถานตามกฎหมายฯ ซึ่งตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก่อนการพัฒนาโครงการ กรมทางหลวงจึงว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท เทสโก้ จำกัด และบริษัท ธารา ไลน์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๐ นั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดประชุมมาแล้ว ๒ ครั้ง คือ การประชุม เพื่อหารือแนวทางการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ และการประชุมเพื่อหารือมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๑ สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมสรุปผลการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสรุปผลการศึกษาของโครงการ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมที่เกี่ยวกับผลการศึกษา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างน้อยจากศูนย์กลางถนนข้างละ ๕๐๐ เมตร”

ใช้งบ ๓๙๙ ล. เริ่มปี’๖๔ 

         นายศักดิ์สิริ สรรพสิริโสภณ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า “โครงการฯ มีพื้นที่ศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา ครอบคลุม ๔ ตำบล ต.ในเมือง ต.หมื่นไวย ต.บ้านเกาะ และ ต.หนองกระทุ่ม ซึ่งประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนจะได้รับประโยชน์จากโครงการ เนื่องจากจะสามารถรองรับปริมาณจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๒ ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณทางแยกที่จุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) และถนนช้างเผือก ตลอดทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง ส่วนงบประมาณและระยะเวลาการก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษาฯ จะเร่งส่งผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งกว่าจะผ่านการตรวจสอบอาจจะต้องใช้เวลา ๑ ปี ดังนั้น การอนุมัติงบก็ต้องเลื่อนออกไปเป็นปี ๒๕๖๔ และมีระยะเวลาก่อสร้าง ๙๐๐ วัน หรือประมาณ ๓ ปี ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้ก่อสร้างโครงการทางลอดแห่งนี้อยู่ ๓๙๙ ล้านบาท ไม่มีค่าเวนคืน”

ลักษณะทางลอด

         นางสาวจันทศิริ สวยนภา วิศวกรงานทาง กล่าวว่า “โครงการทางแยกต่างระดับบริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) กับถนนเทศบาลหรือถนนช้างเผือก (แยกประโดก ได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบรายละเอียด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๕๗ โดยสำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง มีรูปแบบ ๕ ทางเลือก ศึกษาเปรียบเทียบ ๓ ด้าน ด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม ทางเลือกที่ ๒ มีความเหมาะสมที่สุด มีรูปแบบทางลอด (Underpass) จำนวน ๖ ช่องจราจร ระยะทางรวมของโครงการ ๑,๗๕๐ เมตร ค่าก่อสร้าง ๓๙๙ ล้านบาท ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) การประชุมการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน ๕ ครั้ง ซึ่งมีองค์ประกอบภายในทางลอด (Underpass) ดังนี้ ๑.ความกว้างช่องทางขนานจำนวน ๖ ช่องจราจร (ไป-กลับข้างละ ๓ ช่องจราจร) ๒.ความกว้างช่องจราจรจรละ ๓.๕๐ เมตร ๓.รูปแบบเกาะกลางกั้นด้วยแท่งปูน (Median Barrier) ๔.ความสูงช่องลอด ๕.๕๐ เมตร โดยจุดเริ่มต้นโครงการจะอยู่ที่ กม.๑๔๙+๔๕๐ ประมาณโคราชชัยยางยนต์ มีจุดเริ่มต้นทางลอด กม.๑๔๙+๗๕๐ บริเวณหน้าแม็คโคร โดยสิ้นสุดทางลอดที่ กม.๑๕๐+๘๒๕ ถนนมิตรภาพ บริเวณคลังสินค้าพันธุ์เกษตร และสิ้นสุดโครงการที่ กม.๑๕๑+๒๐๐ บริเวณหน้าโคราชอินเตอร์มาร์ท การสำรวจปริมาณจราจรเข้าสู่ทางแยกประโดกพบว่า มีรถที่มุ่งเข้าแยกประโดกรวมแล้วประมาณ ๙๑.๒๕๗ คันต่อชั่วโมง ถือว่ายังไม่เป็นการจราจรติดขัดขนาดใหญ่ ซึ่งหากมีการก่อสร้างในอนาคต บริเวณนี้ยังคงรองรับปริมาณรถเพิ่มได้อีกพอสมควร”

         นอกจากนี้ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของทางลอด จะใช้สถาปัตยกรรมของปราสาทหินพิมายเป็นเอกลักษณ์ และวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่โคราช นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับงานออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของโครงการฯ ซึ่งป้ายโครงการและซุ้มเข้าทางลอด ได้แนวคิดมาจากลวดลายบริเวณซุ้มทางเข้าของปราสาทหินพอมาย แลนำวิถีชีวิตชุมชนบ้านประโดกมาใช้เป็นซุ้มประตูทางลอด โดยผนังภายในทางลอด จะใช้ศิลาแลงเพื่อความกลมกลืนและคล้ายคลึงกับวัสดุที่ใช้สร้างปราสาทหินพิมาย และหลังคาทางลอดจะออกแบบให้เสมือนเดินอยู่ท่ามกลางสวนในปราสาท ลอดคล้องกับการออกแบบซุ้มทางเข้าทางลอดและผนังภายในทางลอด โดยเลือกปลูกพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น และสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

         จากนั้น นายเบญจพล อินทรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม นำเสนอข้อมูลว่า “ในการก่อสร้างโครงการนี้จะมีผลกระทบหลายด้านด้วยกัน ดังนี้ ๑.ผลกระทบต่อทรัพยากรดิน จะมีสารละลายโพลิเมอร์ปนเปื้อนกับดินในบริเวณปากหลุมเจาะ ในระหว่างการขนย้ายจะเกิดการสูญเสียดิน การชะล้างดินในพื้นที่เก็บกองลงสู่พื้นที่ข้างเคียง ชั้นดินเกิดการเปลี่ยนแปลงเสถียรภาพ และพังทลาย ซึ่งผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ดินที่ปนเปื้อนให้ฝังกลบไว้ใต้โครงสร้างพื้นทางลอด ปิดคลุมกระบะที่ใช้บรรทุกดินให้มิดชิด ขนส่งดินไปยังพื้นที่เก็บกองดินของกรมทางหลวงบริเวณ ทล.๒๐๕ กม.๒๐๙+๕๐๐ ระยะห่างประมาณ ๒๑ กม. ที่เก็บกองต้องทำคันดินล้อมรอบความสูง ๔ เมตร ความลาดชัน ๒:๑ และบดอัดทันทีก่อนขุดเปิดชั้นดิน ให้ก่อสร้างโครงสร้าง Diaphragm wall เพื่อทำผนังด้านข้าง และติดตั้งอุปกรณ์ค้ำยันชั่วคราว ๒.ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำผิวดิน ในการก่อสร้างท่อใหม่ หากจัดการไม่ดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว และทิศทางการไหลของน้ำ ผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง คุณภาพน้ำผิวดิน ดินหรือเศษวัสดุก่อสร้างอาจตกหล่นลงสู่แหล่งน้ำแต่คลองชลประทานมีลักษณะเป็นน้ำเน่าเสียในปัจจุบัน ผลกระทบอยู่ในระดับต่ำ น้ำทิ้งจากสำนักงานฯ และที่พักคนงานหากจัดการที่ไม่ดี ก่อให้เกิดการปนเปื้อน คุณภาพน้ำผิวดิน ผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ก่อสร้างท่อลอดเหลี่ยมใหม่ให้แล้วเสร็จก่อนดำเนินการรื้อย้ายท่อเดิม จัดให้มีถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปขนาด ๖ ลบ.ม. จำนวน ๘ ถัง ที่บ้านพักคนงาน และอาคารสำนักงาน จัดให้มีถังดักไขมัน จากห้องครัว และโรงซ่อมบำรุงขนาด ๐.๘ ลบ.ม. จำนวน ๔ ถัง เทพื้นคอนกรีตในบริเวณอาคารซ่อมบำรุง ยกขอบและมีรางรับน้ำรวบรวมน้ำ ปนเปื้อนน้ำมันไปยังบ่อดักไขมัน”

         ๓.ผลกระทบต่อเสียง การก่อสร้างโครงการก่อให้เกิดเสียงเกินมาตรฐานต่อพื้นที่อ่อนไหว ๘ แห่ง คือ หมู่ที่ ๓ บ้านโนนตาสุก หมู่ที่ ๖ บ้านโคกไผ่ หมู่ที่ ๘ บ้านโคกผงาด โรงเรียนเกียรติคุณวิทยา ชุมชนช้างเผือก ชุมชนสนามกีฬากลางพัฒนา ชุมชนหลวงจิตร ชุมชน ๓๐ กันยาพัฒนา กิจกรรมการก่อสร้างโครงการก่อให้เกิดเสียงดังมากที่สุดเท่ากับ ๘๑.๕ เดซิเบล เอ ซึ่งผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ติดตั้งแผงกั้นคอนกรีตและเมทัลชีทสูง ๓.๕ เมตร ตลอดแนวพื้นที่ก่อสร้างของโครงการ หลีกเลี่ยงการทำงานของเครื่องจักรที่มีเสียงดังมากๆ พร้อมกัน เจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน ๗๐ dB (A) ต้องสวมใส่เครื่องป้องกันเสียง หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสียงดังได้ต้องมีการแจ้งประชาชนทราบก่อนการเริ่มงานไม่น้อยกว่า ๗ วัน

         ๔.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบด้านมลพิษทางอากาศ เสียง สั่นสะเทือน การจราจร การเดินทางเข้า-ออก ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ การก่อสร้างปิดทางเข้าออกทำให้ลูกค้ามาใช้บริการน้อยลง ผลกระทบเป็นระยะเวลายาวนาน ๙๐๐ วัน ซึ่งผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ปฏิบัติตาม                        มาตรการฯ ด้านคุณภาพอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน และการคมนาคม โดยเคร่งครัด ระหว่างการก่อสร้างไม่ให้ดำเนินการกีดขวาง และปิดทางเข้าออก จัดการจราจรมีจำนวนช่องจราจร เท่ากับในปัจจุบัน ประชา สัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลก่อนเข้าดำเนินการก่อ สร้าง ไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน จัดตั้งจุดรับเรื่องร้องเรียนผลกระทบที่เกิดจากการก่อสร้าง

         ๕.ผลกระทบต่อการคมนาคมขนส่งหรือผู้ใช้ทาง การจราจรในระยะก่อสร้างจะเกิดความไม่สะดวกสบาย หรือปัญหาจราจรติดขัดเมื่อสัญจรผ่านพื้นที่ก่อสร้าง การเบี่ยง และลดขนาดช่องจราจร ให้พาหนะเกิดการชะลอตัว การตั้งวางเครื่องจักรกลขนาดใหญ่และการกองวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ก่อสร้าง กีดขวางการสัญจร ผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ก่อนดำเนินการอย่างน้อย ๓๐ วัน จัดจราจรให้มีขนาดช่องจราจรเท่ากับปัจจุบันให้มากที่สุด ติดตั้งป้ายและไฟสัญญาณ ให้เห็นพื้นที่ก่อสร้างอย่างเด่นชัดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

         ๖.ผลกระทบต่ออุบัติเหตุและความปลอดภัย ในการจัดจราจรอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ หากไม่ชำนาญเส้นทาง หรือในช่วงเวลากลางคืนมองเห็นไม่ชัดเจน โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ จากเศษดิน วัสดุก่อสร้าง ที่อาจร่วงหล่นบนพื้นผิวจราจร ผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์การจัดจราจรบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการ ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างช่วงทางลอดอย่างน้อย ๓๐ วัน ติดตั้งป้าย และไฟเตือนตามมาตรฐาน กรมทางหลวงจัดให้มีไฟฟ้าแสงสว่างที่เพียงพอในการใช้ทาง อบรมพนักงานขับรถส่งวัสดุก่อสร้างให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากพบว่าผิวจราจรชำรุดเสียหายต้องรีบดำเนินการซ่อมแซม

         ๗.ผลกระทบต่อสาธารณูปโภค ในการก่อสร้างจะมีสาธารณูปโภคที่ต้องรื้อย้าย คือ เสาไฟฟ้าแสงสว่าง จำนวน ๑๒๐ ต้น เสาไฟสัญญาณจราจร จำนวน ๖ ต้น ป้ายสัญญาณไฟจราจร จำนวน ๑๑ แห่ง แนวท่อประปาใต้ทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) สายไฟฟ้าใต้ทางหลวงหมายเลข ๒ (มิตรภาพ) การรื้อถอนหรือโยกย้ายระบบสาธารณูปโภค ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมีผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไข คือ ประสานหน่วยงานสาธารณูปโภคประกอบด้วย สำนักการประปา เทศบาลนครฯ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครราชสีมา การแจ้งประชาชนในพื้นที่ให้บริการได้รับทราบก่อนการรื้อย้าย การต่อเชื่อมระบบสาธารณูปโภค ให้แจ้งต่อประชาชนทราบ และเชื่อมต่อให้แล้วเสร็จในเวลาไม่เกิน ๑๒ ชั่วโมง การเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภคควรดำเนินระหว่างช่วงเวลา ๐๐.๐๐-๐๔.๐๐ น.

         นอกจากนี้ หากขุดพบสิ่งต้องสงสัยว่าจะเป็นโบราณวัตถุให้หยุด การก่อสร้างเป็นการชั่วคราว แล้วรีบแจ้งต่อสำนักงานศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เพื่อดำเนินการตรวจสอบ

สร้างนานเกินกลัวไม่ได้ใช้

         จากนั้น มีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น เริ่มจากนายมานะ เสนากลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๖ บ้านโคกไผ่ กล่าวว่า “ต้องการให้กรมทางหลวงทำทางกลับรถเข้าถนนสุระ ๒ ก่อนถึงแยกประโดก จะได้ลดปัญหารถที่วิ่งมาเจอกัน และฝากไว้ว่า ถ้าจะสร้างปี ๒๕๖๔ จริง ขอให้เร็วกกว่านี้ได้ไหม กว่าจะสร้างเสร็จก็ปี ๒๕๖๗ ผมอายุจะ ๖๐ แล้ว เกรงว่าผมจะไม่ได้อยู่ทันใช้ทางลอดนี้”

         นายนะโม สุขปราณี นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า “ขอชื่อชมว่าโครงการนี้ดีมาก และการนำเสนอก็ดีเช่นกัน แต่มีหนึ่งเรื่องที่ผมสงสัย คือ ในขณะที่ทำการก่อสร้าง กลัววงเวียนที่ออกแบบมา ๔ ช่องจราจร แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วจะเหลือเพียง ๒-๓ ช่องจราจร จึงขอร้องให้ทำให้ได้อย่างที่กล่าวไว้ในที่ประชุมด้วย”

         นายวัชรินทร์ พัดเกาะ นายก อบต.หมื่นไวย กล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณบริษัทที่ปรึกษา ที่ศึกษาและแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่เป็นห่วงอยู่หนึ่งเรื่อง คือ หากในอนาคต ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น งบประมาณที่ตั้งไว้ ๓๙๙ ล้านบาท จะเพียงพอไหม แล้วจะต้องมาจัดประชุมกันใหม่อีกหรือไม่?”

         นายศักดิ์สิริ สรรพสิริโสภณ ผู้จัดการโครงการ ตอบว่า “จากที่เสนอแนะมา เรื่องการสร้างถนนตัดเข้าไปเส้นสุระ ๒ ต้องขอไปตรวจสอบก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากบริเวณนั้นมีเขตทางของ ๓ หน่วยงานด้วยกัน ส่วนเรื่องช่องจราจรในวงเวียนขณะก่อสร้างอยู่ ขอยืนยันว่า ทำ ๔ ช่องจราจรแน่นอน และเรื่องงบประมาณ ๓๙๙ ล้านบาท หากในอนาคตค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กรมทางหลวงจะต้องเป็นผู้หามาเพิ่มเองไม่ว่าจะน้อยหรือจะมากก็ตาม”

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑ - วันจันทร์ที่ ๕ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ 


77 325