16thNovember

16thNovember

16thNovember

 

November 09,2018

ปรับภูมิทัศน์ศาลหลักเมือง ทวงคืน๑๒ห้องผู้เช่า ดำริราชานุสาวรีย์พระนารายณ์

            คืบหน้า ‘วิเชียร’ จ่อทุบตึกรอบศาล หลักเมือง หวังปรับภูมิทัศน์ เชื่อมวัดพระนารายณ์ ทำที่จอดรถ สร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่เมืองโคราช เผยหมดสัญญาแล้ว ๘ ราย ๑๒ คูหา รอเจรจาทวงคืนพื้นที่ให้วัด ครอบครัว “ตั้งสุวรรณ” คืนอาคารแรกเป็นตัวอย่าง เตรียมจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

            สืบเนื่องจากนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จัดประชุมหารือเสนอแนะในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ศาลหลักเมืองจังหวัดนครราชสีมา ให้มีความสง่างามสมฐานะหัวเมืองใหญ่อันดับ ๑ ของภูมิภาค เมื่อปี ๒๕๕๙ โดยในที่ประชุมมีการหารือเรื่องจะปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลหลักเมืองจังหวัดนครราชสีมา เบื้องต้นจะมีการปรับปรุงพื้นที่ภายในศาลก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากยังไม่สามารถขยายพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ทั้งสองฝั่งมีประชาชนเช่าอยู่กับทางวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร ทั้งนี้การที่จะไปขอเวนคืนเอาพื้นที่มาทำเป็นพื้นที่ของศาลหลักเมือง จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา ฉะนั้น เบื้องต้นจะทำการปรับสภาพภูมิทัศน์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้ดีขึ้นก่อน คือจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น 

            ทั้งนี้ พระมหาเอกรินทร์ ธมฺมรํสี เจ้าคณะ ๖ วัดพระนารายณ์มหาราช มหาวรวิหาร เคยเปิดเผยกับ ‘โคราชคนอีสาน’ ว่า ช่วงแรกจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่บริเวณภายในศาลหลักเมืองก่อน ไม่ว่าจะเป็นบันไดทางขึ้นด้านหน้า รวมถึงประตูทางเข้าที่มีขนาดเล็ก เวลาจัดงานหรือทำพิธีกรรมต่างๆ ไม่มีความสะดวก นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ท่านมีความเห็นดีเห็นงามด้วย ในการที่จะขยายบันไดและขยายประตูทางเข้าให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประกอบพิธีกรรมในงานสำคัญต่างๆ ส่วนการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่รอบศาลหลักเมือง โดยมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้น คณะกรรมการศาลหลักเมือง และวัดพระนารายณ์ฯ ยังไม่มีการอนุมัติโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งโครงการ               ดังกล่าว เคยมีแนวคิดที่จะปรังปรุงอยู่ก่อนแล้ว เจ้าคณะชี้แจงว่า เมื่อก่อนเคยมีประชาชนเสนอให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ศาลหลักเมือง เพราะพื้นที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมนั้น มีลักษณะเล็กและแคบไม่สามารถรองรับประชาชนจำนวนมาก หากมีการขยายพื้นที่ออกให้กว้าง เหมือนศาลหลักเมืองของจังหวัดอื่นๆ จะเป็นการดี                    ในด้านการรองรับพี่น้องประชาชน ที่เข้ามาสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวโคราช แม้พื้นที่ก่อสร้างศาลหลักเมืองและอาคารร้านค้าที่อยู่บริเวณนั้นบางส่วนจะอยู่ในเขตพื้นที่วัดก็ตาม แต่การที่จะทำการรื้อถอนเพื่อทำการปรับปรุงนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากผู้เช่าที่วัดได้อาศัยเช่าที่และอยู่อาศัยมานานหลายปีแล้ว จะให้ทางวัดเข้าไปยึดคืนหรือขอพื้นที่คืนคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะญาติโยมต้องอาศัยพระ พระก็อาศัยโยม หากจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่วัดที่ประชาชนเช่าอยู่ จำเป็นต้องมีการพูดคุยกันก่อน โดยตามสัญญาเช่าที่ประชาชนทำไว้กับวัดพระนารายณ์นั้น จะสิ้นสุดในปี ๒๕๖๔ หลังจากนั้น วัดจะมีมาตรการหรือจะดำเนินการอย่างไร คงต้องรอให้ถึงวันนั้นก่อน เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้นวัดจึงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลในส่วนนี้ได้

‘ตั้งสุวรรณ’คืนพื้นที่

            โดยเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๑.๐๐ น. ที่ศาลหลักเมืองจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนคร ราชสีมา เป็นประธาน รับมอบสิทธิ์เช่าอาคารวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหารคืนจากนางวันเพ็ญ ตั้งสุวรรณ ญาติผู้เช่า เพื่อให้จังหวัดฯ ปรับภูมิทัศน์และขยายพื้นที่รอบข้างศาลหลักเมือง เชื่อมต่อพื้นที่วัดพระนารายณ์ฯ ทำเป็นที่จอดรถยนต์ สร้างเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของโคราช รวมทั้งให้ประชาชนสามารถเดินทางกราบไหว้สักการะศาลหลักเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีพระสีหราชสมาจารมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์ฯ พร้อมนายไมตรี สุชำนิวรการ กรรมการศาลหลักเมือง นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา และผู้แทนองค์กรในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ร่วมเป็นสักขีพยาน ภายในงานมีผู้เช่าส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้าน และพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ด้วย 

            นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการนครราชสีมา เปิดเผยว่า “จากแบบการปรับปรุงศาลหลักเมือง ที่เคยมีการออกแบบไว้ก่อนผมมารับตำแหน่ง คือจะมีการขยายบริเวณพื้นที่รอบข้างของศาลหลัก เมือง ซึ่งพื้นที่รอบข้างที่สร้างเป็นอาคาร เป็นพื้นที่ของวัดพระนารายณ์ฯ แต่ในช่วงที่ผ่านมามีประชาชนขอเช่าอยู่ จึงไม่สามารถทำการปรับปรุงศาลหลักเมืองได้ ถึงแม้บางรายจะหมดสัญญาเช่าแล้ว แต่ทางจังหวัดก็ยังเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากประชาชนหลายคนไม่เห็นด้วย โดยวันนี้นางวันเพ็ญ ตั้งสุวรรณ ครอบครัวของผู้เช่าอาคารรอบข้างศาลหลักเมือง ได้มาคืนสิทธิ์เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนรายอื่น นางวันเพ็ญมอบคืนจำนวน ๑ คูหา จากนั้นเราจะทำการทุบห้องแรกนี้ เพื่อขยายบริเวณศาลหลักเมืองให้เชื่อมต่อกับวัดพระนารายณ์ฯ ประชาชนที่ผ่านไปมาและมาไหว้ศาลหลักเมืองจะได้เดินเท้าไปที่วัดพระนารายณ์ฯ ได้ง่ายๆ จากการเริ่มทำตรงนี้ จะได้เป็นตัวอย่างให้กับผู้เช่ารายอื่นๆ ว่า เมื่อปรับปรุงแล้วรูปแบบหน้าตาจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ จากการบอกเล่าของนางวันเพ็ญพบว่า อาคารเริ่มจะผุพังแล้วบ้าง หากเช่าต่ออาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้”

ทวงคืนอีก ๑๒ คูหาที่หมดสัญญา

            “ปัจจุบันมีผู้เช่าที่หมดสัญญาจำนวน ๘ ราย ๑๒ คูหา โดยจะมีการทุบตั้งแต่หน้าประตูวัดที่ติดกับศาลหลักเมืองไปถึงประตูวัดอีกด้านของศาล หลักเมือง โดยจะค่อยๆ ทำเป็นช่วงๆ เนื่องจาก ยังมีประชาชนหลายคนไม่เห็นด้วย ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันให้เข้าใจด้วย หากเข้าใจแล้วก็จะดำเนินการต่อตามแผน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับคนโคราชทุกคน หลังจากวันนี้ ทางจังหวัดฯ จะเริ่มเชิญผู้เช่ามาคุยกัน อาจจะต้องใช้เวลาในการเจรจาสักพัก เนื่องจากผู้เช่ามีความผูกพันกับพื้นที่ตรงนี้ และบางรายก็ใช้เป็นพื้นที่ทำมาหากินด้วย ในการเช่าพื้นที่นั้นมีระยะเวลาประมาณ ๒๐-๓๐ ปีต่อครั้ง โดยการทุบครั้งแรกนั้น จังหวัดฯ จะต้องไปคุยกับคณะกรรมการศาลหลักเมือง และบริษัทผู้รับเหมาว่าจะต้องมีแผนอย่างไร ซึ่งช่วงนี้อาจต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ก็จะเร่งรีบให้เริ่มโดยเร็ว จะได้ไม่เสียน้ำใจครอบครัวคุณวันเพ็ญว่า มอบให้แล้วยังไม่ดำเนินการอะไรอีก อย่างไรก็ตาม จากแบบที่จะก่อสร้างก็คือ จะเปิดพื้นที่รอบศาลหลักเมืองให้เชื่อมต่อกับวัดพระนารายณ์ และทำเป็นที่จอดรถ มีสวนหย่อมรอบๆ ประชาชนที่มาไหว้ศาลหลักเมืองก็สามารถเดินไปที่วัดได้เลย นอกจากนี้ พื้นที่ตรงนี้ยังถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองโคราชได้ด้วย” นายวิเชียร กล่าว

            ทั้งนี้ ศาลหลักเมืองนครราชสีมา ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๐ คณะกรรมการพัฒนาศาลหลักเมืองมีแนวคิดขยายพื้นที่ละแวกศาลหลักเมืองฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตา โดยปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามตามพื้นที่ที่มี ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร ทั้งขยายบันไดทางขึ้น เพื่อลดความแออัดและทาสีเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีขาว เพื่อความสวยงาม โดยในประวัติศาสตร์ไม่มีกำหนดวันเริ่มก่อสร้างชัดเจน ประมาณพุทธศักราช ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตามแนวคิดการสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสาหลักเมืองในเขตคูเมือง ศาลหลักเมืองนี้เดิมเป็นเสาไม้เล็กๆ ๖ ต้น ชาวเมืองนครราชสีมานับถือกันอย่างมาก เชื่อหากเดินทางผ่านต้องกราบไหว้ ถ้าไม่ไหว้เกวียนจะติดหล่มเดินทางต่อไปไม่ได้ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ คราวศึกเจ้าอนุวงศ์ ก่อนจะถอยทัพจากเมือง เจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้รื้อกำแพงเมือง ๓ ด้าน ตัดต้นไม้ในเมือง เผาบ้านเรือนและเสาหลักเมืองทิ้งเสีย เชื่อว่าเสาหลักเมืองที่ปรากฏในเวลาต่อมา จึงน่าจะเป็นต้นใหม่สร้างขึ้นทดแทน มีบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงเคยเสด็จทอดพระเนตรศาลหลักเมือง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเปิดเส้นทางรถไฟสายนครราชสีมา กาลเวลาผ่านไปเสาหลักเมืองเริ่มชำรุดทรุดโทรม จึงมีการเสนอให้บูรณะศาลหลักเมืองครั้งใหญ่ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๔ โดยทำการเปลี่ยนเสาต้นใหม่ สร้างศาลาทรงประยุกต์ครอบตัวเสา และอัญเชิญศาลเจ้าอากงมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลเสาหลักเมือง และประดับผนังข้างเคียงด้วยประติมากรรมแบบนูนต่ำ บอกเล่าเรื่องราวเมืองโคราชในสมัยคุณหญิงโม หรือท่านท้าวสุรนารี ศาลหลักเมืองได้ปรับปรุงและเปิดในปี ๒๕๐๖ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จมาทำพิธีสังเวยในปี ๒๕๐๙

สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์

            ล่าสุดเมื่อเวลา ๐๙.๓๐ น. วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่ห้องประชุมหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ชั้น ๓ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา พระสีหราชสมาจารมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาวรวิหาร (วัดกลางนคร) และนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราช สีมา รวมทั้งผู้แทนส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือการจัดสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ ในวาระนำเสนอรายละเอียด รูปแบบการดำเนินการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและแนวทางปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ภายในวัดพระนารายณ์ฯ เพื่อถวายพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้สร้างวัดพระนารายณ์ฯ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๑๙๙ สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กระทั่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองโคราช

            นายวิเชียร จันทรโณทัย กล่าวว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนการเสนอค่าใช้จ่ายการดำเนินการจัดสร้างประติมากรรมพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีขนาดความสูง ๔ เมตร พร้อมแท่นวางประติมากรรมสูง ๓.๗ เมตร รวมทั้งแนวทางปรับปรุงตกแต่งภูมิทัศน์ ทางเดินเท้าพื้นที่ขนาด ๑,๒๐๐ ตร.ม. การติดตั้งระบบน้ำประปาและไฟฟ้าส่องสว่าง รวมทั้งการรื้อถอนอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น จำนวน ๑๐ คูหา บริเวณทางเข้าวัดฯ ด้านถนนประจักษ์ เพื่อเชื่อมต่อศาลหลักเมือง โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายพร้อมศึกษาผลกระทบจากการดำเนินงาน เพื่อให้การออกแบบและการจัดสร้างฯ มีความเหมาะสมที่สุด สอดรับกับแผนพัฒนาผังเมือง นำไปสู่การจัดทำหนังสือขออนุญาตกรมศิลปากรพิจารณาความเหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ได้พิจารณาจัดทำรูปหล่อและเหรียญให้เช่าบูชาเพื่อหารายได้สมทบทุนการจัดสร้างฯ รวมทั้งกำหนดปฏิทินดำเนินงานให้ทุกฝ่ายทราบภาระหน้าที่และประสานงานทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

หมดสัญญาเช่าต้องรีบคืนวัด

            ด้านพระสีหราชสมาจารมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยแนวทางการพัฒนาศาลหลักเมืองซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่วัดพระนารายณ์ว่า สืบเนื่องจากจากโยมผู้เช่าที่ดินของวัดได้คืนสิทธิ์การครอบครองที่หมดสัญญาในปี ๒๕๖๔ โดยมีความต้องการให้เกิดพื้นที่เพิ่มเติมบริเวณด้านทิศเหนือของศาลหลักเมือง คณะกรรมการวัดฯ ได้ปรึกษาหารือร่วมคณะกรรมการศาลหลักเมืองและนายวิเชียร จันทรโณทัย รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบทางด้านวิศวกรรมสภาพอาคาร ในการเตรียมรื้อถอนอาคาร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เดินทางมากราบไหว้ สักการะศาลหลักเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่วัดพระนารายณ์ฯ สามารถประกอบกิจกรรมระหว่างวัดและศาลหลักเมืองได้สะดวกคล่องตัวกว่าเดิมที่ต้องเดินอ้อมไปทางด้านหลัง

            “อาตมาขอแจ้งให้ผู้เช่าพื้นที่วัดฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์ หากรายใดครบกำหนดสัญญาเช่าตามกฎหมาย โปรดคืนพื้นที่ให้วัด โดยเฉพาะบริเวณถนนประจักษ์หรือด้านทิศตะวันตก เพื่อก่อสร้างกำแพงวัดฯ พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามรองรับการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้สมเกียรติและเป็นแลนด์มาร์คของโคราช นอกจากนี้ยังจัดสร้างพื้นที่บรรจุอัฐิธาตุของท้าวสุรนารี (ย่าโม) ตรงมุมทิศพายัพหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จากประวัติที่สืบค้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ ได้ย้ายอัฐิธาตุย่าโมออกจากวัดไปประดิษฐานที่ประตูชุมพลจนทุกวันนี้ กรรมการวัดฯ จึงขอคืนพื้นที่เพื่อบูรณะรักษาพื้นที่ประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้  เห็นความสำคัญของย่าโม วีรสตรีกู้ชาติ หากเปิดพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้ จะเห็นความงดงามของศาลหลักเมือง เจดีย์วัดฯ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมทั้งพื้นที่ประวัติศาสตร์ท้าวสุรนารี เชื่อว่าจะเกิดความแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งที่ผ่านมามีอาคารพาณิชย์บดบังทัศนียภาพ” พระสีหราชสมาจารมุนี กล่าว

ที่มา ‘วัดกลาง’

            ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์ฯ กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองติดกับศาล หลักเมือง สมัยโบราณเรียกว่า “วัดกลาง” หรือ “วัดกลางนครโคราช วรวิหาร” โดยถือเอาวัดพระนารายณ์ฯ เป็นศูนย์กลาง รายล้อมด้วยวัดอื่นๆ ตามที่ตั้งอยู่ทิศต่างๆ ตามชื่อทิศ เช่น วัดบูรพ์ (บูรพา) วัดอิสาน วัดพายัพ วัดบึง และวัดสระแก้ว รวม ๖ วัด ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองโคราช วัดกลางนคร จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ในสมัยก่อนมีพิธีที่ข้าราชการทุกแผนกจะต้องสาบานตนว่าจะต้องรับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พิธีนี้เรียกว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทางราชการได้ใช้วัดพระนารายณ์มหาราชฯ เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี รวมทั้งให้เป็นสถานที่ทำพิธีสวดเสกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติ ปัจจุบันวัดพระนารายณ์ฯ ยังมีศิลปะวัตถุพร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยาและปูชนียสถาน ประกอบด้วย พระอุโบสถที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด พระวิหารหลวงและเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณอันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัด

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๕ วันอังคารที่ ๖ - วันเสาร์ที่ ๑๐  เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ 

 

41 243