13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

November 10,2018

‘โคราช-ขอนแก่น’ ผุด‘ท่าเรือบก’พร้อมกัน เอกชนร่วมลงทุนหมื่นล้าน

        ๔ จังหวัดเหมาะสม ‘ฉะเชิงเทรา-โคราช-ขอนแก่น-นครสวรรค์’ สร้างท่าเรือบก ‘แปดริ้ว’ ขึ้นที่แรกปี ๖๓ สนข.ดึงเอกชนร่วมลงทุนหมื่นล้าน ‘วิเชียร’ โล่งอก พร้อมรับคำแนะนำ ลั่นอยากใช้บริการพร้อมรถไฟทางคู่เสร็จปี ๖๕ ไม่อยากรอนานถึงปี ๖๘ ด้านขอนแก่นบอก ‘พร้อมนานแล้ว’ การท่าเรือฯ แม่งานยิ้มสู้ สร้างกี่ที่ได้หมดถ้าเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

 

ผู้ว่าฯ โคราชนำทัพลุ้นประชุม 

        เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่โรงแรมพูลแมนคิงเพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนาครั้งที่ ๒ เพื่อนำเสนอผลการศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องงานศึกษาจัดทำแผนพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค พร้อมด้วย นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ หัวหน้ากลุ่มโลจิสติกส์การขนส่ง สำนักแผนงาน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นาย               สุรรัฐ เนียมกลาง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.หรือสภาพัฒน์) นายกฤษฎาพล มณีเนตร รองผู้อํานวยการฝ่ายด้านการตลาด รักษาการในตําแหน่งผู้อํานวยการ ฝ่ายบริการสินค้า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายสมชาย เหมทอง ผู้อํานวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด การท่าเรือแห่งประเทศไทย นายเกริกกล้า สนธิมาศ กรรมการบริหาร บริษัท เอเวอร์กรีน ชิปปิ้ง เอเยนซี่ (ไทยแลนด์) จํากัด สํานักงานสาขาในประเทศไทย และดร.สมพงษ์ ปักษาสวรรค์ ผู้จัดการโครงการ พร้อมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังในครั้งนี้กว่า ๒๐๐ คน

        ทั้งนี้ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำคณะ ประกอบด้วย ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาห กรรมจังหวัดนครราชสีมา นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราช สีมา นายไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์ กรรมการที่ปรึกษาด้านการสร้างเครือข่ายการพัฒนาเมือง ผู้แทนบริษัทโคราชพัฒนาเมือง และสื่อมวลชนจังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย ส่วนจังหวัดขอนแก่นนำโดยนายทรงศักดิ์ ทองไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเข้าร่วมรับฟัง

ลดความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง

        นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผยว่า จากที่ในปัจจุบัน ท่าเรือแหลมฉบังถือว่าเป็นประตูการค้าหลักของประเทศไทย โดยปี ๒๕๖๐ มีปริมาณคอนเทนเนอร์ผ่านเข้า–ออกท่าเรือ จำนวน ๗.๖๗ ล้านตู้ และรถยนต์ ๑.๒ ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนคิดเป็นร้อยละ ๘.๖๔ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ ๓ ที่จะเปิดประมูลในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ จะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ถึงปีละ ๑๘ ล้านตู้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการจราจรบริเวณโดยรอบท่าเรือ แม้ว่ามีสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD- Inland Contrainer Depot) ที่ลาดกระบังให้บริการอยู่แล้ว แต่ปริมาณคอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเต็มความจุ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาและกำหนดพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือบกให้ชัดเจน เพื่อลดความแออัดบริเวณรอบท่าเรือแหลมฉบัง โดยกระทรวงคมนาคมกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบังจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนร้อยละ ๕.๕ เพิ่มเป็นร้อยละ ๓๐ 

        สำหรับท่าเรือบกที่จะพัฒนานี้ ทำหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าเหมือนท่าเรือ ประกอบด้วย ๓ ชนิด ได้แก่ ๑.ท่าเรือบกใกล้ท่าเรือ (Close Dry Port) ๒.ท่าเรือบกระยะกลางประมาณ ๓๐๐ กม.จากท่าเรือ (Mid-range Dry Port) และ ๓.ท่าเรือบกที่ชายแดน (Distant Dry Port) เพื่อตอบสนองต่อปริมาณการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตในแต่ละพื้นที่

๔ จังหวัดงบหมื่นล้าน 

        ทั้งนี้ สนข. ดำเนินงานศึกษาจัดทำแผนพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมจะพัฒนาท่าเรือบกมี ๔ จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, ขอนแก่น และนครสวรรค์ แต่ละแห่งใช้พื้นที่ ๑,๐๐๐-๑,๘๐๐ ไร่ อยู่ในแนวริมทางรถไฟ คาดว่าใช้เงินลงทุน ทั้งการจัดหาที่ดิน และก่อสร้างรวมประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมใน ๔ จังหวัด ประกอบด้วย ๑.อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ระยะทาง ๗๐ กิโลเมตร ๒.อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ๓๒๐ กิโลเมตร ๓.อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ๕๕๐ กิโลเมตร และ ๔.อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ๓๗๐ กิโลเมตร ทั้งนี้ การลงทุนจะเป็นในรูปแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP- Public Private Partnerships) โดยรัฐจะจัดหาที่ดิน ซึ่งต้องดูความเหมาะสม เพราะใช้พื้นที่จำนวนมาก อาจเป็นพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว หรือต้องเวนคืนเพิ่มเติม ส่วนเอกชนทำหน้าที่บริหารจัดการ

‘ฉะเชิงเทรา’ พร้อมสุดขึ้นที่แรก

        นายสราวุธ ทรงศิวิไล เผยอีกว่า เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างท่าเรือบกที่จังหวัดฉะเชิงเทราก่อน เพราะมีความพร้อมอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) มีรถไฟทางคู่ และจะช่วยแก้ปัญหาจราจรในสถานีบรรจุ และแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบังได้ คาดว่าจะเปิดประมูลการก่อสร้างท่าเรือบก จ.ฉะเชิงเทราได้ปลายปี ๒๕๖๒ และเริ่มก่อสร้างปี ๒๕๖๓ ถึง ๒๕๖๔ จากนั้นจะก่อสร้างท่าเรือบกที่จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครสวรรค์ต่อไป  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ทางรางไปยังท่าเรือแหลมฉบังแค่ ๖% หากมีการก่อสร้างรถไฟทางคู่แล้วเสร็จ และมีท่าเรือบก จะช่วยให้ขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐% โดยหัวใจความสําเร็จของการพัฒนาท่าเรือบกนี้ คือ ๑.การบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยภาครัฐจะให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนและบริหารจัดการท่าเรือบก ๒.กฎระเบียบที่อํานวยความสะดวกด้านการขนส่งเพื่อการนําเข้าและส่งออก ๓.การขนส่งทางรถไฟที่จะต้องมีความแน่นอน ตรงต่อเวลา และมีค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ และ ๔.การเชื่อมโยงระบบข้อมูลการขนส่งให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ

โคราช-ขอนแก่น จับมือขึ้นพร้อมกัน

        นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการ สนข. เปิดเผยกับสื่อมวลชนจังหวัดนครราชสีมาที่เข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมว่า การกำหนดจังหวัดที่จะจัดตั้งท่าเรือบกโดยดูจาก TIR พบว่า จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น มีความคุ้มค่าที่จะดำเนินการพร้อมด้วยกัน  ถามว่า ทำไมต้องเป็นสองที่หรือสามที่ เนื่องจากว่าจังหวัดอื่นๆ ก็อยากทำ ทั้งนี้จากการศึกษาครบทุกมิติพบว่า จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น มีความเหมาะสมที่สุด ถ้าถามว่าจะให้ฟันธงว่า จะเป็นที่จังหวัดใด ก็ขอตอบว่า จะดำเนินการตั้งท่าเรือบกในทั้งสองจังหวัด เพราะว่า จังหวัดนครราชสีมา จะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง มีศักยภาพเพียงพอในการเป็นท่าเรือบก ขณะที่จังหวัดขอนแก่นก็จะได้พื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดในโซนตอนบนของจังหวัดขอนแก่น อาจจะข้ามมาจากฝั่งสปป.ลาว เข้าหนองคายได้ด้วย ทำให้สินค้าที่มาจากจังหวัดขอนแก่น จะมีความหลากหลาย ทั้งสินค้าทางการเกษตร มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าขึ้นมา ทั้งการบรรจุ ตรวจผ่านและส่งเข้ามาทางรถไฟเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากการดำเนินงานท่าเรือบก จะมีประสิทธิ ภาพสูงสุดและตามวัตถุประสงค์ จะต้องขนมาทางรถไฟ ซึ่งรถไฟทางคู่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการอยู่แล้ว คาดว่าจะเสร็จและดำเนินการด้านท่าเรือบกได้ประมาณปี ๒๕๖๕-๒๕๖๖ ดังนั้น หากท่าเรือบกทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น เริ่มพร้อมๆ กัน โดยหาก PPP ไม่มีปัญหา มีนักลงทุนตัดสินใจ ก็น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี ๒๕๖๓ และจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๕ พร้อมกับรถไฟทางคู่พอดี

        “การขนส่งที่มีระยะทางตั้งแต่ ๓๐๐ กิโลเมตรขึ้นไป การขนส่งทางรางจะคุ้มค่าที่สุด และลดความแออัดของจำนวนรถบรรทุกที่จะเดินทางเข้า-ออก และลดเรื่องมลพิษ ในอนาคตก็จะเป็นในเรื่องของรถไฟฟ้าซึ่งจะตอบโจทย์ทุกอย่าง และหลังจากนี้ต้องนำข้อเสนอแนะที่ได้จากการสัมมนามาปรับปรุงให้เป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ให้แล้วเสร็จใน ๒ สัปดาห์ ก่อนเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ จากนั้นในเดือนธันวาคม ๒๕๖๑ จะเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาเห็นชอบ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ไปดำเนินการเปิดประมูลรูปแบบการลงทุนแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ต่อไป” นายสราวุธ กล่าว

จับมือ มทร.เปิดหลักสูตร ‘ทางราง’

        นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ มาเพื่อฟังความชัดเจนว่า ผู้ศึกษาวิจัยมีจังหวัดนครราชสีมาเป็นเป้าหมายในการพัฒนาท่าเรือบกหรือไม่ ซึ่งจากการฟังการประชุม ก็น่าสบายใจว่า จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในผลการศึกษาวิจัยที่มีความเหมาะสมในการที่จะจัดตั้งเป็นท่าเรือบก นอกจากนี้ ภาคเอกชนหลายส่วนมีความเห็นด้วยจริงๆ ว่า จังหวัดนครราชสีมามีความเหมาะสมในการเป็นท่าเรือบก โดยสิ่งที่เราจะต้องขอความชัดเจนก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการที่จะดำเนินการต่อไป จะขอคำแนะนำว่า จะให้จังหวัดทำอย่างไร คือถ้ามีการศึกษาการออกแบบในรายละเอียด จังหวัดไม่ต้องรอ สนข. ไม่ต้องรอสภาพัฒน์ฯ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้หรือไม่ 

        “โดยจังหวัดนครราชสีมา จะขอใช้งบยุทธศาสตร์จังหวัดนครราชสีมาในการหาผู้ที่จะมาออกแบบรายละเอียด เพื่อจะได้เดินหน้าไปก่อน เนื่องจากถ้ารองบประมาณจากทางราชการ จะต้องรออีกหนึ่งปี ซึ่งคิดว่าถ้าจังหวัดใช้งบประมาณเหลือจ่ายในปีนี้ หรือสามารถตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๓ ได้โดยไม่ต้องรอกระทรวงคมนาคม จะได้หรือไม่ ในเรื่องของการออกแบบและรายละเอียด จากนั้นเรื่องของการเตรียมพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมาจะดำเนินการต่อไปได้อย่างไร หากว่าจัดหาที่ดินสำหรับการสร้างท่าเรือบกเสร็จแล้ว ก็จะต้องไปคุยกับหน่วยงานที่ต้องดำเนินการต่อ ซึ่งการมาร่วมประชุมในครั้งนี้ เพื่อจะมารับฟังว่า ผลการวิจัยจะมีจังหวัดนครราชสีมา เป็นจุดหมายในการจัดทำเป็นท่าเรือบกแน่นอนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มีความแน่นอนแล้ว และจะขอความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สนข. และสภาพัฒน์ว่า หลังจากนี้ ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมาที่จะเดินหน้าต่อไป จะให้จังหวัดทำอะไรได้บ้าง ซึ่งความตั้งใจคือ อยากจะเดินหน้าสร้างท่าเรือบก โดยบูรณาการทุกภาคส่วน ทำควบคู่ไปกับรถไฟทางคู่ เพื่อจะได้เสร็จพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดหลักสูตร “ทางราง” กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.) ในการสร้างความเชี่ยวชาญ รองรับการพัฒนาจังหวัดในอนาคตต่อไป” นายวิเชียร กล่าว

‘หัสดิน’ เชื่อส่งผลดีต่อผู้ลงทุน

        นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ณ วันนี้ถ้าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดให้ใช้งานท่าเรือบกที่จังหวัดนครราชสีมา เชื่อว่าจะต้องมีผู้ประกอบการที่สนใจมาใช้บริการอย่างแน่นอน เพราะประหยัดค่าขนส่งได้มาก ซึ่งปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปแหลมฉบังกว่าสามแสนตู้ต่อปี โดยเฉพาะบริษัทโรงแป้งมันสำปะหลังต่างๆ ใน ๑ ปีส่งตู้คอนเทนเนอร์กว่า ๑๘,๐๐๐ ตู้ ซึ่งความจริงแล้วบริษัทเหล่านี้อยากใช้ทางรถไฟ แต่ปัจจุบันยังเป็นแบบทางเดี่ยวอยู่ ไม่สะดวก จึงจำใช้การขนส่งทางรถยนต์เป็นหลัก และถ้าทางการรถไฟฯ สามารถสร้างรถไฟทางคู่ถึงบริเวณที่จะตั้งท่าเรือบกบริเวณอำเภอสูงเนินเสร็จตามไทม์ไลน์ที่ระบุคือปี ๒๕๖๕ จึงอยากให้ท่าเรือบกที่จังหวัดนครราชสีมาเสร็จพร้อมกันไป โดยไม่ต้องไปรอเสร็จปี ๒๕๖๘ อย่างที่ระบุไว้ เพราะยิ่งเสร็จไวก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนของประเทศไปได้มาก ส่วนการร่วมลงทุนแบบ PPP ทางจังหวัดนครราชสีมามีความพร้อมมาก เพราะทำแล้วผู้ประกอบการลดต้นทุน ใครก็อยากมาร่วมด้วยแน่นอน

        ทั้งนี้ จากการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบกจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นศูนย์ท่าเรือบกขนาดกลาง มีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ ๒๐๐,๐๐๐ ตู้ต่อปีขึ้นไป บนเนื้อที่ ๑,๘๐๐ ไร่ โดยมีค่าดำเนินการดังนี้ ค่าชดเชยที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง ๓,๑๔๐ ล้านบาท, ค่าปรับสภาพดิน ๗๔๐ ล้านบาท, ค่าออกแบบรายละเอียด ๗๐ ล้านบาท, ค่าก่อสร้าง ๒,๑๖๐ ล้านบาท, ค่าอุปกรณ์ ๘๐๐ ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายตามมาตรการสิ่งแวดล้อม ๒๐ ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้าง ๗๐ ล้านบาท รวม ๗,๐๐๐ ล้านบาท (ต้นทุนราคาปี ๒๕๖๑) ค่าดำเนินการและบำรุงรักษา ต่อปี ๖๒ ล้านบาท โดยมีเวลาออกแบบก่อสร้างและติดตั้งระบบ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕-๒๕๖๗ ก่อนจะเปิดใช้ได้จริงปี ๒๕๖๘

ขอนแก่นลั่นพร้อมนานแล้ว

        ทางด้านนายทรงศักดิ์ ทองไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมมาก และมีความจำเป็นต้องใช้ท่าเรือบกแล้ว เพราะเราศึกษาพูดคุยกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ แต่จริงๆ แล้วขอนแก่นร่วมกันศึกษามานานถึง ๑๔ ปีแล้ว โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) ขณะนี้ขอนแก่นชี้เป้าในจุดก่อสร้างท่าเรือบกบริเวณอำเภอน้ำพอง ซึ่งตรงนั้นเราจะมีศูนย์วิจัยระบบรางและการบิน ประมาณพันกว่าไร่ เรามีสนามบินน้ำพองขนาดรันเวย์เกือบ ๔ กิโลเมตร และจะทำเป็นศูนย์ซ่อมสร้างเครื่องบินขนาดเล็กไปถึงกลาง และจะมีศูนย์ล้างเครื่องบินขนาดใหญ่ ทุกอย่างเรากำหนดไว้ในแผนยุทธศาตร์หมดแล้ว รอเพียงแค่ไฟเขียวจาก สนข.อย่างเดียว และวันนี้ก็ดีใจที่ผลการศึกษาออกมาแบบนี้ ซึ่งความจริงท่าเรือบกก็จำเป็นทุกจังหวัด ถ้าใครพร้อมก่อนก็ทำเลย อยากจะฝากทางการรถไฟฯ ด้วยว่า เป็นหน่วยงานหลัก เพราะถ้ายังสร้างรถไฟทางคู่ไม่เสร็จ ท่าเรือบกที่ขอนแก่นก็เกิดขึ้นไม่ได้ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติก็จะล่าช้าออกไป ส่วนรูปแบบ PPP ขอนแก่นก็มีความพร้อมอยู่แล้ว

การท่าเรือฯ แม่งานยิ้มสู้

        นายสมชาย เหมทอง ผู้อํานวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด การท่าเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การสร้างท่าเรือบกแต่ละจังหวัดนั้น ทางการท่าเรือแห่งประเทศ ไทยใช้การเกาะระบบรางรถไฟเป็นหลัก ไม่ได้ดูเรื่องการขนส่งทางรถยนต์เป็นหลัก ตอนแรกเลือกที่จังหวัดขอนแก่นเป็นหลักในปี ๒๕๖๐ เพราะจังหวัดนครราชสีมามีทั้งทางด่วนมอเตอร์เวย์ที่กำลังสร้างอยู่ แต่เมื่อเรารู้ว่าโคราชก็มีระบบรถไฟทางคู่เหมือนกัน และผลการศึกษาของ สนข. ออกมาแบบนี้ เราก็ไม่ได้ปฏิเสธ ก็จะต้องสร้างทั้งสองจังหวัด คือขอนแก่นและโคราช ส่วนการลงทุนค่อนข้างสูง และเพื่อไม่ให้เกิดการเสียดุล ทางเราต้องหา ผู้ร่วมลงทุนด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรถไฟแห่งประเทศไทย และก็ผู้ลงทุนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ การขาดทุนก็จะลดลง วันนี้ สนข.ฟันธงมาแล้วทั้ง ๔ จังหวัด ทางการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลและเป็นยุทธศาสตร์ของชาติด้วย ส่วนในเรื่องทางถนน การท่าเรือฯ ก็ไม่ได้ทิ้ง เราจะดึงสมาคมรถบรรทุกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๖ วันอาทิตย์ที่ ๑๑ - วันพฤหัสบดีที่ ๑๕  เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ 


160 6122