13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

November 16,2018

มทส.สร้างครอบครัวพอเพียง สืบสาน‘ศาสตร์ของพระราชา’

        มทส.จับมือมูลนิธิครอบครัวพอเพียง ลงนามสร้างชมรมศูนย์ครอบครัวพอเพียงในมหาวิทยาลัยฯ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และสืบสาน “ศาสตร์ของพระราชา” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ ตามกระแสรับสั่งของ ในหลวง ร.๑๐

        เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโลยีสุรนารี (มทส.) ร่วมกับ มูลนิธิครอบครัวพอเพียง สร้างชมรมศูนย์ครอบครัวพอเพียงในมหาวิทยาลัยฯ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้และสืบสาน “ศาสตร์ของพระราชา” สร้างเครือข่ายครอบครัวพอเพียงจิตอาสาในระดับอุดมศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทธวัช โมฬี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มทส. และนางอริยสิริ พิพัฒน์นรา กรรมการและเลขานุการมูลนิธิครอบครัวพอเพียง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมชาย รักกลาง หัวหน้าส่วนกิจการนักศึกษา ลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย บุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คณะครู-นักเรียนจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นโรงเรียนต้นแบบของมูลนิธิครอบครัวพอเพียง และสื่อมวลชน รวมกว่า ๕๐ คน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ 

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทธวัช โมฬี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มทส. เผยถึงแนวทางความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “มทส.ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาตามคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ โดยร่วมกับมูลนิธิครอบครัวพอเพียง สร้างชมรมศูนย์ครอบครัวพอเพียงในมหาวิทยาลัย ต่อยอดเครือข่ายครอบครัวพอเพียงจิตอาสา ซึ่งมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งเป็นเครือข่ายครอบครัวพอเพียงจิตอาสากับมูลนิธิมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนระดับมัธยม ซึ่งมหาวิทยาลัยมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเพาะต้นกล้าที่ถูกปลูกฝังการเป็นจิตอาสาจากโรงเรียนที่ก้าวมาสู่รั้วมหาวิทยาลัยให้เป็นต้นกล้าที่แข็งแกร่งและเกิดความต่อเนื่องในการดำเนินโครงการ อีกทั้งยังเป็นการขยายเครือข่ายจิตอาสาให้กว้างขวางในหมู่ประชาคม มทส. ส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากร มทส. ได้เรียนรู้ “ศาสตร์ของพระราชา” ผ่านชมรมศูนย์ครอบครัวพอเพียงในมหาวิทยาลัย ร่วมสืบสานและนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง ได้พัฒนาศักยภาพทางความคิดและพฤติกรรมเชิงบวกในการดำเนินกิจกรรมเพื่อส่วนรวม เป็นอีกช่องทางให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นจิตอาสาทำความดีด้วยหัวใจ ตามกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยว   รางกูร ที่ทรงคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและแนวพระราชดำริต่างๆ ในการบำบัดทุกข์และบำรุงสุขให้ประชาชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

        อีกทั้ง แนวทางความร่วมมือสร้างชมรมศูนย์ครอบครัวพอเพียงในมหาวิทยาลัย จะได้ร่วมกันจัดทำช่องทางการสื่อสาร เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในฐานะเครือข่าย ร่วมกันศึกษาวิจัย สร้างงานด้านวิชาการ สร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการงานและอาชีพให้ทันสมัย และตรงต่อสถานการณ์ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล สามารถสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง สร้างเครือข่ายพลเมืองรุ่นใหม่ ทุกมิติบนบริบทพื้นฐานของความเป็นไทย โดยมีระยะเวลาการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของความร่วมมือนี้ ๕ ปี”

        ด้านนางอริยสิริ พิพัฒน์นรา กรรมการและเลขานุการมูลนิธิครอบครัวพอเพียง กล่าวว่า “มูลนิธิครอบครัวพอเพียงมีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย ประชาชน และในชุมชน โดยประสานให้เกิดความร่วมมือ การเสริมสร้างทัศนคติ ค่านิยมในความซื่อสัตย์รับผิดชอบและมีจิตอาสา สร้างเครือข่ายพลเมืองรุ่นใหม่ใจอาสาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยอื่นที่ร่วมโครงการ ตามพันธกิจ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑.ร่วมสร้างกิจกรรมแสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ และสานให้เกิดความร่วมมือในการรักษาศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ๒.ร่วมสร้างกิจกรรมรู้รักษ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม ๓.ร่วมสร้างกิจกรรมครอบครัวพอเพียงไม่ทนต่อการทุจริต เลือกตั้งเป็นหน้าที่ เลือกคนดีเข้าสู่สภา ๔.ร่วมสร้างกิจกรรมปลุกจิตสำนึก ความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมดูแลสังคมที่อ่อนแอกว่า และจะไม่เป็นผู้สร้างปัญหาให้สังคม ๕.ร่วมสร้างกิจกรรมปลุกจิตสำนึกการออมเพื่ออนาคตตลอดจนยกย่องและเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา บุคคล หรือหน่วยงาน ที่สร้างนวัตกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับพันธกิจทั้ง ๕ ด้าน เพื่อการพัฒนาประเทศทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม คุณธรรม และสิ่งแวดล้อม”

        นอกจากนี้ วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิครอบครัวพอเพียง เพื่อเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้และเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เป็นนโยบายในการบริหารบ้านเมือง องค์กร ชุมชนและใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อดูแลครอบครัวได้อย่างถูกต้อง จากการนำเสนอข่าวสารผ่านทางสื่อต่างๆ และจากกิจกรรมของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับมูลครอบครัวพอเพียง ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนา บูรณาการนำไปสู่การพัฒนาเพื่อให้สังคมเข้มแข็งและมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกครอบครัวพอเพียงเป็นผู้ประสานงานให้เกิดการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน กระตุ้นจิตสำนึกความคิดจนสามารถวิเคราะห์ข่าวด้วยวิจารณญาณของตนเองเพื่อการพัฒนา การเสพข่าวสาร อย่างมีหลักการและเหตุผล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม ปลุกและปลูกจิตสำนึกให้เกิดภูมิคุ้มกันสำหรับอนาคต ทั้งด้านความคิดและสร้างมาตรฐาน Model ทางความคิดใหม่เพื่อนำพลังความคิด สร้างสรรค์กลับมาสร้างชาติและพัฒนาบ้านเมืองต่อไป

        ทั้งนี้ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้ ๑.ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ๒.ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ และ ๓.ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๗ วันศุกร์ที่ ๑๖ - วันอังคารที่ ๒๐  เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ 


137 6089