13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

November 22,2018

ปิดฉาก ๘ ปีคดีนศ.พยาบาล ฟ้อง‘ว.นครราชสีมา’ สั่งจ่าย ๘๐ ล.ศาลให้รอลงอาญา

          กรณีนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยนครราชสีมา ๒๒๙ คน ยื่นฟ้องอดีตผู้บริหาร ๒ คน ฐานฉ้อโกงตามความผิดต่อพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เรียนจบแต่หลักสูตรไม่ผ่านการรับรอง คดีผ่านมา ๘ ปี ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินคืน ๘๐,๘๘๕,๐๗๕ บาท จำเลยวางเงินก่อน ๑๐ ล้าน ศาลเมตตาโทษจำคุกให้รอลงอาญา ๓ ปี ด้าน นักศึกษาวอนรัฐบาลช่วยลดค่าดอกเบี้ย กยศ.ไปก่อน

          สืบเนื่องจากกรณีวิทยาลัยนครราชสีมา ถูกนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์จำนวนหนึ่ง ออกมาร้องเรียนเรื่องการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนคณะพยาบาลศาสตร์ ทั้งๆ ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสภาการพยาบาล ทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยดังกล่าวไม่สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ประกอบกับได้รับการยืนยันจากสภาการพยาบาลว่า หลักสูตรคณะพยาบาลศาสตร์ของวิทยาลัยดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน กระทั่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เข้าตรวจสอบข้อมูลและพบว่า วิทยาลัยนครราชสีมามีความผิดในกรณีดังกล่าวจริง จึงดำเนินการเยียวยานักศึกษาที่ได้รับผล กระทบ โดยจัดให้นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ จำนวน ๒๙๕ คน เข้าศึกษาต่อสาขาพยาบาลศาสตร์ในสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองหลักสูตรจากสภาการพยาบาล และให้วิทยาลัยนครราชสีมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร

          ต่อมา เมื่อเวลา ๑๓.๔๕ น. วันที่ ๑๑ พฤษภา คม ๒๕๕๔ อดีตนักศึกษาและนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบ นำโดยนางสาววีรยา วงศ์ผ่อง นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา รุ่นที่ ๑ พร้อมด้วยนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา และตัวแทน ผู้ปกครอง รวม ๑๗ คน เดินทางมายังสำนักงานอัยการภาค ๓ ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมถือป้ายข้อความว่า วอนท่านอัยการส่งฟ้องเสียที รอมาเกือบ ๒ ปีแล้ว, ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน, คนผิดกลับลอยนวล, ลูกชาวนาก็ต้องการความเป็นธรรมเช่นกัน, จะต้องรอฟ้องอีกกี่ปีกี่ชาติ ฯลฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีที่กลุ่มผู้เสียหายยื่นฟ้องวิทยาลัยนครราชสีมา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ แต่ผ่านมาปีกว่ากลับยังไม่มีความคืบหน้าในการส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีแต่อย่างใด จากนั้นกลุ่มผู้เสียหายเข้าพบนายอนุชา อุดมพงษ์ อัยการจังหวัดนครราชสีมา (ขณะนั้น) เพื่อทวงถามความคืบหน้าสำนวนคดี และได้รับชี้แจงในเบื้องต้นว่า อัยการจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้รับสำนวนการรวบรวมเอกสารหลักฐานและการสอบพยานจากตำรวจแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการสั่งให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีสอบสวนเพิ่มเติมทั้งพยานบุคคลสำคัญและหลักฐานเอกสาร เพื่อให้มีข้อมูลและหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินการวินิจฉัยชี้ขาดได้ โดยอัยการจังหวัดนครราชสีมากำหนดให้ตำรวจส่งสำนวนสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ โดยกลุ่มนักศึกษาพยาบาล ได้ประชุมร่วมกับนายอนุชา อุดมพงษ์ อัยการจังหวัดนครราชสีมา และนายสันติ ศรอารา รองอัยการจังหวัดนครราชสีมา ภายในห้องประชุมอัยการ ชั้น ๒ นานร่วมชั่วโมงเศษ 

พบว่ามีความผิดจริง 

          จากนั้น เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ “โคราชคนอีสาน” ติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีอาญาที่นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นฟ้องวิทยาลัยนครราชสีมา โดยนายอนุชา อุดมพงษ์ อัยการจังหวัดนครราช สีมา (ขณะนั้น) เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารครบถ้วนแล้ว ได้สรุปสำนวนพิจารณายื่นฟ้องวิทยาลัยนครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ พนักงานสอบสวน อัยการจังหวัดนครราชสีมา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องวิทยาลัยนครราชสีมาต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา โดยจำเลยที่ ๑ นายฉลอม อินทกุล อธิการบดี (ขณะนั้น) และจำเลยที่ ๒ ร.อ.นพ.ศรัณย์ อินทกุล อดีตอธิการบดี ในฐานะส่วนตัว เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๗๔๙/ ๒๕๕๔ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ และพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๑๒๒ ตามที่มีผู้เสียหาย ๒๒๙ คน ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ของวิทยาลัยนครราชสีมา แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษวิทยาลัยนครราชสีมา ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง เมื่อปี ๒๕๕๓ หลังจากการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนคณะพยาบาลศาสตร์ โดยไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสภาการพยาบาล ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาไม่สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ ส่วนผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ก็ต้องเข้าศึกษาต่อสาขาพยาบาลศาสตร์ในสถาบันการศึกษาอื่นที่ผ่านการรับรอง” 

“โดยในคำขอท้ายฟ้องจากการสอบสวนผู้เสียหาย ๒๒๙ คน ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๘๐,๘๘๕,๐๗๕ บาท จากการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนคณะพยาบาลศาสตร์ของวิทยาลัยนครราชสีมา ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสภาการพยาบาล ซึ่งเป็นเหตุให้นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ จำนวน ๔๐ คน ได้รับความเสียหายรวม ๑๒,๓๙๓,๙๗๕ บาท, นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ จำนวน ๔๘ คน ได้รับความเสียหายรวม ๙,๐๘๗,๕๐๐ บาท, นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ จำนวน ๔๓ คน ได้รับความเสียหายรวม ๑๔,๖๔๖,๒๐๐ บาท, นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ จำนวน ๓๒ คน ได้รับความเสียหายรวม ๑๒,๙๕๗,๔๐๐ บาท และนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วอีกจำนวน ๖๖ คน ได้รับความเสียหาย รวม ๓๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท”

ศาลชั้นต้นพิพากษา

          จากกรณีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อปี ๒๕๕๔ ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ วรรคแรก พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๑๒๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันแสดงหรือกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่า ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาวิชาใดอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ รวม ๒๒๙ กระทง ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๒๙๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๒ ปี เป็นจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๔๕๘ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ (๒) ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๒ ถึงที่ ๖ ที่ ๘ ถึงที่ ๑๒ ที่ ๑๕ ถึงที่ ๑๗ ที่ ๑๙ ถึงที่ ๓๐ ที่ ๓๒ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๔๑ ที่ ๔๓ ถึงที่ ๔๖ ที่ ๔๘ ถึงที่ ๕๐ ที่ ๕๒ ถึงที่ ๗๔ เป็นเงินคนละ ๒๘๒,๐๐๐ บาท ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๑ ที่ ๑๓ ที่ ๑๔ ที่ ๓๑ ที่ ๔๗ และที่ ๕๑ จำนวน ๒๕๒,๐๐๐ บาท ๒๔๑,๔๕๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๑๖๔,๔๘๐ บาท ๑๘๕,๐๐๐ บาท ๑๐๒,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๗ ที่ ๑๘ ที่ ๗๕ ถึงที่ ๙๕ ที่ ๙๗ ที่ ๙๙ ที่ ๑๐๐ และที่ ๑๐๒ เป็นเงินคนละ ๙๒๔,๐๐๐ บาท ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๙๖ ที่ ๙๘ และที่ ๑๐๑ เป็นเงิน ๕๘๒,๐๐๐ บาท ๕๗๐,๐๐๐ บาท ๓๒๙,๖๑๓ บาท ตามลำดับ ชำระแก่ผู้เสียหายที่ ๘๘ ที่ ๑๐๐ ที่ ๑๐๒ ที่ ๑๐๗ ที่ ๑๑๖ ที่ ๑๑๘ ที่ ๑๑๙ ที่ ๑๒๒ ที่ ๑๒๕ ถึงที่ ๑๒๘ ที่ ๑๓๐ ที่ ๑๓๕ ที่ ๑๓๗ และที่ ๑๓๘ เป็นเงินคนละ ๒๔๐,๐๐๐ บาท ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๑๐๓ ถึงที่ ๑๓๑ เป็นเงินคนละ ๖๑๖,๐๐๐ บาท ชำระแก่ผู้เสียหายที่ ๑๔๒ ที่ ๑๔๕ ที่ ๑๔๗ ถึงที่ ๑๕๑ ที่ ๑๕๓ ถึงที่ ๑๕๗ ที่ ๑๖๔ ที่ ๑๗๐ ที่ ๑๗๓ ที่ ๑๗๙ ที่ ๑๘๐ ที่ ๑๘๕ และที่ ๑๘๖ เป็นเงินคนละ ๑๖๐,๐๐๐ บาท ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๑๓๕ ถึงที่ ๑๔๗ ที่ ๑๕๑ ถึงที่ ๑๕๓ เป็นเงินคนละ ๓๐๘,๐๐๐ บาท ชำระแก่โจทก์ร่วมที่ ๑๓๒ ถึงที่ ๑๓๔ ที่ ๑๔๘ ถึงที่ ๑๕๐ เป็นเงิน ๒๗๖,๑๕๐ บาท ๒๒๐,๖๐๕ บาท ๓๐๑,๙๗๕ บาท ๒๗๐,๐๐๐ บาท ๒๙๕,๐๐๐ บาท ๒๘๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ชำระแก่ผู้เสียหายที่ ๑๙๒ ที่ ๒๐๕ ที่ ๒๐๖ ที่ ๒๐๘ ที่ ๒๐๙ ที่ ๒๑๑ ถึงที่ ๒๑๕ ที่ ๒๑๗ ที่ ๒๑๘ ที่ ๒๒๐ ที่ ๒๒๑ ที่ ๒๒๕ ถึงที่ ๒๒๗ เป็นเงินคนละ ๘๐,๐๐๐ บาท ชำระแก่ผู้เสียหายที่ ๒๐๓ เป็นเงิน ๓๓,๗๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ ๒ ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๑/๒๕๕๔ ของศาลชั้นต้นนั้น คดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษต่อมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๔๑ (๒) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงทุกคดีแล้วจะเกินกว่า ๒๐ ปี ไม่ได้ คดีนี้ จำเลยที่ ๒ ถูกลงโทษเต็มตามกำหนดโทษแล้วย่อมไม่อาจนำโทษคดีนี้ไปนับต่อจากโทษคดีดังกล่าวได้อีก ให้ยกคำขอนี้และยกคำขอเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนของโจทก์สำหรับผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๑๒ ถึงที่ ๑๔ ที่ ๒๗ ที่ ๔๐ ถึงที่ ๔๒ ที่ ๔๖ ที่ ๕๒ ที่ ๖๔ ถึงที่ ๖๖ ที่ ๗๑ ที่ ๗๒ ที่ ๗๖ ที่ ๗๘ ถึงที่ ๘๐ ที่ ๘๓ ที่ ๘๕ ที่ ๘๗ และที่ ๙๐ ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ ๓๖ และที่ ๔๒ ส่วนโจทก์ร่วม ที่เหลือให้ยกคำร้องเฉพาะในส่วนที่โจทก์มีคำขอเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนแล้ว หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย และโจทก์ร่วมทั้งหลายรวมเป็นเงิน ๑๐,๓๒๐,๐๐๐ บาท 

ศาลอุทธรณ์ ยืนตามศาลชั้นต้น

          ทั้งนี้ ในชั้นศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยพิพากษาบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ดังเดิม แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน

          กระทั่ง เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. จำเลยที่ ๑ นายฉลอม อินทกุล อธิการบดีขณะนั้น ไม่มาฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลได้รอจำเลย นายฉลอม นานกว่า ๒ ช.ม. กระทั่งภายหลังทราบว่า จำเลยไม่สามารถมาร่วมฟังคำพิพากษาได้ โดยทนายฝ่ายจำเลยอ้างว่า ติดประชุมที่จังหวัดปทุมธานี ทำให้ศาลจำเป็นต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ศาลฎีกาพิพากษา

          ล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ ห้องพิพากษาบัลลังก์ ๒ ศาลจังหวัดนครราชสีมา พ.ต.ท.หญิงฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ อดีตผู้ชำนาญการในคณะกรรมาธิการการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษาสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย พาอดีตนักศึกษาและนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราช สีมา จำนวนกว่า ๑๒๐ คน มารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย คดีที่กลุ่มผู้เสียหายยื่นฟ้องวิทยาลัยนครราชสีมา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โดยมีจำเลยที่ ๑ นายฉลอม อินทกุล อธิการบดีขณะนั้น และจำเลยที่ ๒ นายแพทย์ศรัณย์ อินทกุล อดีตอธิการบดีวิทยาลัยนครราช สีมา ร่วมรับฟังคำพิพากษา จากนั้นในเวลา ๐๙.๕๖ น. ศาลฎีกาออกนั่งบัลลังก์และอ่านคำพิพากษานานกว่า ๑๕ นาที ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาดังนี้ 

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายหรือไม่ เพียงใดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลาย โดยการหลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง จึงเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อ โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลาย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มิได้ยกขึ้นวินิจฉัยในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย เพื่อให้การพิพากษาคดีส่วนแห่งเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจวินิจฉัยโดยกำหนดให้ตามความเสียหาย สำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายซึ่งเป็นนักศึกษาในแต่ละรุ่นได้รับลดหลั่นกันไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๘ วรรคหนึ่ง เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จำเลยที่ ๒ นำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลาย รวมเป็นเงิน ๑๐,๓๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายรับเงินดังกล่าวไปแล้ว 

          ดังนั้น จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายตามจำนวนที่ศาลกำหนดด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน 

          ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กำหนด หรือตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งหล สมควรลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นสถาบันอุดมศึกษา โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นอธิการบดี ในขณะเกิดเหตุเปิดการเรียนการสอน หลักสูตรปริญญาตรีในสาขาวิชาต่างๆ โดยไม่ปรากฏว่า มีความบกพร่องเสียหายมาก่อน และภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยที่ ๒ พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายให้ได้ มีโอกาสสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลและเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จำเลยที่ ๒ นำเงินจำนวน ๑๐,๓๒๐,๐๐๐ บาท มาวางชำระเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม และผู้เสียหายทั้งหลาย ถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นและมีเหตุอื่น อันควรปรานี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ กำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑ ปี และปรับกระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วรอการลงโทษจำคุกไว้ภายในกำหนด ๓ ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลยที่ ๒ ไว้ด้วย จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ วรรคสอง หาเป็นการยกขึ้นวินิจฉัยโดยมิชอบ ดังที่โจทก์ร่วมทั้งหลายอ้างในฎีกาไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองและฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งหลายข้อนี้ฟังไม่ขึ้น 

          อนึ่ง สำหรับผู้เสียหายที่ ๑๓๒ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามิได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑๓๒ เข้าร่วม เป็นโจทก์ที่ ๙๖ ด้วย จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ส่วนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๑๓๒ ที่ ๑๓๕ และที่ ๑๓๖ เป็นเงิน ๒๗๖,๑๕๐ บาท ๓๐๘,๐๐๐ บาท และ ๓๐๘,๐๐๐ บาท ตามลำดับ เป็นการเกินคำขอของโจทก์ร่วมดังกล่าว ซึ่งขอเพียง ๒๐๔,๖๕๐ บาท ๒๙๕,๔๙๐ บาท และ ๒๘๐,๓๘๐ บาท ตามลำดับ จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ 

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑๓๒ เข้าร่วมเป็นโจทก์ที่ ๙๖ เสีย โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ ๑๓๒ เป็นเงิน ๕๔๒,๐๐๐ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ ๑๓๒ ที่ ๑๓๕ และที่ ๑๓๖ เป็นเงิน ๒๐๔,๖๕๐ บาท, ๒๙๕,๔๙๐ บาท และ ๒๘๐,๓๘๐ บาท  ตามลำดับ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ ๒ วางต่อศาลชั้นต้น จำนวน ๑๐,๓๒๐,๐๐๐ บาท มาเฉลี่ยตามสัดส่วนที่ผู้เสียหายแต่ละรายจะได้รับหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลาย กับให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมที่ ๔๖ ที่ ๕๖ ที่ ๘๓ ที่ ๘๖ ที่ ๑๐๐ และที่ ๑๑๕ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

วอนรัฐบาลลดดอกเบี้ย กยศ.

          พ.ต.ท.หญิง ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ ที่ปรึกษาสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่ต่อสู้มาครบทั้งสามศาลนั้น วันนี้จำเลยเอาเงิน  ๑๐,๓๒๐,๐๐๐ บาท มาวางศาล แล้วศาลก็ปรับตามจำนวนกระทงละ ๑ หมื่นบาท ทั้งหมด ๒๒๙ กระทง รวมเป็นเงิน ๒,๒๙๐,๐๐๐ บาท ก็จะเหลือเงินไม่ถึง ๘ ล้านบาท ที่ต้องเอามาเฉลี่ยให้กับน้องทั้ง ๒๒๙ คน แต่เด็กแต่ละคนมีค่าเสียหายตั้งแต่ ๓ แสนบาท จนถึง ๑ ล้านบาท ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยคือเรื่องกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. เด็กบางคนเรียนพยาบาลถึง ๗ ปี บางคนเรียน ๖ ปี และ ๕ ปี ส่วนที่ต้องกู้ กยศ.ไปนี่มันเป็นภาระ ทำให้มีหนี้กันเป็นหลักล้านบาท การพิพากษาวันนี้เด็กไม่ได้ตั้งค่าเสียหายเรื่อง กยศ.เกินกว่า ๔ ปีนี้ไว้ด้วย คำพิพากษาวันนี้เงินได้น้อยกว่าที่เสียหายมากกว่าอยู่แล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไร จึงอยากให้รัฐบาลหรือว่า กยศ.ช่วยลดดอกเบี้ยให้กับเด็กพวกนี้หรือมีการกำหนดให้ผ่อนใช้ หลังจากนี้ก็จะทำหนังสือยื่นไปถึงรัฐบาล เพราะคำพิพากษาไม่มีผลต่อการใช้หนี้ กยศ.ที่มันต้องเรียนเกินกว่าปกติไป

          “ส่วนการพิพากษาของจำเลยทั้งสอง ทั้งเจ้าของสถาบันและตัวอดีตอธิการบดี โดยในศาลชั้นต้นมีโทษจำคุก ๔๐๐ กว่าปี พอมาศาลอุทธรณ์โทษจำคุก ๑๐๐ กว่าปี และมาศาลฎีกาลดเหลือ ๒๐ ปี ตามข้อกฎหมาย และวันนี้จำเลยเอาเงินมาวางต่อศาล ๑๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยนิดมาก ถ้าพูดถึงเรื่องความเสียหาย และโทษจำคุกก็รอลงอาญา ถือเป็นผลกระทบต่อการรับผิดชอบต่อตัวเด็ก และที่ผ่านมาไม่เคยมีการขอเจรจาหรือจะเข้าประนีประนอมต่อตัวเล็กเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถือเป็นปรากฏการณ์ของประเทศไทยที่น่าเสียใจคือว่า เด็กที่บริสุทธิ์และก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว พ่อแม่เขาต้องไปกู้ยืมเงินมา เพื่อจะส่งเสีย เรียนพยาบาลค่าเทอมตกปีละเป็นแสนบาท ไหนจะมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก แต่ละคนต้นทุนเป็นล้านใช้หนี้ กยศ.ชั่วชีวิตก็ไม่หมด แล้วเราไม่มีอำนาจในการต่อรอง เพราะว่ารอลงอาญาไม่เป็นผลที่จะทำให้จำเลยสนใจชดเชยให้เลยตามมาตร ๔๒๐” พ.ต.ท.หญิง ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ กล่าวในท้ายสุด

          ทั้งนี้ ตระกูล “อินทกุล” ได้ขายกิจการ “วิทยาลัยนครราชสีมา” ให้แก่เจ้าของใหม่เมื่อประมาณปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ โดยมี ดร.ชนากานต์ ยืนยง เป็นผู้รับใบอนุญาต และแต่งตั้งคณะผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารงานเรื่อยมา โดยปัจจุบันมี รองศาสตราจารย์ ดร.วิภาส ทองสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งสถาบันนี้ตั้งอยู่บริเวณตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันจากข้อมูลในเว็บไซต์ พบว่า มีการเปิดสอนระดับปริญญาตรี ๘ คณะ ๑๖ สาขาวิชา, ระดับปริญญาโท ๖ หลักสูตร และประกาศนียบัตรวิชาชีพ ๑ หลักสูตร ส่วนระดับปริญญาเอก ๓ หลักสูตร ได้แก่ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การบริหารการศึกษา), บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต และรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต เป็นหลักสูตรใหม่อยู่ในกระบวนการพิจารณาให้การรับทราบของหลักสูตร

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๘ วันพุธที่ ๒๑ - วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑


105 612