13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

November 22,2018

‘วิฑูรย์’ปักธงเขต ๑ ขอนแก่น ศรัทธาการต่อสู้‘เทพเทือก’ เชื่อ‘รปช.’เป็นสถาบันการเมือง

          อดีตประธานสภาอุตฯ ขอนแก่น “วิฑูรย์ กมลนฤเมธ” พร้อมลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต ๑ สังกัดกำนันสุเทพ “รวมพลังประชาชาติไทย” เชื่อเป็นสถาบันการเมือง ไม่ใช่พรรคนายทุน ยอมรับศรัทธาการต่อสู้ของลุงกำนันช่วงเป็น กปปส. ยากหาใครเทียบ พร้อมสู้เต็มที่  แม้เป็นมวยรอง

          สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในปี ๒๕๖๒ นั้น ในส่วนของจังหวัดขนแก่น มีหลายพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง ๑๐ เขต โดยเฉพาะในเขต ๑ ซึ่งนับเป็นเขตสำคัญที่หลายพรรคตั้งเป้าจะได้ที่นั่งไปครอบครอง รวมทั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) หรือที่บางคนเรียกว่า “พรรคลุงกำนัน” ซึ่งหมายถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค และเป็นอดีตผู้นำเคลื่อนไหวขับไล่ระบอบทักษิณในชื่อกลุ่ม กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่ไว้วางใจเลือกนายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ เจ้าของธุรกิจน้ำดื่มตราแฟรนไชส์, อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น, อดีตผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน ภาค ๔ และประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ให้เป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส.ขอนแก่น เขต ๑ พรรครวมพลังประชาชาติไทย

เหตุผลออกจากประชาธิปัตย์

          ทั้งนี้ เดิมนายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ มีความชื่นชอบและเคยร่วมกิจกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๒ เหตุใดจึงเลือกพรรค รปช. นั้น  นายวิฑูรย์เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ว่า “ผมชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน อายุประมาณ ๑๖-๑๗ ปี ชอบประชา ธิปัตย์มายาวนาน นานมาก กระทั่งการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ ผมตกลงที่จะลงสมัครส.ส.ขอนแก่น เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ต่อมาเกิดเหตุการณ์ภายในพรรคซึ่งไม่เกี่ยวกับผม แต่กระทบถึงผม จึงตัดสินใจถอนตัว จากนั้นพรรคก็ส่งนายสุนทร ลีซีทวน อดีตส.ส.เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วมาลงสมัครแทน แต่ผลการเลือกตั้งทั้ง ๑๐ เขตของขอนแก่น พรรคเพื่อไทยกวาดเรียบ เมื่อพ่ายแพ้ ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ส่งนักการเมืองมาทำงานร่วมกับผมที่ขอนแก่น เขต ๑ เพราะผู้ใหญ่ในพรรคบอกว่า ขอนแก่นเขต ๑ เป็นเขตที่พรรคตั้งเป้าไว้ หรือจะปักธงได้ ผมก็ทำงานร่วมกันมา อยู่มาวันหนึ่งภริยาผมเกิดเส้นเลือดในสมองแตก และขณะนั้นไม่มีใครตอบได้เลย แม้กระทั่งหมอว่า หลังจากการรักษาภริยาผมแล้วอาการจะเป็นอย่างไร ณ วันนั้นผมเลยพิจารณาตัวเองว่า คงทำงานการเมืองไม่ได้แล้ว จึงบินไปพบท่านจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคฯ ที่กรุงเทพฯ เพื่อบอกความจำเป็นของผม ท่านก็พูดให้ผมรู้สึกประทับใจว่า ‘คุณวิฑูรย์ต้องเลือกครอบครัวก่อนนะ เพราะฉะนั้นคุณวิฑูรย์กลับไปดูแลครอบครัว ไปดูแลธุรกิจ’ เพราะที่ผ่านมา ภริยาผมก็ช่วยดูแลธุรกิจ เมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นก็ทำไม่ได้แล้ว ผมจึงขอถอนตัวจากการเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่นเขต ๑ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ครั้งหน้าคือครั้งที่จะถึงนี้ แต่ผมพูดเมื่อปี ๒๕๕๘ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้ทำกิจกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์อีกเลย” 

ประทับใจกำนันสุเทพ

          นายวิฑูรย์ เปิดเผยอีกว่า “จากนั้นมีเรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งผมเป็นคนเปิดเวทีต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่บริเวณศาลหลักเมืองขอนแก่น ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจคนหนึ่ง และอาจารย์หมอคนหนึ่งในคณะแพทย์ มข. ซึ่งตอนนั้นก็มี กปปส. ผมมีความประทับใจในตัวคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ซึ่งออกมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของสังคมการเมืองบ้านเรา จนเกิดการปฏิวัติ กปปส.จบไป ทุกอย่างจบไป แต่ความประทับใจยังอยู่”

ถูกทาบทามจาก ๕ พรรค

           “ต่อมาเมื่อเข้ามาสู่โหมดการเมือง ผมถูกทาบทามจาก ๕ พรรคการเมืองให้มาร่วมงาน คือ ๑.พรรคประชาธิปัตย์ ๒.พรรครวมพลังประชาชาติไทย ๓.พลังประชารัฐ ๔.ประชาชนปฏิรูป (นายไพบูลย์ นิติตะวัน) และ ๕.พลังท้องถิ่นไทย (ชัช เตาปูน) ผมพิจารณาทีละพรรค จนเหลือ ๓ พรรคคือ ประชาธิปัตย์, พรรคลุงกำนัน และพลังประชารัฐ ซึ่งเดิมผมเล็งไปที่พลังประชารัฐ เพราะผมสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ แต่จากการไปพูดคุยและจากการดำเนินการร่วมกัน ซึ่งตอนนั้นกลุ่มสามมิตรกำลังมาแรง ผมถูกทาบทามโดยกลุ่มสามมิตร แต่เมื่อเข้าไปสัมผัส เขาก็มีปัญหาภายใน เพราะมีหลายโผ มีทั้งโผทหารและโผสามมิตร เมื่อเห็นเช่นนั้นผมก็คิดว่าคงทำงานร่วมกันไม่ได้ จึงถอนตัวออกมา พร้อมกับหลายคน เช่น หมอเปรม (นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ) จึงเหลือแค่ ๒ พรรคคือประชาธิปัตย์กับรวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งในส่วนของประชาธิปัตย์นั้น ผมเคยถอนตัวออกมาแล้ว ๒ ครั้งคือปี ๒๕๕๔ กับ ๒๕๕๘ จึงรู้สึกไม่ดีหากจะกลับไปทำงานการเมืองอีก และคิดว่า ประชาธิปัตย์ในตอนนี้ไม่เหมือนประชาธิปัตย์ในอดีตที่ผมเคยรู้จัก” นายวิฑูรย์ กล่าว

๔ เหตุผลหลักเลือกลุงกำนัน

          นายวิฑูรย์ เปิดเผยถึงที่มาในการร่วมงานการเมืองกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยว่า “ผมได้รับการเชื้อเชิญให้ไปพบลุงกำนันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคมที่ผ่านมา ผมนั่งคุยกับลุงกำนันเป็นเวลานาน สิ่งที่ผมสื่อได้และตัดสินใจมาร่วมด้วยมีเหตุผล ดังนี้  ๑.พรรคฯ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคเฉพาะกิจ แต่มีเป้าประสงค์เป็นสถาบันการ เมือง สังเกตได้จากที่ลุงกำนันให้ผมช่วยหาที่ดินในขอนแก่นเพื่อตั้งสาขาพรรคที่ขอนแก่น ประมาณ ๒๐ ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่จะตั้งสาขาทั่วประเทศในจำนวน ๒๐ ไร่ เกือบทุกจังหวัด ไม่ใช่แค่การตั้งสาขาพรรคเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นศูนย์บ่มเพาะอาชีพ ศูนย์เรียนรู้ และฝึกอบรมของคนในพื้นที่นั้นๆ จึงต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก เพื่อพัฒนาคนในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ เราก็เห็นความตั้งใจแล้ว ๒.พรรคนี้ยืนยันว่า เป็นพรรคของประชาชน ไม่มีใครสามารถชี้นิ้วสั่งการได้ ไม่เหมือนบางพรรคที่อำนาจสั่งการอยู่ที่คนๆ เดียว พรรคนี้เป็นพรรคที่ประกาศว่า ถ้ามีผู้สมัครในแต่ละเขตเกิน ๑ คนขึ้นไป ต้องทำ primary vote ๓.ปัจจุบันขอนแก่นมีการตั้งคณะกรรมการพรรครวมพลังประชาชาติไทยประจำจังหวัดขอนแก่น จำนวน ๑๐-๑๒ คน แต่ผมไม่ได้รวมอยู่ในนั้น ซึ่งเท่าที่ผมได้สัมผัสคือ ทุกเรื่องในขอนแก่น ต้องมีการพูดคุยระหว่างกรรมการก่อน เมื่อกรรมการระดับจังหวัดมีมติแล้ว จึงเสนอไปส่วนกลาง ซึ่งการตัดสินใจของพรรคจะใช้มติของกรรมการระดับจังหวัดเป็นเกณฑ์ในทุกเรื่อง แสดงว่าไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของพรรค ๔.เหตุผลส่วนตัว ผมเห็นลุงกำนันสู้ตอนเป็น กปปส. ซึ่งคนที่สู้แบบนี้ในประเทศไทยมีคนเดียว ผมไม่เคยเห็นมีใครสู้แบบนี้ จึงเป็นความประทับใจส่วนตัว เกิดความศรัทธา และเชื่อในพลังการต่อสู้ของลุงกำนัน ทำให้ผมตัดสินใจที่จะมาอยู่พรรคนี้”

พร้อมสู้เต็มที่

          “สำหรับการเลือกตั้งส.ส.ในจังหวัดขอนแก่นที่ผ่านมาทั้ง ๑๐ เขต เป็นพรรคสีแดงทั้งหมด ส่วนในครั้งหน้านี้พูดได้เต็มปากว่า เขายังเป็นต่อเราเยอะ โอกาสที่เขาจะชนะเราก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นเราสู้ด้วยสถานภาพความเป็นรอง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่สู้ เราสู้เต็มที่ อีกส่วนหนึ่งคือ ผมมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ มีสิ่งที่จะเป็นตัวแปรเยอะมาก มีทั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ พรรคนอมินี มีตัวแข่งขันขึ้นมามาก ทำนายยาก อาจจะพลิกล็อกแบบวินาศสันตะโรเลยก็ได้ ไม่มีใครรู้ แต่สรุปได้อย่างคือ ในขอนแก่น เขต ๑ จะแข่งกันแค่ ๔ พรรคเท่านั้น คือ เพื่อไทย, รวมพลังประชาชาติไทย, พลังประชารัฐ และประชา ธิปัตย์ นอกนั้น อาจจะเป็นตัวที่ไม่เข้าป้ายนัก แต่ ๑ ใน ๔ พรรคนี้เข้าป้ายแน่ แต่พรรคเพื่อไทยยังเป็นต่อ” นายวิฑูรย์ กล่าว

เพื่อไทยถูกแบ่งคะแนน

          นายวิฑูรย์ เปิดเผยอีกว่า “ผมเลือกจะลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต ๑ ในพรรคลุงกำนัน ซึ่งสิ่งที่ผมจะคาดหวังคะแนนได้บ้างคือ ๑.คนที่นิยม กปปส. ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า คนที่มาร่วมกับ กปปส.ทุกคนจะเลือกลุงกำนัน เพราะตอนนั้นคนที่มาร่วมกปปส.คือคนที่ไม่เอาทักษิณทั้งหมด แต่ในจำนวนคนทั้งหมดที่มาร่วม ก็จะมีส่วนหนึ่งที่เอาลุงกำนัน อีกส่วนหนึ่งเป็นประชาธิปัตย์ และเป็นพรรคอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เอาทักษิณ ฉะนั้น ในขอนแก่นเขต ๑ จะมีคะแนนอยู่กลุ่มหนึ่งที่รักลุงกำนัน รัก กปปส.จริงๆ นั่นเป็นกลุ่มคะแนนที่เราคาดหวัง และคะแนนส่วนนี้เราก็ต้องยอมรับว่า แชร์มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ๒.คะแนนมาจากคนที่รู้จักผม ซึ่งเรียกว่าคะแนนบุคคล และ ๓.กลุ่มที่เราไม่รู้ว่าจะกาให้ใคร ซึ่งเราเดาไม่ได้เลย แต่จากความคาดหวังของผมคือ เชื่อว่า ผมจะมีคะแนนในระดับหนึ่ง แต่จะชนะไหม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมมั่นใจ คือแชมป์ ๔ สมัยครั้งที่แล้วคือผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย อาจจะเข้าที่ ๑ เหมือนเดิม แต่คะแนนที่ได้จะไม่เหมือนเดิม เช่นครั้งที่แล้วได้มา ๕๒,๐๐๐ คะแนน แต่ครั้งนี้ได้สูงสุดไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ คะแนน เหตุผลเพราะ ๑.เขาจะถูกแชร์โดยพรรคอนาคตใหม่ ๒.ถูกแชร์โดยพรรคนอมินี ๓.ถูกแชร์ด้วยพรรคพลังประชารัฐ และ ๔.ถูกแชร์จากคนที่เคยกาให้เขา เพราะเขาบอกว่า ที่กาให้เพราะอยากได้ทักษิณ แต่ครั้งนี้ คนกลุ่มนี้บอกว่า จะกาให้ยังไงทักษิณก็ไม่ได้กลับ คะแนนเขาจะเสียฟรี ในขอนแก่นเขต ๑ คนที่กาพรรคเพื่อไทย ปัจจัยในการกาไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้สมัครทั้งหมด แต่เขากาที่พรรค ครั้งนี้เขาจะไม่กาพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่อาจจะไม่กา หรืออาจจะกาพรรคอนาคตใหม่มากกว่า เพราะฉะนั้น ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยคะแนนไม่เหมือนเดิม แต่ยังมากพอที่จะชนะได้” 

เปิดเผยคู่ชิง

          เมื่อ “โคราชคนอีสาน” ถามถึงการเตรียม ผู้สมัครในแต่ละพรรคว่าพร้อมหรือยัง? นายวิฑูรย์ กล่าวว่า “ขอกล่าวถึงแค่ ๔ พรรค คือพรรคเพื่อไทย ยังเป็นคนเดิมคือ นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส่วนพรรคพลังประชารัฐ นายนพพร แก้วขัน (ทนายความ) และรวมพลังประชาชาติไทยก็ผม ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ ยังไม่ได้เคาะว่าเป็นใคร แต่มีคนเสนอตัว ๔ คนแล้ว”

          อนึ่ง นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน ภาค ๔, ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น, ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น, ประธานชมรมการจัดการงานบุคคล จังหวัดขอนแก่น, กรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดขอนแก่น และกรรมการคณะต่างๆ อีกหลายคณะ นอกจากนี้ ยังได้รับปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การตลาด) จาก มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางอรจิต กมลนฤเมธ มีบุตร-ธิดา ๒ คน

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๘ วันพุธที่ ๒๑ - วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

 

106 488