13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

November 23,2018

ผญบ.หลอกยืมเงินลงทุน สูญเงินร่วม ๑๐ ล้าน

         ร้องเรียนให้ตรวจสอบผู้ใหญ่บ้าน หลังถูกหลอกยืมเงิน อ้างนำไปร่วมลงทุนมีผลตอบแทนสูงร้อยละ ๓ ต่อเดือน มีคนตกเป็นเหยื่อสูญเงินร่วม ๑๐ ล้าน  ผู้ถูกร้องยอมรับยืมเงินจริงแต่ไม่ได้หลอกลวง ยืมมาหมุนเวียนปล่อยกู้และได้ผลประโยชน์จากดอกเบี้ยร่วมกัน อำเภอเตรียมนัดมาเจรจา

         เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า และชาวบ้านหลายหมู่บ้านในตำบลโคกม้า อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้นำหลักฐานหนังสือสัญญากู้เงิน และเอกสารการแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ออกมาร้องเรียนให้ทางอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเอาผิดนางแดง (นามสมมติ) ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.โคกม้า อ.ประโคนชัย โดยอ้างว่า ถูกผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวหลอกยืมเงินรายละตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้านบาท เพื่อจะนำไปร่วมลงทุนโดยจะมีผลตอบแทนให้ร้อยละ ๓ บาทต่อเดือน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอ้างจริง จึงมีข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนหลงเชื่อให้ยืมเงินไปร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ระยะหลังกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง เมื่อไปสอบถามก็ถูกบ่ายเบี่ยงอ้างโน่นอ้างนี่จนเวลาผ่านไปเกือบ ๓ เดือนแล้วก็ไม่ได้รับ คำตอบที่ชัดเจน ทั้งล่าสุดผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวได้หายออกจากบ้านไม่สามารถติดต่อได้ จึงเชื่อว่าน่าจะถูกหลอก จึงได้พากันนำสัญญากู้เงินเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.ประโคนชัย แล้ว ๒๓ ราย รวมเป็นเงินที่ถูกหลอกยืมไปเกือบ ๑๐ ล้านบาท ทั้งนี้ ประชาชนยังได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วย      

         นางยอดวภา นพตลุง หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวมาหลายปีแล้ว และเห็นว่ามีตำแหน่งเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านมีความน่าเชื่อถือ เมื่อผู้ใหญ่มาชักชวนให้ร่วมลงทุนโดยบอกว่าจะมีผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ ๓ บาทต่อเดือน  จึงหลงเชื่อให้ยืมเงินไปร่วมลงทุนหลายครั้งๆ ละหลักแสน รวมเป็นเงินที่ให้ผู้ใหญ่บ้านยืมไปกว่า ๒,๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งช่วงแรกยอมรับว่าได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามที่ผู้ใหญ่บ้านอ้างจริง แต่ระยะหลังเริ่มมีปัญหาไม่ได้ผลตอบแทน และผู้ใหญ่บ้านก็หายไปไม่อยู่บ้านกว่า ๑ เดือนแล้ว กลัวว่าเงินที่ผู้ใหญ่บ้านยืมไปจะสูญ จึงได้นำหลักฐานไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบช่วยเหลือ ทั้งอยากให้ผู้ใหญ่บ้านออกมาชี้แจงและนำเงินที่ยืมไปมาคืนด้วย

         ด้านนางหมื่น เรืองประโคน ประชาชนอีกรายที่ถูกหลอกยืมเงิน กล่าวว่า ตนถูกผู้ใหญ่บ้านยืมเงินไป ๑ ล้าน ๕ แสนบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บสะสมไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่เมื่อผู้ใหญ่บ้านมาชักชวนว่า ถ้านำเงินมาร่วมลงทุนจะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน จึงหลงเชื่อให้ยืมไป เพราะเห็นว่ามีผลตอบแทนสูง สุดท้ายกลับไม่ได้ทั้งต้นและดอกเบี้ยมาเป็นเวลา ๓ เดือนแล้ว และผู้ใหญ่บ้านก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ จึงตัดสินใจไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และอยากให้ผู้ใหญ่บ้านมาพูดคุยไกล่เกลี่ยกันเรื่องเงินที่ยืมไปว่า จะรับผิดชอบคืนเงินอย่างไร ไม่ใช่เงียบหายไปแบบนี้ 

         ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจงผ่านวิดีโอคอลว่า ไม่ได้หลอกลวงชาวบ้านตามที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่า ได้ยืมเงินชาวบ้านจริง แต่เป็นการนำมาลงทุนปล่อยกู้ให้กับผู้ที่เดือดร้อนจำเป็นต้องใช้เงิน ซึ่งชาวบ้านที่ให้ยืมเงินก็รับรู้ เพราะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน คือจะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ทั้งแบบรายเดือนและรายสัปดาห์ แต่ระยะหลังเกิดปัญหา เนื่องจากคนที่กู้ยืมเงินไปจ่ายดอกเบี้ยไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ขาดสภาพคล่องและหมุนเงินไม่ทัน ซึ่งตนเองก็แจ้งให้ชาวบ้านทราบแล้วแต่อาจจะไม่ครบทุกคน ส่วนที่ชาวบ้านกล่าวหาว่าตนเองมีเจตนาจะหลบหนีนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพียงแค่ตนเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด เพื่อจะหาเงินมาทยอยใช้หนี้คืนให้กับชาวบ้าน ก็ขอให้ชาวบ้านเห็นใจและให้ความเป็นธรรมกับตนเองด้วย

         ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ผู้สื่อข่าวสอบถาม จ.อ.ศักดิ์รินทร์ คูณประโคน ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอประโคนชัย ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ กรณีเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้ว ซึ่งเบื้องต้นทางอำเภอก็ได้นัดทั้งประชาชนที่ร้องเรียน และผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา มาสอบถามข้อเท็จจริงและพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่ที่ว่าการอำเภอประโคนชัยในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายนนี้ แต่หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ ประชาชนผู้เสียหายที่ถูกยืมเงินก็ต้องไปดำเนินการทางกฎหมายตามขั้นตอน เพราะเข้าข่ายคดีแพ่ง และกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำส่วนตัวไม่เกี่ยวกับโครงการของรัฐ เพียงแต่ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกร้องเรียนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและอยู่ในการกำกับดูแลของทางอำเภอ ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าว เข้าข่ายผิดวินัยหรือไม่อย่างไร

 

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๓๘ วันพุธที่ ๒๑ - วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

 

100 515