13thDecember

13thDecember

13thDecember

 

December 06,2018

ราษฎรไม่ต้องการเยียวยา ศาลปกครองห้ามทำนา โวยทำตั้งแต่บรรพบุรุษ

            ศาลปกครองนครราชสีมาห้ามเข้าทำประโยชน์ในที่สาธารณะ ๒,๖๐๐ ไร่ ตำบลหนองหลัก อำเภอชุมพวง ผู้ว่าฯ สั่งตั้งคณะกก.ช่วยเหลือและเยียวยา ๒๔๔ รายที่รับผลกระทบ ราษฎรลั่นกลางที่ประชุม “ขอที่นาคืน หนี้ธ.ก.ส. เดี๋ยวจ่ายเอง” นอภ.ชุมพวงย้ำ ทำนาไม่ได้ ขอให้เคารพคำสั่งศาล

            เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่ศาลาปฏิบัติธรรม วัดวิเวการาม หมู่ ๓ ตำบลหนองหลัก อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา นายปัญญา วงศ์ศรีแก้ว ปลัดจังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดประชุมชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่สาธารณะ ตำบลหนองหลัก อำเภอชุมพวง พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา และผู้อํานวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายไพรัตน์ วิทยาอนุมาส นายอำเภอชุมพวง กล่าวชี้แจงการประชุม ท่ามกลางราษฎรเข้าร่วมรับฟังกว่า ๒๐๐ คน

            นายปัญญา วงศ์ศรีแก้ว ปลัดจังหวัดนคร ราชสีมา กล่าวว่า ตามที่ศูนย์ดํารงธรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางสุภรพรรณ กิจไธสง และกลุ่มราษฎรตําบลหนองหลัก อําเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ขอความช่วยเหลือเข้าทําประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ ตําบลหนองหลัก อําเภอชุมพวง จังหวัดนคร ราชสีมา แต่เนื่องจากศาลปกครองนครราชสีมา มีคําพิพากษาตามคดีหมายเลขดําที่ ๔๑/๒๕๕๔ และคดีหมายเลขแดง ที่ ๖๓๒/๒๕๕๔ ว่า ไม่ให้ผู้ใดเข้าทําประโยชน์ในที่ดินสาธารณะดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาจึงได้สั่งการให้อําเภอชุมพวงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย จํานวนยอดหนี้สิน และความประสงค์ในการประกอบอาชีพของผู้ร้องเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นแก่ผู้ร้องต่อไป

            นายไพรัตน์ วิทยาอนุมาส นายอำเภอชุมพวง รายงานว่า คณะกรรมการฯ ได้กําหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ร้องเรียน โดยที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และพิจารณาให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ร้องเรียน ดังนี้

            ๑.ให้ความช่วยเหลือด้านที่ดินทํากิน และจัดสรรที่ดินทํากินให้แก่ราษฎร จํานวน ๕๐ ราย โดยมอบหมายเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราช สีมา สาขาชุมพวง ตรวจสอบการถือครองที่ดินว่า มีที่ดินทํากินแปลงอื่นอีกหรือไม่ จํานวนเท่าไร เพื่อประกอบข้อมูลรายงานให้จังหวัดพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือ

            ๒.ให้ความช่วยเหลือด้านการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ด้านการเลี้ยงสัตว์ จํานวน ๑๕ ราย โดยมอบหมายปศุสัตว์อําเภอเป็นผู้รับผิดชอบ และด้านการปลูกพืช จํานวน ๓ ราย มอบหมายเกษตรอําเภอ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ และการปลูกพืชที่เกี่ยวข้อง

            ๓.ให้ความช่วยเหลือด้านหนี้สิน การพักชําระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย จํานวน ๓๒ ราย โดยมอบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) ตรวจสอบข้อมูลหนี้ทั้ง ๓๒ รายเพิ่มเติม รวมถึงสถานะหนี้สินของคู่สมรส และให้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือด้านหนี้สิน เช่น มาตรการพักชําระหนี้ ลดดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ

            ๔.ให้ความช่วยเหลือด้านทุนประกอบอาชีพเสริม จํานวน ๓ ราย โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลความต้องการด้านอาชีพเพิ่มเติม และให้พิจารณา ประกอบอาชีพ ทุนประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดรายได้เสริม

            ๕.ให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ได้แก่ ช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา จำนวน ๕ ราย โดยมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตําบลหนองหลัก ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และพิจารณาหาทางช่วยเหลือ และช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาล จํานวน ๑ ราย โดยมอบสาธารณสุข อําเภอลงตรวจสอบถึงปัญหาด้านค่ารักษาพยาบาล และพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือ

            ๖.กลุ่มผู้ยื่นแบบสํารวจ แต่ระบุว่าไม่ต้องการรับความช่วยเหลือ หรือระบุความต้อง การเข้าไปทํานาในพื้นที่สาธารณประโยชน์ จํานวน ๖๐ ราย และ

            ๗.กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ จํานวน ๕๒ ราย

            โดยหลังจากที่ชี้แจงเรื่องการเยียวยาแล้วเสร็จ ประชาชนส่วนใหญ่ต่างตะโกน “ให้เห็นใจพวกฉันหน่อย ขอที่ทำกินไม่ได้หรือ ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ถ้าไม่ให้เข้าไปทำนาก็ไปจับวัว จับควายด้วย” หลังจากนั้นประชาชนบางส่วนพาลุกขึ้นกลางที่ประชุมและเดินออกจากการประชุมไป พร้อมเสียงตะโกนตลอดว่า ต้องการที่ทำมาหากิน ไม่ต้องการเยียวยา แต่ต้องการทำนาในที่ดินเดิม ส่วนเรื่องการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย ธ.ก.ส.ไม่ต้องการ เพราะถ้ามีที่ทำนา เดี๋ยวหาเงินมาใช้หนี้เอง

            ทำให้นายไพรัตน์ วิทยาอนุมาส นายอำเภอชุมพวง กล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมว่า พื้นที่บริเวณ ๒,๖๐๐ ไร่ ในหมู่ ๔ บ้านหนองหลัก ต.หนองหลัก อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา เป็นที่พื้นสาธารณประโยชน์ หรือ หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นหนังสือแสดงสิทธิในการขอใช้ประโยชน์หรือร่วมกันใช้ที่ดินในเขตราชพัสดุหรือเขตสาธารณประโยชน์ ออกโดยกรมที่ดินเป็นเอกสารสิทธิแสดงแนวเขตที่ดินของรัฐ โดยอาจจะออกเป็นแปลงใหญ่รวมกันและระบุชื่อหน่วยงานที่ใช้ประโยชน์ไว้ได้ โดยมีผู้ที่รับผลกระทบได้ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครอง และเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้นายอำเภอดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินของรัฐที่พิพาทในคดีนี้ ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ.๒๕๕๓ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ผ่านมาหลายปียังไม่มีการดำเนินการความคืบหน้าแต่อย่างใด โดยยังพบมีประชาชน ๒๔๔ รายเข้าไปใช้พื้นที่ทำกินอยู่ ซึ่งไปมีผลกระทบต่อผู้เลี้ยงสัตว์ที่เขามองว่า เมื่อเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์เขาก็ต้องใช้ได้ เขาก็ไปฟ้องศาลปกครอง

            “ผมเองมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของศาล ศาลว่าอย่างไรผมก็ทำตามนั้น เราต้องเคารพศาล พื้นที่บริเวณนั้นทุกคนมีสิทธิ เพราะเป็นที่สาธารณประโยชน์ มีชาวบ้านนำวัว ควาย ปล่อยเข้าไปกินหญ้า แต่จะมายึดสิทธิปลูกข้าว ทำนา ไม่ได้ แล้วคนอื่นเขาจะมองอย่างไร เมื่อทุกคนมีสิทธิ คนที่จนกว่าไม่มีที่ทำกินก็มากมายสุดท้ายก็จะคุยกันไม่จบ เราทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ส่วนที่เรามาเยียวยามาสนใจก็อีกส่วนหนึ่ง ผมทำตามข้อเท็จจริงทั้งหมด ถึงอย่างไรก็กลับเข้าไปทำนาไม่ได้แล้ว ส่วนท่านไหนที่ต้องการเยียวยาเราก็พร้อมให้การช่วยเหลือตลอด และจะดำเนินการแบบนี้ต่อไป” นายไพรัตน์ กล่าวในท้ายที่สุด

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๔๐ วันเสาร์ที่ ๑ - วันพุธที่ ๕ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑


35 295