16thSeptember

16thSeptember

16thSeptember

 

December 28,2018

‘ประชาชาติ’ขอชิงครบ ๑๔ เขต ยันไม่หนุนสืบทอดอำนาจ

          “ทวี สอดส่อง” ยกทัพประชาชาติลอดประตูชุมพล พร้อมกราบขอพรย่าโม ประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ หวังให้ประชาชนอยู่ดีกินดี คืนเสรีภาพและอำนาจให้ประชาชน พร้อมท้าชิงเก้าอี้ทั้ง ๑๔ เขต โคราช และส่งครบ ๓๕๐ เขตทั่วประเทศ

          เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๙.๐๙ น. บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พรรคประชาชาติ นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท. ไพฑูรย์ ชูชัยยะ รองหัวหน้าพรรค นายสุพจน์ อาวาส รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหาร รวมไปถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง ๑๔ เขต จังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางมาพบปะพี่น้องชาวโคราช พร้อมกับลอดประตูชุมพลและกราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตลาดสดแม่กิมเฮง ซึ่งมีสมาชิกพรรคและประชาชนกว่า ๔๐๐ คนรอต้อนรับ พร้อมส่งเสียงเชียร์ “สู้ๆ” อย่างกึกก้อง และในเวลา ๑๐.๐๐ น. ได้เดินทางไปเปิดศูนย์ประสานงานพรรคประชาชาติจังหวัดนครราชสีมา ที่แพลตตินั่มพลาซาโคราช

          พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “จังหวัดนครราชสีมา เรามีความสนใจในจังหวัดนครราชสีมา และได้ส่งว่าที่ผู้สมัครลงไปสู้ครบทั้ง ๑๔ เขต และวันนี้ได้มาพบปะพี่น้องโคราช ซึ่งได้มาดูแค่บางส่วน เพราะอยากดูว่า ความเป็นอยู่ของคนกลุ่มใหญ่ๆ นั้น มีความเป็นอยู่อย่างไร และลำบากเพียงไหน ซึ่งการพบปะกับพี่น้อง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดถือเป็นที่ที่เหมาะที่สุดที่จะดูเรื่องเศรษฐกิจ จากการเดินพูดคุยและเห็นแววตาของพ่อค้าแม่ค้าแล้ว ก็พบว่าบางรายขายไม่ดี รายได้ไม่คงที่ บางวันถึงขั้นขาดทุนก็มี ซึ่งที่พบว่าพ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ดีนั้น เป็นเพราะว่ากำลังซื้อจากภาคประชาชนไม่ดี หากจะดี ก็ดีแค่กลุ่มคนทำงานราชการ ซึ่งเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ แต่คนที่อยู่ตามชนบท อยู่ในชุมชนเล็กๆ กลับไม่มีเงินไม่มีอำนาจในการซื้อขาย จึงทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยตอนนี้ย่ำแย่มาก”

          เมื่อถามว่า “จะมีการแข่งขันกับพรรคอื่นอย่างไร” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เผยว่า “เนื่องจากพรรคของเราเป็นพรรคที่มีนโยบายว่า จะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะความสุขของประชาชนกับความสุขของรัฐจะต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ดังนั้นเราจะมุ่งเน้นไปที่การทำให้ประชาชนมีความสุข เมื่อประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดีแล้ว ประเทศชาติก็จะมั่นคง นอกจากนี้ เรายังเป็นพรรคที่เดินทางสายกลาง มีความเป็นประชาธิปไตย ที่สำคัญคือเราจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ การใช้กำลัง และการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมไปถึงการทุจริตทั้งในภาคเปิดและการทุจริตในอำนาจ และเรายังมีอุดมการณ์ที่โดดเด่นกว่าพรรคอื่นๆ คือ เราจะไม่วิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองอื่นๆ แต่ถ้าหากมีพรรคไดทำผิดกติกาเราก็จะสนับสนุนให้มีการเรียกร้องเพื่อตรวจสอบ เพราะการเลือกตั้งคือสิ่งเดียวที่คนทุกชนชั้นจะต้องออกมาทำอะไรร่วมกัน และทุกคนก็จะได้เพียง ๑ สิทธิ์ ๑ เสียงเท่ากัน และอยากจะวอนให้ กกต.ได้เข้ามาดูแล เข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างจริงจัง”

          ต่อข้อถามที่ว่า “ต้องการบอกกล่าวกับคนโคราชอย่างไรบ้าง?” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวว่า “พรรคประชาชาติ อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโคราช ทั้งด้านความเป็นอยู่ ด้านอาชีพ ด้านสุขภาพและอนามัย ด้านการศึกษา และที่สำคัญห้ามไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเด็ดขาด เราเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย ประชาชนจะต้องมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียม เราจะคืนเสรีภาพ คืนศักดิ์ศรี และคืนอำนาจให้กับประชาชน ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกเสียงออกความคิดเห็น แม้แต่การเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมีการเลือกตั้งจากประชาชนด้วย”

          พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ผมมองว่า เป็นการเลือกตั้งที่ง่ายมาก เพราะมีเพียงสองฝ่ายเท่านั้นเอง คือฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตย พรรคประชาชาติเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถึงแม้ผลการเลือกตั้งออกมาเราจะน้อยกว่าเขา เราก็ยอมรับเป็นฝ่ายค้าน เราไม่แข่งกันเหมือนบางพรรค ป่านนี้ยังไม่เลือกเลยว่าจะอยู่ฝ่ายไหน มัวรอดูผลอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้ มีนักวิชาการจากสถาบันจุฬาฯ มีการเสวนาทางวิชาการ วิเคราะห์การเมือง ก่อนและหลังการเลือกตั้งว่าจะเป็นอย่างไร เราจะเห็นว่าประเทศไทยเรามีการปฏิวัติมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติยึดอำนาจ ประมาณปีกว่าๆ ก็จะมีการเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วก็เลือกตั้ง แต่ทางคณะกรรมการไปวิเคราะห์การเมืองครั้งนี้ไว้ว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลชุดนี้ใช้เวลา ๔-๕ ปี เพื่อเตรียมการเพื่อจะบริหารต่อ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “สืบทอดอำนาจ” คือ เริ่มตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญออกมา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมา ๔-๕ ปีที่มีการวางแผนอย่างดี จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ได้วางหมากรุกอะไรไว้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ๒๕๐ คนนี้ ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชนเพราะไม่ได้มีการเลือกตั้ง ไม่ได้มีการแต่งตั้งทั้งหมด แม้ส่วน ๕๐ คนจะมาจากจังหวัดต่างๆ ก็จริง แต่ส่งไป ๒๕๐ แล้วเลือกเอา ๕๐ คน ก็ถือว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แล้วมีอายุการทำงาน ๕ ปี ส.ส.ที่เราจะเลือกในปีหน้านี้มีวาระ ๔ ปี เท่ากับว่า ส.ว. จำนวน ๒๕๐ คน มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ๒ ครั้ง พอครบ ๔ ปีไปแล้วก็กลับมาเลือกตั้งใหม่ และ ส.ว.ยังมีเวลาเลือกนายกฯ อีก ๑ ปี และนี่คือความคิดที่วางไว้ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าติดตามก็จะทราบว่า มี ๓๕๐ เขต น้อยกว่าเดิม แต่ถึงน้อยกว่าเดิมก็ไม่น่าเป็นปัญหาถ้าแบ่งเขตด้วยความเป็นธรรมตามที่ทางจังหวัดเสนอไป ๓ รูปแบบไม่เอา กลับไปเอาของตัวเองจึงได้เกิดรูปร่างบิดเบี้ยวบางพื้นที่ รวมทั้งเบอร์ผู้สมัครของพรรคแต่ละเขตไม่เหมือนกัน ซึ่งในสมัยก่อนเราจะเห็นว่า ถ้าพรรคประชาชาติได้เบอร์ ๑ ก็ต้องเบอร์ ๑ ทั้งหมด ๓๕๐ เขต ครั้งนี้จะไม่เหมือนกันเพราะต้องการให้สับสนวุ่นวาย แล้วอีกส่วนหนึ่ง เรื่องโลโก้ หัวหน้าพรรค ในบัตรจะไม่ให้มี จะให้มีแต่หมายเลข แต่สุดท้ายก็ยอม เพราะทนกระแสไม่ได้ ก็เลยสรุปว่าให้มี นี่คือช่วงก่อนเลือกตั้งที่จะทำไว้ การเลือกตั้งเป็นอย่างไร ทางนักวิชาการได้เสวนากันผ่านมาแล้ว ปกติเราเลือกตั้งเสร็จนับคะแนนเราก็จะรู้ผลว่าใครแพ้ใครชนะ แต่ครั้งนี้ไม่ อย่างน้อยคิดว่าสองอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนขึ้นไปถึงจะรู้ผล ก็เหมือนครูต้องตรวจการบ้านก่อน ผิดถูกอย่างไร แพ้หรือชนะ ถ้าแพ้ฝ่ายชนะมีข้อบกพร่องอะไร เพราะมาตรา ๔๔ ก็ยังคงไว้ อาจจะสอยได้ใบดำ-ใบแดง หรือบางเขตอาจจะโดนอะไรก็แล้วแต่ ก็จะเห็นว่าได้วางอะไรๆ ไว้”

          “พรรคประชาชาติหรือพรรคฝ่ายประชา ธิปไตย เราก็เปรียบเสมือนนักมวย เราพร้อมที่จะขึ้นบนเวที แต่กรรมการบนเวทีไม่ให้ฝ่ายเราเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตามในส่วนที่เราเสียเปรียบ เราก็จะสู้ พรรคประชาชาติก็จะสู้ อย่างที่เลขาธิการพรรคฯ ได้พูดกับทุกคนไปแล้ว จะสู้ด้วยรูปแบบนโยบายของเรา จะไม่มีนอกมีในอะไรทั้งสิ้น นี่เฉพาะปัญหาใกล้ตัวเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร ๔-๕ ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจ ทุกคนบ่นเหมือนกันหมดเรื่องเศรษฐกิจ แจกบัตรคนจน ๕๐๐ บาท ถือว่าดีไหม ก็ดีเพราะประชาชนได้ไร แต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปลายเหตุ เหมือนหลายๆ ครอบครัวที่เขาเอาปลาไปแจกครอบครัวละตัว กินไปก็หมดไป พรุ่งนี้ก็แจกใหม่กินไปก็หมดไป แต่ถ้าเราสร้างอาชีพขึ้นมา แทนที่จะให้ปลาเราก็ให้เป็ดไปหาปลาก็ยังดีกว่าเสียอีก” พล.ต.ท.ไพฑูรย์ กล่าวในตอนท้าย

          ทั้งนี้ พรรคประชาชาติเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผู้คนซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันที่ จะทำงานการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย เพื่อมุ่งสร้าง “ประชาชาติ” ที่หมายถึง “ชาติของประชาชน” ให้เกิดขึ้น โดยคำว่า “ชา” ในที่นี้ คือ ชาติที่เป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่ประชาชนซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา และความคิดความเชื่อ เป็นพลเมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างเสมอหน้า และสันติ และได้รับการเคารพ คุ้มครอง ในแง่สิทธิมนุษยชนโดยกฎหมาย บนฐานของประชาธิป ไตย ความยุติธรรม และการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยพรรคประชาชาดี ได้ประชุมจัดตั้งพรรคเพื่อคัดเลือกผู้บริหารพรรคบางส่วนไป เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๑ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๑ ได้ยื่นคำขอจดทะเบียน จัดตั้งพรรคการเมือง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกส.) ต่อมาในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกส.) ได้พิจารณาอนุมัติคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคประชาชาติ โดยให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรคประชาชาติ และมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรคประชาชา ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ ในช่วงก่อนการประชุมจัดตั้งพรรค กลุ่มผู้ก่อตั้งพรรคได้แยกย้ายกันไปพบปะกับพี่น้องประชาชนในภาคส่วนต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและความคิดเห็น และรวบรวมมาใช้จัดทำร่างนโยบายเบื้องต้นของพรรค ที่สำคัญได้เชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาเป็นเจ้าของ “ประชาชาติ” เพื่อจะได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการกำหนดนโยบาย การคัดสรรผู้สมัคร และทำกิจกรรมในลักษณะอื่นร่วมกัน แม้กลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชาติจำนวนหนึ่งมีพื้นเพหรือมีประสบ การณ์ ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ปัญญาชน นักวิชาชีพ นักการเมือง อดีตข้าราชการ เกษตรกร เยาวชน สตรี ฯลฯ แต่นี่ก็ไม่ได้ความหมายว่าพรรคประชาชาติจะสนใจปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เท่านั้น ตรงกันข้ามพรรคประชาชาติมองว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่จะต้องแก้ไขไปพร้อมกับปัญหาอื่นๆ ดังนั้น นโยบายของพรรคประชาชาติจึงมุ่งที่การปฏิรูปและแก้ปัญหาของประเทศไทยในทุกด้าน

 

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๔๕ วันพุธที่ ๒๖ - วันจันทร์ที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑

 

680 7924