20thFebruary

20thFebruary

20thFebruary

 

February 07,2019

‘เอสซีจี’เดินหน้ากลยุทธ์เสริมแกร่ง สร้างโซลูชั่นครบวงจร-โมเดลธุรกิจใหม่

           “เอสซีจี” มุ่ง ๒ กลยุทธ์หลักในปี ๒๕๖๒ เน้นสร้างเสถียรภาพทางการเงินและบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยการส่งมอบโซลูชั่นครบวงจรและโมเดลธุรกิจใหม่ พร้อมเร่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตรงใจลูกค้าทั่วภูมิภาค

 

           นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจีประจำปี ๒๕๖๑ มีรายได้จากการขาย ๔๗๘,๔๓๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖ จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี ๔๔,๗๔๘ ล้านบาท แต่ลดลงร้อยละ ๑๙ จากปีก่อน จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสถานการณ์สงครามการค้า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน และเงินบาทแข็งค่า จึงส่งผลต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี

           โดยปี ๒๕๖๑ เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) ๑๘๔,๙๖๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ จากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ ๓๙ ของยอดขายรวม โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า ๔,๖๗๔ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๑ ของยอดขายรวม

           สำหรับไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ เอสซีจีมีรายได้ จากการขาย ๑๑๗,๒๒๓ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๔ จากไตรมาสก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของตลาดในประเทศของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โดยมีกำไรสำหรับงวด ๑๐,๔๖๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑ จากไตรมาสก่อน จากเงินปันผลรับจากเงินลงทุนของธุรกิจเคมิคอลส์และการลงทุนในธุรกิจอื่น แต่ลดลงร้อยละ ๑๗ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ลดลง ทั้งนี้ เอสซีจีมีรายได้จากการส่งออก ๑๓๐,๘๙๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๗ ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

           สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในปี ๒๕๖๑ เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน ๑๑๘,๐๑๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๕ ของรายได้จากการขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑ จากปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่นๆ ๘๖,๑๕๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๘ รายได้จากการขายรวม ซึ่งสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ มีมูลค่า ๕๘๙,๗๘๗ ล้านบาท โดยร้อยละ ๒๘ เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

           ในขณะที่ผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๑ แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้ ๑.ธุรกิจเคมิคอลส์ ในปี ๒๕๖๑ มีรายได้จากการขาย ๒๒๑,๕๓๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗ จากปีก่อน จากปริมาณการขายและราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับปี ๒๙,๑๖๖ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๒๙ จากปีก่อน จากวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมลดลง ขณะที่ไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย ๕๓,๙๐๕ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๗ จากไตรมาสก่อน จากราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด ๕,๔๑๕ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๒๘ จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ ๔๓ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมลดลง และมีการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ

           ๒.ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี ๒๕๖๑ มีรายได้จากการขาย ๑๘๒,๙๕๒ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔ จากปีก่อน ตามการขยายตัวของความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ และการขยายตัวของการก่อสร้างในภูมิภาค โดยมีกำไรสำหรับปี ๕,๙๘๔ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๗ จากปีก่อน สาเหตุหลักจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีในไตรมาสที่ ๓ ปี ๒๕๖๑ ทั้งนี้ เมื่อไม่รวมการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี กำไรสำหรับปีจะเท่ากับ ๗,๓๐๔ ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย ๔๕,๗๒๘ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๑ จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของการก่อสร้างในประเทศไทยและในภูมิภาค โดยมีกำไรสำหรับงวด ๑,๕๕๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๘๘ จากไตรมาสก่อน ผลจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีในไตรมาสที่ ๓ ปี ๒๕๖๑ และเพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๙ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นในไทยและภูมิภาคอาเซียน

           ๓.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในปี ๒๕๖๑ มีรายได้จากการขาย ๘๗,๒๕๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗ จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี ๖,๓๑๙ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๖ จากปีก่อน จากโครงการลดต้นทุนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๖๑ ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย ๒๑,๒๘๓ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๔ จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ ๑ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายที่ลดลงทั้งในธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยมีกำไรสำหรับงวด ๑,๔๙๒ ล้านบาท ลดลงร้อยละ ๑๓ จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๓ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

           นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ปี ๒๕๖๒ เอสซีจียังคงเน้น ๒ กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน (Stability)  ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีโดยรวมในปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ร้อยละ ๙ ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม อีกทั้งฐานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่งเช่นกัน โดยมีสัดส่วน Net Debt to EBITDA อยู่ที่ ๑.๗ เท่า ขณะที่เงินกู้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทและเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่กว่าร้อยละ ๙๐ ส่วนกระแสเงินสดมีเสถียรภาพจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่มั่นคง

           อีกกลยุทธ์ คือ การบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Growth) โดยนอกจากจะให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืนแล้ว ปีนี้เอสซีจีจะมุ่งเน้นการส่งมอบโซลูชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบเบ็ดเสร็จ ครบครันยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโซลูชั่นของธุรกิจเคมิคอลส์ เช่น การให้บริการสารเคลือบเตาเผาเพื่อประหยัดพลังงานสำหรับอุตสาหกรรม และการให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ ติดตั้ง และบริการหลังการขาย ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ที่มุ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การให้บริการออกแบบบรรจุภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า กระทั่งการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตซ้ำอีกครั้ง และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เช่น โซลูชั่นการก่อสร้าง (Construction Solutions) ที่ผนวกความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าคุณภาพสูง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย มาพัฒนาเป็น ๙ โซลูชั่นหลัก เช่น Life-time Solution ที่ให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ ก่อนออกแบบวิธีการ ดำเนินการต่อเติม และเสริมกำลังโครงสร้างให้เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ เอสซีจียังมุ่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้ทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย

           สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ นั้น เอสซีจีจะมีทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า, Blockchain ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและคู่ค้าโดยอัตโนมัติ ให้สามารถแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การพัฒนา Robotic Process Automation (RPA) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) ที่ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของระบบการผลิต ให้สินค้าผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพและทันความต้องการของตลาด และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep technology) ที่ตอบโจทย์เทรนด์อนาคต เช่น New advanced materials, Clean technology เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตตลอด Value chain ให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนได้มากขึ้น และเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ๔.๐ ด้วยการมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานภายใน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ผสานการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Agile Organization) การส่งเสริมกระบวนการคิดเพื่อออกแบบสินค้าและบริการด้วย Design Thinking ตลอดจนการส่งเสริมการทำงานแบบสตาร์ทอัพ เพื่อช่วยให้เข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว ผ่านโครงการ “Internal Startup” ซึ่งช่วยพัฒนาผู้มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าและธุรกิจที่มีกว่า ๑๐๐ ทีม ให้สามารถพัฒนาโมเดลธุรกิจให้ตรงความต้องการของตลาดได้แล้วกว่า ๔๐ ทีม เช่น การทำแพลทฟอร์มรวบรวมกล่องอาหารเดลิเวอรี่พร้อมบริการสั่งทำโลโก้ที่เหมาะกับทุกรูปแบบธุรกิจ หรือระบบบริหารลูกค้าและติดตามการขายสำหรับร้านวัสดุก่อสร้าง

           อีกด้านหนึ่ง คือ การมุ่งสร้างความร่วมมือกับภายนอก (Open Collaboration) ทั้งการลงทุนในสตาร์ทอัพชั้นนำ ในหลากหลายภูมิภาค ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมสอดคล้องกับ ๓ กลุ่มธุรกิจหลัก ผ่าน “AddVentures” พร้อมเข้าไปเสริมศักยภาพให้สตาร์ทอัพที่ลงทุนไปแล้ว ทั้งการลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพ ๑๐ ราย เช่น แพลตฟอร์มที่ช่วยค้นหาบุคลากรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเพื่อมาต่อยอดธุรกิจด้านดิจิทัล หรือบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนการลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพต่างๆ รวมถึงการต่อยอดโครงการร่วมมือเชิงพาณิชย์กับบริษัทด้านเทคโนโลยีเกือบ ๑๐๐ โครงการ เพื่อนำนวัตกรรมของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมาต่อยอดกับธุรกิจหลักหรือสร้างเป็นธุรกิจใหม่ของเอสซีจี ตลอดจนการร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั่วโลก โดยมี Open Innovation Center เป็นศูนย์กลางให้เกิดเครือข่ายการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดียิ่งขึ้น

           นอกจากนี้ เพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาว เอสซีจีจะยังเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการ ตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคต ทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตลอดจนตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็ว เช่น  การส่งออกสินค้า เคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ ด้วย”

           อนึ่ง คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี ๒๕๖๑ ในอัตราหุ้นละ ๑๘.๐๐ บาท รวมเป็นเงินประมาณ ๒๑,๖๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๔๘ ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ ๘.๕๐ บาท เป็นเงิน ๑๐,๒๐๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๑ และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ ๙.๕๐ บาท รวมเป็นเงินประมาณ ๑๑,๔๐๐ ล้านบาท

           ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒ (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๒) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๒ และให้รับเงินปันผลภายใน ๑๐ ปี

 

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๕๓ วันพุธที่ ๖ - วันอาทิตย์ที่ ๑๐ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

 


24 5706