21stJuly

21stJuly

21stJuly

 

February 22,2019

‘บิ๊กโจ๊ก’จับเต็นท์รถใหญ่บุรีรัมย์ อายัดรถกว่า ๒๐๐ คัน ยึดทรัพย์ ๒๐๐ ล้าน ฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยราย

บิ๊กโจ๊ก แถลงจับเต็นท์รถรายใหญ่ที่บุรีรัมย์ ฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยราย จับผู้ต้องหา ๔ ราย อายัดรถกว่า ๒๐๐ คัน ยึดทรัพย์กว่า ๒๐๐ ล้าน ปชช.ที่ตกเป็นเหยื่อนับร้อยแห่มอบดอกไม้ขอบคุณบิ๊กโจ๊ก ที่มาช่วยเหลือเชื่อจะได้เงินหรือรถที่ถูกโกงคืน   เผยที่ผ่านมาร้องเรียนแจ้งความแต่เรื่องเงียบหาย

เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ๓ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ชุดสืบ สภ.สตึก และฝ่ายปกครองอำเภอสตึกกว่า ๑๐๐ นาย ได้นำหมายจับ และหมายค้นศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าตรวจค้นจับกุมเต็นท์รถรายใหญ่แห่งหนึ่ง ใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังประชาชนหลายรายเข้าร้องเรียนกับหลายหน่วยงานว่า ถูกเต็นท์รถดังกล่าวหลอกลวงฉ้อโกงในหลายรูปแบบ เช่น บางคนตั้งใจนำรถยนต์ไปขายให้กับเต็นท์ แต่เต็นท์กลับหลอกล่อให้ตีเทิร์น โดยใช้อุบายหลอกให้ลูกค้าเลือกเอารถมือสองคันอื่นในเต็นท์ แล้วจะจ่ายส่วนต่างที่รับซื้อรถให้ เมื่อลูกค้าหลงเชื่อก็ให้ทำสัญญาซื้อขาย แต่พอลูกค้านำรถไปลองกลับพบรถมีปัญหาจึงนำมาขอเปลี่ยนรถคันเดิมคืน ทางเต็นท์กลับบ่ายเบี่ยงอ้างว่าขายไปแล้ว หากอยากได้รถคืนต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่บางรายนำรถมาขายเมื่อทำสัญญาซื้อขายเรียบร้อย ทางเต็นท์กลับจ่ายเงินให้เพียงบางส่วนที่เหลืออ้างว่าจะโอนให้ทีหลัง แต่กลับไม่โอนตามที่รับปาก ซึ่งที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจค้นหลายครั้ง แต่ไม่สามารถเอาผิดกับเต็นท์รถดังกล่าวได้ และยังคงเปิดดำเนินกิจการตามปกติ

               ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลกระจายกำลังเข้าตรวจค้นพร้อมกัน ๔ จุด คือ เต็นท์เดิม และเต็นท์ใหม่ที่กำลังเปิดดำเนินการ   คาร์แคร์ และบ้านพักของเจ้าของเต็นท์ เบื้องต้นได้ทำการตรวจยึดอายัดรถยนต์กระบะ และรถบรรทุกไว้ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒  กว่า ๒๐๐ คัน พร้อมทั้งแสดงหมายจับของศาลเข้าจับกุมตัวเจ้าของเต็นท์ ผู้จัดการ และผู้ดูแลเต็นท์รวม ๓ คน ฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด, จัดหามาซึ่งเงินทุนให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ปลอมและใช้เอกสารปลอมกรณีมีหลักฐาน”

               ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นเต็นท์รถ มีประชาชนที่ถูกหลอกและเอารัดเอาเปรียบ จากการซื้อขายรถยนต์ที่เต็นท์ดังกล่าวเข้ามาร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่อีกด้วย โดยบอกว่าซื้อรถยนต์ที่เต็นท์แห่งนี้แต่ไม่สามารถโอนได้

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงประมาณ ๑๖.๐๐ น. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบินด่วนมาร่วมแถลงข่าวการจับกุมเต็นท์รถรายใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

               นางณัฐอร บทม์รัตน์ชยะกูร อายุ ๓๙ ปี ชาวบ้าน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน ๒๕๖๑ ได้นำรถเก๋งมาขายให้กับเต็นท์ดังกล่าว โดยเต็นท์ตีราคาให้ ๓๐๐,๐๐๐ บาทจึงตกลงขาย แต่เมื่อทำสัญญาซื้อขายเสร็จเรียบร้อย ทางเต็นท์กลับบอกว่าไม่มีนโยบายรับซื้อรถเก๋งทั้งที่ตอนแรกก็ตกลงรับซื้อ เหมือนกับมัดมือชกให้เป็นลักษณะตีเทิร์น แล้วบังคับให้เลือกเอารถกระบะจากเต็นท์ไป โดยหักเงินดาวน์จากยอดที่ตีราคาซื้อรถเก๋ง ๑๒๐,๐๐๐ บาท แล้วจ่ายส่วนต่างให้เพียง ๗๐,๐๐๐ บาท แต่เอารถมาใช้ได้ไม่นานก็มีคนมาแจ้งว่ารถกระบะที่ตนซื้อมาจากเต็นท์ เป็นรถของผู้เสียหายอีกรายที่ถูกหลอกให้ซื้อขายที่เต็นท์เดียวกัน ตนจึงนำรถกระบะไปคืน พอสอบถามจะเอารถเก๋งคืนทางเต็นท์ก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่าขายไปแล้ว แต่ไฟแนนซ์กลับมาทวงค่างวดกับตน ซึ่งค้างอยู่ถึง ๔ งวด

               “แต่วันนี้มาเห็นรถเก๋งที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจยึดมาเป็นของกลาง จอดอยู่ต่อหน้าก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นรถของตัวเอง แม้จะยังไม่รู้ว่าจะได้รถคืนในรูปแบบไหน ก็อยากวิงวอนให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ช่วยเหลือด้วย เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว”

               ด้านนางณัฐยา อุทารัมย์  อายุ ๓๔ ปี ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ตนและสามีได้นำรถ ๖ ล้อส่งของไปขายดาวน์ให้กับเต็นท์ โดยตกลงขายดาวน์ ๔๐๐,๐๐๐ บาท แต่พอทำสัญญาซื้อขายเสร็จ ทางเต็นท์กลับไม่จ่ายเงินให้ แต่กลับบอกให้เลือกเอารถที่เต็นท์แทน ซึ่งเห็นว่าสามีจะซื้อรถดั้มพอดี จึงจำใจต้องซื้อ โดยวางเงินดาวน์ไป ๕๐,๐๐๐ บาท  แต่พอนำรถไปใช้ได้วันเดียวก็เสียใช้งานไม่ได้ จึงนำคืนแต่เต็นก็ให้เปลี่ยนเอารถดั้มอีกคันไป โดยให้วางเงินดาวน์เพิ่มอีก ๗๐,๐๐๐ บาท  แต่พอเอาไปใช้ได้ไม่ถึงเดือนก็เกิดปัญหารถเสียใช้การไม่ได้อีก จึงให้เต็นท์มาลากกลับไปคืน แต่ทางเต็นท์ก็ไม่ได้รับผิดชอบหรือคืนเงินให้เลย ผ่านไปสักระยะก็มีบริษัทไฟแนนซ์ส่งหนังสือมาทวงค่างวดรถหกล้อคันที่ตนนำไปขายให้กับทางเต็นท์ เพราะตั้งแต่ซื้อไปเต็นท์ไม่ได้ส่งงวดเลย  แต่ชื่อผู้เช่าซื้อยังเป็นของตนเองเพราะยังไม่ได้โอน ทำให้ตนพร้อมสามี และแม่ถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องร้องยึดทรัพย์ เป็นที่นา ๑๘ ไร่ และกำลังจะยึดบ้านอีก ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนมาก ต้องเสียทั้งรถ สูญเงินสดไปอีก ๑๒๐,๐๐๐ บาท และยังถูกฟ้องร้องอีก   จึงอยากวิงวอนให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ช่วยเหลือ เพราะที่ผ่านมาร้องเรียนไปทุกหน่วยงานแล้ว เวลาผ่านไป ๕ ปีแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า

               ล่าสุดเมื่อเวลา ๑๘.๓๐ น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาแถลงผลการจับกุมเต็นท์รถรายใหญ่ ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค ๓ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ชุดสืบ สภ.สตึก และฝ่ายปกครองอำเภอสตึกกว่า ๑๐๐ นาย ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นจับกุมเต็นท์รถ โดยได้ทำการอายัดรถกว่า ๒๐๐ คัน และจับกุมผู้ต้องหา ๔ ราย ยึดทรัพย์กว่า ๒๐๐ ล้านบาท หลังจากได้มีประชาชนผู้เสียหายหลายราย เข้าร้องเรียนศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินประชาชนว่า ถูกเต็นท์รถดังกล่าวหลอกลวงฉ้อโกงสูญทั้งรถทั้งเงิน แถมยังถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องร้องบังคับคดีทางแพ่ง ถูกยึดบ้าน ยึดรถ เดือดร้อนมานาน

               ทั้งนี้ ขณะที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะเดินทางมาแถลงข่าว ได้มีประชาชนผู้เสียหายจำนวนมาก นำดอกไม้มามอบเพื่อแสดงความขอบคุณพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และคณะ ที่มาให้ความช่วยเหลือเพราะที่ผ่านมาเคยร้องเรียนหลายหน่วยงาน และแจ้งความตำรวจ แต่เรื่องก็เงียบหาย แต่ครั้งนี้มีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม  

               พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าเต็นท์รถดังกล่าวเปิดดำเนินการมานานกว่า ๒๐ ปีหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยราย มีเงินหมุนเวียนปีละ ๒๐๐–๓๐๐ ล้านบาท โดยวิธีการของเต็นท์รถดังกล่าวจะเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เพื่อรับซื้อรถ ๒ ประเภท คือ รถที่อยู่ในไฟแนนซ์และไม่ได้ติดไฟแนนซ์ โดยรถที่ไม่ได้อยู่ในไฟแนนซ์ก็บอกว่าจะให้ราคาสูงเพื่อจูงใจ แต่เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อนำรถมาขาแล้วก็จ่ายเงินไม่ครบ เมื่อผู้เสียหายมาขอรถคืนก็ไม่ให้แต่กลับเอารถไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการฉ้อโกง อีกวิธีการคือเจ้าของรถที่ยังติดไฟแนนซ์นำรถมาขาย ก็เสนอราคาให้สูงเมื่อผู้เสียหายตกลงขาย เต็นท์ก็รับปากจะผ่อนต่อให้แต่กลับนำรถไปขายต่อโดยที่ไม่ส่งไฟแนนซ์ให้ตามที่รับปาก  ทำให้ชาวบ้านต้องเสียทั้งรถ และต้องมาผ่อนกระดาษเปล่าอีก ทั้งยังถูกฟ้องร้องคดีแพ่งอีก ปัญหาที่เกิดขึ้นความรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ทั้งไม่มีใครให้คำแนะนำปรึกษาจึงทำให้มีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก

               หลังจากได้รับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ก็ได้บูรณาการกันหลายฝ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเดิมทางเต็นท์พยายามจะให้เป็นคดีแพ่ง  แต่เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลการสอบสวนเข้าด้วยกัน ซึ่งพฤติการณ์เป็นการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ถือเป็นความผิดคดีอาญาชัดเจนในลักษณะร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และเข้าข่ายกระทำผิดฐานฟอกเงิน จึงนำมาซึ่งการขออนุมติหมายศาลจับกุมผู้ต้องหาทั้ง ๔ คน คือเจ้าของเต็นท์รถสามี ภรรยา และลูกน้องที่ทำหน้าที่คอยรับซื้อขายแลกเปลี่ยนรถ ทั้งนี้ยังได้ยึดทำการทรัพย์อีกกว่า ๒๐๐ ล้านบาทด้วย พร้อมยืนยันว่าคดีดังกล่าวจะไม่เงียบหายไป และถึงแม้จะใช้กฎหมายยึดทรัพย์สินผู้ต้องหาเพื่อมาจ่ายคืนให้กับผู้เสียหาย ก็เป็นเพียงแค่การบรรเทาโทษเท่านั้น แต่คดีอาญาก็ยังคงดำเนินต่อไป


820 7826