18thAugust

18thAugust

18thAugust

 

March 18,2019

‘ลุงตู่’ไม่สู้กับใคร อวด‘๕ ปีอีสานแข็งแรง’ ลุยคมนาคมแสนล้าน

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๘.๑๕ น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ     สิ่งแวดล้อม, พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยข้าราชการ เอกชน ประชาชน ให้การต้อนรับหลายร้อยคน จากนั้นเดินทางไปศาลหลักเมืองขอนแก่น เพื่อสักการะศาล
 
เทพารักษ์หลักเมือง 
 
ต่อมาเวลา ๑๑.๐๐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางต่อไปยังสถานีรถไฟขอนแก่น เพื่อทำพิธีเปิดการใช้งานอาคารสถานีรถไฟขอนแก่นแห่งใหม่ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟลอยฟ้าในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงจิระ–ขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานีรถไฟลอยฟ้าในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงจิระ-ขอนแก่น โดยถือเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ด้วยงบประมาณในการก่อสร้างกว่า ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมเป็นประธานสักขีพยาน ในการมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน โดยมีประชาชนมาร่วมต้อนรับกว่า ๖,๐๐๐ คน
 
สถานีรถไฟลอยฟ้า
 
ด้านนายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศ ไทย กล่าวว่า โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ -ขอนแก่น มีระยะทางก่อสร้าง ๑๘๗ กิโลเมตร รวม ๑๙ สถานี ในเขตนครราชสีมา ๑๑ สถานี ขอนแก่น ๘ สถานี จะมี ๒ สถานี ที่โดดเด่นเป็นสถานีลอยฟ้า คือสถานีขอนแก่นและบ้านไผ่ เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ หากโครงการนี้เสร็จจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น จากเดิม ๓ ชั่วโมง เหลือเพียง ๑.๒๐ ชั่วโมง และช่วยลดเวลาการขนส่งสินค้าจากเดิม ๖ ชั่วโมง เหลือเพียง ๒.๓๐ ชั่วโมง สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก ๒ ล้านคนต่อปี เป็น ๑๐ ล้านคนต่อปี
“การก่อสร้างมีความคืบหน้า และได้ทยอยเปิดให้บริการส่วนแรกได้แล้ว ซึ่งสถานีขอนแก่นถือเป็น ๑ ใน ๒ สถานีสำคัญที่ได้ก่อสร้างเป็นสถานีรถไฟลอยฟ้า โดยยกระดับสูงขึ้นจากพื้นดิน ๑๔ เมตร ต่อจากสถานีบ้านไผ่” นายวรวุฒิ กล่าว
ย้ำทำจริงไม่ใช่เพ้อฝัน
 
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวทักทายเป็นกลอนที่แต่งขึ้นระหว่างเดินทางมาว่า “เพราะคิดถึงจึงมาหา ดูหน้าตาบอกให้รู้ดูสดใส ทั้งขอนแก่นและโคราชนั้นใช่ไกล ใจถึงใจส่งให้กันบ้านฉันเอง” พร้อมกล่าวต่อว่า อีสานก็บ้านนายกรัฐมนตรีเหมือนกันนะอยากให้รู้ว่าฮักหลายเด้อ คิดฮอดหลายเด้อ ภูมิใจที่ได้มาวันนี้คักๆ เด้อ วันนี้เดินเข้ามาได้ยินเสียงเพลงหยุดตรงนี้ที่เธอ รถไฟขบวนนี้ก็หยุดอยู่ตรงนี้ ใจถึงใจ
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับอีสานคือสายน้ำ เหมือนสายเลือดของคนอีสาน รัฐบาลนี้ก็ทำให้ตลอดมา และวันนี้ตนมาเปิดสถานีรถไฟ เพื่อทุกคนและจะเป็นการเชื่อมเส้นทางสร้างอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งใจถึงใจคือรถไปถึงกัน โครงการนี้เราเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ นี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่นิยาย ไม่ได้พูดเลอะเทอะ เพราะเสร็จแล้ว โครงการเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ วันนี้ปี ๒๕๖๒ ทำได้ขนาดนี้ จะไม่ทำต่ออีกหรืออย่างไร คนจะมาใหม่บอกว่าจะมารื้อ เป็นไปไม่ได้ ตนไม่ได้ว่าใคร ไม่ได้เกี่ยวกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น อยู่ตรงนี้ที่เธอ เธอก็คือประชาชนและคือศูนย์กลางของราชการแผ่นดิน
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า บางส่วนต้องมีการจัดระเบียบให้เข้ารูปเข้ารอยให้ถูกต้อง วันนี้ตนทำตามสัญญา คือทำตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติ และทุกคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ต้องรู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องชี้แจงในรัฐสภาให้ได้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน เราต้องเลือกผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต และมี ธรรมาภิบาล วันนี้ผมขอความรักความสามัคคีขึ้นมาให้ผมได้หรือไม่ และขออย่าขัดแย้งกันอีก
 
“เห็นใจผมหรือไม่ เห็นใจรัฐมนตรี เห็นใจผู้ว่าฯ หรือไม่ เราตัดเขาทิ้งไม่ได้ คนไม่ดีก็ว่ามา แต่คนที่ดีก็เยอะแยะ เขาทำงานกันทั้งนั้น ประชาชนไม่ร่วมมือก็ไม่เกิด และเอกชนไม่ร่วมมือก็ไม่เกิดอีก นี่คือความเป็นชาติ ขอความรักความสามัคคีให้ผมให้ประเทศชาติได้หรือไม่ ขออย่าขัดแย้งกันได้ไหม ถือเป็นสัญญาของท่านที่ให้กับผมและประเทศชาติ และผมสัญญากับท่านว่า จะนำพาประเทศชาติไปให้ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายคนถามว่าทำไมต้องสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ให้เยอะเพราะกรุงเทพฯ มีคนเยอะ คนอีสานเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ มากมายไปสร้างตึกสร้างอาคาร นี่คือสมรรถภาพของคนอีสาน คนอีสานมีความอดทนและเข้มแข็ง ไม่อย่างนั้นไม่ทนอยู่กับตนมาได้ ๕ ปี
รัฐบาลเดินหน้าช่วยเต็มที่
 
“รัฐบาลยังห่วงใยปัญหาปากท้องและสวัสดิการเจ็บป่วย โดยได้เร่งขยายโครงการประชารัฐสวัสดิการ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เพื่อประชาชน ๑๔ ล้านคน (รวมคนพิการ) ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งขอนแก่นมีจำนวนผู้มีสิทธิ ๔๕๒,๙๘๖ คน และใช้สิทธิผ่านเครื่อง EDC ของร้านธงฟ้า และผ่าน App ถุงเงิน รวมทั้งสิ้น ๑,๖๘๖ ร้านค้า ช่วยแบ่งเบาภาระ ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพิ่มงบประมาณรายหัวขึ้นเป็น ๓,๖๐๐ บาท ริเริ่มระบบ UCEP สำหรับทุกคน สายด่วน ๑๖๖๙ ทั่วประเทศ เข้ารักษาฟรี ทันที ทุกสิทธิ ทุกโรงพยาบาลให้พ้นวิกฤต และบริการสุขภาพอื่นๆ เช่น นักบริบาลชุมชนดูแลผู้ป่วยติดเตียง ทีมหมอครอบครัวให้บริการสุขภาพถึงบ้านอย่างทั่วถึง”
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำในการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เข้าถึงโอกาสในการพัฒนา เข้าถึงโอกาสการบริการภาครัฐ ใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา สร้างอาชีพและรายได้ เกิดการค้าออนไลน์ เกษตรกรขายของเองได้ทั่วโลก สินค้า OTOP ส่งออกได้เอง ไม่ต้องพึ่งคนกลาง ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย
 
รัฐบาลยังเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน–แหล่งน้ำ–ต้นทุนการผลิต–ปฏิรูปการเกษตรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิต อาทิ ด้วยเกษตรแปลงใหญ่ ดูแลสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ข้าวโพด ปาล์ม ยางพารา ลำไย ทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูป และส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ รวมทั้งจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้แบบแปลงรวม โดยมอบเอกสารสิทธิ์เข้าทำกินในที่ดินของรัฐ กว่า ๓๑๐,๐๐๐ ไร่ พัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ กว่า ๕ ล้านไร่ เมื่อเกษตรกรรวมตัวกัน จะมีอำนาจต่อรองไม่ถูกกดราคาพืชผล ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนรวมกลุ่มสหกรณ์การเกษตร–วิสาหกิจชุมชน สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ Agri Map เพื่อวางแผนการเพาะปลูก ออกกฎหมายป่าชุมชน เปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผืนป่า และใช้ประโยชน์จากป่าไม้ได้ ปลดล็อกกฎหมายป่าไม้ ให้ประชาชนปลูก “ไม้มีค่า” ในที่ดินกรรมสิทธิ์ ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ เป็นการออมเงิน รัฐบาลนี้มุ่งมั่นจะเพิ่มปริมาณน้ำและพื้นที่ป่าทั่วประเทศและภาคอีสาน เพื่อจัดการปัญหาภัยแล้ง
 
ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เริ่มจะเจ็บตาแล้ว เพิ่งไปผ่าตามาหมอก็บอกว่าอย่าให้โดนแดด แต่คิดถึงจึงมา ยอมตายเพื่ออีสานบ้านฉัน โดยในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คิดฮอดหลายเด้อ คิดฮอดหลายๆ ฮักหลายๆ ฮักกันนั้นนานๆ นะ พร้อมกล่าวเป็นบทกลอนว่า “ถึงเวลาต้องจำใจใช่ลาจาก รู้ลำบากแต่จะให้ไม่เสียขวัญ ทำวันนี้ต่อวันหน้าจะเร็วพลัน เกลียดชังกันอีกต่อไปใช้เวลา”
 
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรวจราชการทุกครั้งมีแต่ความสุขและความยินดี เพราะคิดถึงประชาชนทุกจังหวัด โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ภาคอีสานมีความแข็งแรงและมั่นคง และกล่าวขอให้ประชาชนมีความสามัคคี อย่าขัดแย้งกัน เพื่อประเทศชาติ เพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน รัฐบาลพร้อมนำคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าก้าวเดินไปพร้อมกัน เพื่อเป็นการรวมพลังของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งกับตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติต่อไป 
 
ต่อมาเวลา ๑๑.๔๕ น. นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการทางคู่และทดลองการเดินรถ ในโครงการพัฒนาระบบโครงข่ายรถไฟทางคู่ (เส้นทางสายชุมทางถนนจิระ–ขอนแก่น) ก่อนจะนั่งรถไฟขบวนพิเศษจากสถานีรถไฟขอนแก่น ไปยังสถานีรถไฟท่าพระ-ขอนแก่น ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ใช้เวลา ๑๐ นาที โดยเมื่อถึงสถานีท่าพระ ทักทายประชาชนที่มาต้อนรับว่า “สวัสดีทุกคนจำใจ จำลาเวลาน้อย เขาบอกว่าเขารักประเทศไทยผมก็รักด้วย ขอความรักความสามัคคี ขอคืนมาได้หรือไม่ ตนจะทำให้ และตนไม่ใช่เจ้านายประชาชน นายกรัฐมนตรีก็เป็นลูกน้องประชาชน” 
 
เยือน‘โคราช’กราบย่าโม
 
จากนั้นเวลา ๑๔.๐๐ น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางมายังจังหวัดนครราชสีมา ไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะมานั่งฟังหมอเพลงโคราช โดยมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และประชาชนร่วมต้อนรับ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโบกมือทักทายและชูนิ้วมือแสดงสัญลักษณ์ไอเลิฟยูทักทาย บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมมีเสียงตะโกนดังทั่วบริเวณตลอดเวลาว่า “ลุงตู่สู้ๆ” “นายกรัฐมนตรีสู้ๆ อยู่ต่อไปยาวๆ” ซึ่งประชาชนต่างพากันมอบดอกกุหลาบและขอถ่ายรูป ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินลอดซุ้มประตูชุมพล เพื่อไป     สักการะศาลหลักเมืองนครราชสีมา ระหว่างทางนายกรัฐมนตรีได้ทดลองปั่นสามล้อของนายต่อม กิตติสกุล อายุ ๖๗ ปี ซึ่งทำอาชีพปั่นสามล้อมา ๒๕ ปี ที่ทีมงานจัดเตรียมไว้ โดยมี “น้องพอใจ” ลูกสาวนายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นั่งบนรถสามล้อด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีปั่นไปได้ไม่ไกล แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเปลี่ยนมาเป็นผู้โดยสารแทน พร้อมกับโบกมือทักทายประชาชนในย่านเศรษฐกิจเขตเทศบาลนครนครราชสีมา
ต่อมาคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่สถานีรถไฟนครราชสีมา เพื่อตรวจติดตามความก้าวหน้าแผนพัฒนาการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางราง โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รายงานความก้าวหน้าแผนพัฒนาการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทางราง ได้แก่ การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไทย สปป.ลาว และจีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง ๒๕๒ กม. คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี ๒๕๖๖ และช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง ๓๕๕ กม. คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี ๒๕๖๙ โดยกระทรวงคมนาคมร่วมสร้างโครงการ “โคราช เมืองน่าอยู่” ดำเนินการพัฒนารถไฟรางเบา พลิกโฉมระบบขนส่งมวลชนในเมือง เชื่อมระบบราง สร้างระบบเมือง รวมระยะทาง ๕๐.๐๙ กม. จำนวน ๓ เส้นทาง ๓ ระยะ พร้อมยกระดับทางหลวงในโคราชเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา ก่อสร้างเสร็จแล้ว ๖๗% คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี ๒๕๖๕ โดยได้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมการดำเนินโครงการต่างๆ พร้อมกล่าวว่า เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำเพื่อประชาชน ให้ประชาชนมีความสะดวกสบายในการเดินทางสัญจร
 
ประชาชนนับหมื่นรอต้อนรับ
 
เวลา ๑๖.๐๐ น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะรัฐมนตรี เดินทางถึง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงานนิทรรศการและการเสวนา สร้างการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ ๒๐ ปีและส่งเสริมพัฒนาความรู้ด้านการคมนาคมขนส่งและความปลอดภัย ประจำปี ๒๕๖๒ ครั้งที่ ๓ ภายใต้ชื่อ “One Transport for All 2019 : Mobility Connect Technology : คมนาคมสร้างสุขให้อีสานบ้านเฮา” โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และประชาชน เข้าร่วมงานกว่าหมื่นคน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และเป็นสักขีพยานในการมอบมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน ให้แก่ผู้แทนป่าชุมชน
ผู้ว่าฯรายงานโครงการรัฐช่วยเหลือ
 
นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวรายงานว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐-๒๕๖๒ มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจังหวัดนครราชสีมา ตามงบยุทธศาสตร์จังหวัด งบยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และงบยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดเพิ่มเติม โครงการตำบลละ ๕ ล้านบาท โครงการหมู่บ้านชุมชนละ ๒ แสนบาท โครงการไทยนิยมยั่งยืน โครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๖,๔๖๗ ล้านบาท ทำให้ประชาชนจังหวัดนครราชสีมา มีส่วนร่วมในการคิด พัฒนา และแก้ไขปัญหาของชุมชน ตำบล หมู่บ้าน อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ รัฐบาลนี้ยังจัดให้มีโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการประชารัฐสวัสดิการ การให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งชาวนครราชสีมา ได้รับประโยชน์จำนวน ๖๗๐,๑๓๓ ราย ทำให้การช่วยเหลือด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดนครราชสีมา รัฐบาลได้วางโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาคมนาคม ขนส่ง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงสร้างถนนมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๔ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง จากกรุงเทพมหานครถึงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาลดลงจาก ๔ ชั่วโมง ในปัจจุบัน เหลือเพียง ๑.๓๐ ชั่วโมง ในอนาคต ซึ่งจะสร้างโอกาสในการค้า การลงทุน และมีการเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 
 
คณะรัฐมนตรี ได้เดินทางมาจังหวัดนครราชสีมา ก่อนหน้านี้แล้ว  ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ณ สหกรณ์การเกษตรพิมาย อำเภอพิมาย มีการอนุมัติโครงการสนับสนุนภาคการเกษตร เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของเกษตรกรการเกษตรพิมาย โครงการพัฒนาศักยภาพอำเภอบัวใหญ่ และโครงการส่วนประกอบเขื่อนลำพระเพลิง รวมงบประมาณในช่วงนั้น ๘๖๖ ล้านบาท, ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย อนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง บริเวณลุ่มแม่น้ำลำเชียงไกรตอนล่าง รวมงบประมาณ ๖๖๙ ล้านบาท ทำให้อำเภอด่านขุนทด โนนไทย โนนสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ดินเค็มและน้ำแล้ง ปัจจุบันนี้ เป็นพื้นที่ดินดำน้ำชุ่ม ไม่มีภัยแล้งอีกต่อไป 
 
ครั้งที่ ๓ การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ มีการอนุมัติงบประมาณ โครงการพัฒนาตามแผนพังเมืองรวมนครราชสีมา บึงหัวทะเล จำนวน ๙๕ ล้านบาท อนุมัติโครงการแผนแม่บท บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชุมชน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชนเมืองนครราชสีมา อนุมัติโครงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในส่วนของกระทรวงคมนาคม อนุมัติโครงการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา อนุมัติให้มีโครงการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มาเติมในอ่างเก็บน้ำลำตะคอง รวมงบประมาณทั้งสิ้น ประมาณ ๒,๔๖๕ ล้านบาท 
 
“ที่สำคัญได้มีการอนุมัติเห็นชอบ มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับรูปแบบรถไฟทางคู่ จากระดับพื้นดิน เป็นยกระดับผ่านช่วงชุมชนอำเภอสีคิ้ว และช่วงผ่านเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อขจัดปัญหาการแบ่งพื้นที่ชุมชนออกเป็น ๒ ฝั่ง ตามข้อเรียกร้องของชาวนครราชสีมา ในนามประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอกราบขอบพระคุณรัฐบาล ภายใต้แกนนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นำความเจริญมาสู่จังหวัดนครราชสีมา ก่อให้เกิดศักยภาพและวางแผนการพัฒนาพื้นที่นครราชสีมาอย่างสูงสุด ที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ จังหวัดนครราชสีมามุ่งมั่นที่จะแปลงนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยการน้อมนำการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่การปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต มุ่งเน้นการทำงานร่วมกัน ในลักษณะประชารัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา” นายวิเชียร กล่าวรายงาน
 
ก.คมนาคมชี้แจงระบบเครือข่าย
 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ.๒๕๖๑- ๒๕๘๐) และยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย (พ.ศ.๒๕๕๘–๒๕๖๕) เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการระบบการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการเป็นประตูการค้าหลักและเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ อำนวยความปลอดภัย สะดวก รวดเร็วในการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่การเป็น
ศูนย์กลางการขนส่ง ของภูมิภาคตามกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ประกอบด้วย การขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม มั่นคงด้วยพลังงานทางเลือกใหม่และระบบขนส่งที่ประหยัดพลังงาน (Green & Safe Transport) การเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (Inclusive Transport) ด้วยการออกแบบและการบริการเพื่อคนทุกกลุ่ม (Universal Design&Service Design) การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Transport Efficiency) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ สร้างโครงข่ายเชื่อมโยงระบบคมนาคมภายในประเทศและระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบคมนาคมไทยบนพื้นฐานของการคิดค้นนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิ ภาพ (Innovation & Management)
โดยแบ่งการพัฒนาเป็น ๔ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ (พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๕) วงเงินลงทุนรวม ๑,๗๑๔,๒๔๑ ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการเห็นเป็นรูปธรรม และบางโครงการใกล้แล้วเสร็จ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ ๒ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-โคราช และท่าอากาศยานเบตง ระยะที่ ๒ โครงการที่ดำเนินการในปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ วงเงินลงทุนรวม ๖๓๖,๘๖๓ ล้านบาท ระยะที่ ๓ ดำเนินการในปี ๒๕๗๑-๒๕๗๕ วงเงินลงทุนรวม ๔๑๘,๑๒๑ ล้านบาท และระยะที่ ๔ ดำเนินการในปี ๒๕๗๖-๒๕๘๐ วงเงินลงทุนรวม ๓๑๘,๔๓๖ ล้านบาท 
 
ในพื้นที่ภาคอีสานมีโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมเร่งรัดผลักดัน เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและยกระดับการคมนาคมขนส่งสินค้าในภูมิภาค ตลอดทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยว ประกอบด้วย ๑) ทางราง ขยายโครงข่ายทางคู่ จากโครงข่ายร้อยละ ๙ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๕๐ โดยมีโครงการที่อยู่ในภาคอีสานที่ได้รับการผลักดัน เช่น รถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย, ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น, ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ด้วยการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟเชื่อมต่อจากภาคกลาง บริเวณผาเสด็จ ซึ่งเป็นจุดคอขวด เพื่อให้การเดินทางจากภาคกลางมายังภาคอีสานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลริเริ่มการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย เชื่อมโยง ๓ ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว และจีนตอนใต้ โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง ๒๕๒ กิโลเมตรเป็นลำดับแรก ๒) ทางอากาศ ได้พัฒนาท่าอากาศยานหลักของประเทศ ให้รองรับปริมาณผู้โดยสารได้มากขึ้น และขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้ง ๒๘ แห่ง รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจาก ๓๐ ล้านคนต่อปี เป็น ๔๒ ล้านคนต่อปี ๓) ทางถนน พัฒนาโครงข่ายทางถนนเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย โดยก่อสร้างถนนสายหลักของประเทศเป็น ๔ ช่องจราจร ระยะทางรวมเกือบ ๓,๐๐๐ กิโลเมตร ตลอดทั้งขยายทางหลวงโครงข่ายหลักตลอดเส้นทาง East West Corridor ผ่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผ่านพิษณุโลก ขอนแก่น ไปบรรจบที่สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่จังหวัดมุกดาหาร, ก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motor Way) บางปะอิน-นครราชสีมา, พัฒนาทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ เป็น ๔ ช่องจราจร, เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างประเทศ โดยการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๕ (บึงกาฬ-บอลิคำไซ), สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ ๖ (อุบลราชธานี-สาละวัน) และสะพานมิตรภาพ-พญาเย็น จังหวัดสระบุรี, ก่อสร้างศูนย์การขนส่งสินค้านครพนม ทางลอดดงอู่ผึ้ง เพื่อรองรับผู้ใช้รถใช้ถนนและการขนส่งสินค้า เปลี่ยนทางหลวงชนบทให้เป็นถนนลาดยาง และการทำจุดหยุดรถจักรยานและจักรยานยนต์บริเวณทางแยก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง ๔) ทางน้ำ ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือบก ที่จังหวัดนครราชสีมา และขอนแก่น เพื่อเชื่อมการขนส่งสินค้าจากภาคอีสานสู่ประเทศต่างๆ ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง
 
ทั้งนี้โครงการที่สำคัญสำหรับจังหวัดนครราชสีมา มีทั้งหมด ๗ โครงการ ประกอบด้วย ๑.โครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-นครราชสีมา ๒.โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ๓.โครงการรถไฟทางคู่ ๔.โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมา แก้ปัญหาจราจรติดขัดในเขตเมืองนครราชสีมา ๕.โครงการทางเชื่อมผืนป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-อุทยานแห่งชาติทับลาน ๖.โครงการรถไฟฟ้าในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา และ ๗.โครงการสถานีขนส่งสินค้า หรือท่าเรือบก
 
สำหรับการจัดนิทรรศการ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน โดยนิทรรศการจัดทำในรูปแบบผ่านสื่อ Multimedia ที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด Seamless Mobility เชื่อมโยงทุกระบบคมนาคมอย่างไร้รอยต่อทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง โดยการจัดงานนิทรรศการและเสวนาการสร้างการรับรู้ฯ “ONE Transport for All 2019 : Mobility Connect Technology” ครั้งต่อไปจะจัดขึ้น ณ จังหวัดกระบี่ ในเดือนเมษายนนี้
 
ลุงตู่’อ่านกลอนสุขใจคืนถิ่นเกิด
 
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  อ่านกลอนให้ผู้อยู่ในหอประชุมฟังว่า “วันนี้แสนสุขใจ เติมหัวใจถึงถิ่นเยือน คิดถึงไม่ลืมเลือน ใจคอยเตือนให้กลับมา โคราชถิ่นบ้านเกิด จะชูเชิดให้สุขมา ทุกอย่างต้องก้าวไกล ทำด้วยใจขอสัญญา” เรียกเสียงปรบมือลั่นหอประชุม
 
พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นกล่าวถึงนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้ทำมาตลอด ๕ ปี โดยระบุว่า “ไม่ได้มาคุยโม้โอ้อวด แต่จะทำให้เกิดโอกาสและความเท่าเทียมในสังคม รัฐบาลเข้ามาจัดการด้านการคมนาคม การบริหารจัดการน้ำ การสร้างรายได้ให้ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ยอมรับว่าบางปัญหาอาจยังแก้ไขไม่เสร็จ ซึ่งต้องใช้เวลา และดีใจที่ได้กลับมาโคราช เพราะถือเป็นถิ่นเกิด มาครั้งนี้ก็ได้รับการผูกเสี่ยว ที่แสดงถึงความผูกมิตร ความเป็นเพื่อน ซึ่งเมื่อผูกแล้วก็ไม่ทิ้งกัน ที่ผ่านมา ๕ ปี รัฐบาลทำมาหลากหลายโครงการ แต่ถ้าอยู่นานกว่านี้ก็จะทำได้มากกว่านี้ แล้วแต่ว่าท่านจะให้ใครเข้ามาทำ ผมพูดมากไปก็อันตราย เมืองไทยมีของดีมากมายทั้งธรรมชาติ อาหาร และรอยยิ้ม แต่มักถูกทำลายด้วยความขัดแย้ง รัฐบาลนี้เข้ามาไม่ขัดแย้งกับใคร แม้เราไม่มีตัวแทน แต่เราก็มีเจ้าหน้าที่ไปรับฟังปัญหา เพื่อพิจารณาปรับปรุง งบประมาณแต่ละปีที่ลงไป ก็ไม่ต่างกันเลย ๕ ปีมานี้ เราไม่เคยเสียงบไปใช้ในส่วนอื่น อย่าไปกลัวเรื่องการลงทุนเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ไม่ได้ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น เพราะเราต้องกล้าลงทุน มิเช่นนั้นในอนาคต โครงการใหญ่ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้”
 
สัญญาจะทำให้ ไม่ได้จะให้
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า “มาโคราชครั้งนี้ ไปกราบย่าโม สักการะศาลหลักเมือง ปั่นสามล้อ นั่งสามล้อ ที่สำคัญมีคนตะโกนให้สู้ๆ นึกว่าเชียร์มวย จะให้ไปสู้กับใคร วันนี้ต้องสู้อยู่กับความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ ความแข็งแรงและการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ให้ประเทศเดินหน้า ทุกวันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ต้องก้าวให้ทัน รัฐบาลเดินหน้าเต็มที่ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบจะทำให้ครบทุกจังหวัด ใครเดือดร้อนไปร้องเรียนไว้เลยเดี๋ยวจัดการให้ ศูนย์ดำรงธรรมเข้าไปร้องเรียนได้เลย ที่ผ่านมา ๕ ปี มีเรื่องร้องเรียน ๔ ล้านกว่าเรื่อง ขณะนี้แก้ไปแล้วกว่า ๙๙% วันนี้ผมไม่ได้ให้สัญญาว่าจะให้ แต่สัญญาว่าจะทำให้ เป็นคำสัญญาจากลูกผู้ชายชาติทหาร ผมไม่เคยโกหก และผมจะต้องทำให้ได้ แม้มันจะไม่เหมือนการปกครองทหาร ผมก็รู้ เพราะทหารถ้าสั่งให้ซ้ายก็ต้องซ้าย ให้ยกก็ต้องยก แต่วันนี้พูดอะไรก็ไม่รู้  ไม้เป็นนก นกเป็นไม้ ฟังแล้วเวียนหัว พูดเรื่อยเปื่อย เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่จะให้ทั้งหมด วันนี้รัฐบาลให้แค่นี้ก็ควบคุมเต็มที่แล้ว ที่ผ่านมา ๕ ปีเจอปัญหาร้อนแปดพันเรื่อง อันไหนทำได้ก็ทำก่อน นี่คืออนาคต แล้วจะใครเป็นคนทำให้ท่าน ๒๔ มีนาคมนี้รู้กัน ส่วนผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
“ทุกวันนี้หลายคนบอกว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มาเที่ยวเพราะลุงตู่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ ถามผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บอกนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหลายแสน จังหวัดขอนแก่นมีกำไรจากการท่องเที่ยว ๒๕ ล้านบาท ทั้งการท่องเที่ยวชุมชน ท้องถิ่น แม่น้ำลำคลอง ด้านกีฬา แต่แน่นอนคนดีก็มี คนไม่ดีก็มี คนเห็นแก่ตัวก็มี แต่เราต้องทำให้คนดีมากกว่าคนไม่ดี เพราะเราคือคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น บางคนให้อภัยตั้งกี่ครั้งแล้วก็ยังไม่เข็ดเสียที เรามีโอกาสอย่างเดียวคือการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งอย่างเดียว ต้องเลือกตั้งให้ได้รัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีหัวหน้ารัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์ มีความเด็ดขาด บริหารราชการอย่างเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นก็เอาผลประโยชน์ไปไว้นู้นไว้นี่หมด ผมไม่ได้ว่าใคร ใครมาเป็นผู้แทนก็เหมือนเดิมทุกที วันนี้ผมคาดหวังที่จะได้คนใหม่ที่ดีที่สุด และวันหน้าผมก็พร้อมที่จะเลือกตั้งเหมือนกัน ผมพร้อมจะไปเลือกตั้ง แต่บังเอิญเขาเสนอชื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี พูดมากก็ไม่ได้อีก ห้ามพูด แต่นักการเมืองพูดกันทั้งวัน ด่าผมทั้งวัน แต่พอผมพูดหน่อยไม่ได้ ผิดๆ ผมมานี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่ผมมาฟังเสียงพวกท่าน”
 
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เห็นชาวโคราชร้องขอมาเยอะ เรื่องรถไฟทางคู่ เห็นว่าอยากยกระดับช่วงที่ผ่านเมืองนครราชสีมา ผมก็จะทำให้ เพราะเดี๋ยวหาว่าไม่รักกันจริง แล้วรู้หรือไม่ยกระดับรางรถไฟขึ้นมาใช้เงินอีกพันกว่าล้านบาท เพิ่มจากราคาเดิม แต่ถ้าเกิดประโยชน์กับเมืองนครราชสีมาและพี่น้องประชาชนมีความสุขก็ต้องทำ ที่ผ่านมาเคยเห็นใครทำแผนงานระยะยาวแบบนี้ ผมก็ทำเพื่อทุกคน
 
“วันนี้ที่ผมพูดไม่ได้มาโม้ แต่เป็นเรื่องการพูดถึงอนาคต ที่ไม่อยากให้ทุกคนลำบากอีกต่อไป นั่นคือคำสัญญาของผม นั่นคือเจตนาของผม ที่ไม่ใช่เป็นการสืบทอดอำนาจ ผมต้องการจะสืบทอดเจตนาของผม ที่ทำไว้ก็สุดแล้วแต่ท่าน ผมบังคับท่านไม่ได้ ฮักกันหลายๆ ฮักกันตลอดไป พ่อแม่พี่น้อง คิดถึงกันเด้อ พร้อมชวนฟังเพลงคำสัญญา ของวงอินโดจีน และเพลงหยุดตรงนี้ที่เธอ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปิดท้าย
 
จากนั้นก่อนเดินทางกลับประชาชนมาตั้งแถวรอส่ง และถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
 
ตรวจความคืบหน้ามอเตอร์เวย์
 
เวลา ๑๘.๓๐ น. นายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางไปตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน–นครราชสีมา โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง นายสมชัย ชูณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ ๑๐ และนายพรชัย ศิลารมย์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๒ ร่วมรายงานผลการดำเนินโครงการฯ ซึ่งจะแล้วเสร็จตามแผนในเดือนตุลาคม ๒๕๖๒ ขณะนี้มีความคืบหน้าประมาณร้อยละ ๗๐ (เฉพาะตอน ๔๐) และดำเนินการเชื่อมโครงข่ายคมนาคมระหว่างมอเตอร์เวย์ฯ กับเส้นทางหลวงชนบท นม.๑๐๒๐ กม.๐๐๐ (สายโรงเรียนสุรนารี ๒) ซึ่งเป็นทางเลี่ยงเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองนครราชสีมา อยู่ระหว่างการก่อสร้างขยายช่องจราจรจาก ๒ ช่อง เป็น ๔ ช่อง เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของประชาชน
 
สำหรับโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายบางปะ อิน-โคราช ตอนที่ ๔๐ มีจุดเริ่มต้นที่ กม.๑๘๘+๘๐๐-กม.๑๙๕+๙๔๓ ระยะทางประมาณ ๗ กม. เป็นถนน ๔ ช่องจราจร ไป-กลับ ลักษณะผิวทางเป็นแบบคอนกรีตและแอสฟัสต์คอนกรีต ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของโครงการฯ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมา และสามารถเชื่อมต่อไปยังขอนแก่นได้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้เส้นทาง จะช่วยแบ่งเบาการจราจรระหว่างกรุงเทพฯ และภาคอีสานบนถนนพหลโยธิน (ช่วงบางปะอิน-สระบุรี) และถนนมิตรภาพ (ช่วงสระบุรี-โคราช) ได้เป็นอย่างดี
 
 
 
 
 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๖๐ วันเสาร์ที่ ๑๖ - วันพุธที่ ๒๐  เดือนมีนาคม  พุทธศักราช ๒๕๖๒ 

536 7792