19thApril

19thApril

19thApril

 

March 21,2019

พท.ฟุ้งเหมาโคราช ๑๔ คน วิรัช’ยืนยันลูกเมียรวบ ๕ ภท.ขอ ๕ ชพน.หวัง ๓

          ความเคลื่อนไหวโค้งสุดท้ายการเมืองโคราช ก่อนเลือกตั้งใหญ่วันที่ ๒๔ มีนาคมนี้ “เพื่อไทย” คุยฟุ้งกวาดยกจังหวัด ชูหวยบำนาญ เรียกคะแนนส่งท้าย ‘วิรัช’ มั่นใจได้ทั้งตระกูล คะแนนผ่ากลาง อาจยกจังหวัด “ชาติพัฒนา” ไม่ออกตัวแรง หวังฐานที่มั่นเดิมเขตเมืองหลวง “ภูมิใจไทย” หวังเล็กแค่ ๕ ที่นั่ง

          ในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ การเมืองไทยที่ถูกแช่แข็งมาเกือบ ๕ ปี กำลังจะถูกไขสู่อนาคตด้วยคะแนนเสียงคนไทย ๕๑ ล้านคนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยมีเวลา ๙ ชั่วโมงในการเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนในเวลา ๑๗.๐๐ น. จะทำการเปิดหีบนับคะแนน ณ สถานที่เลือกตั้งนั้นทันที 

          ‘โคราชคนอีสาน’ เกาะติดสถานการณ์และความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาโดยตลอดระยะเวลากว่า ๓ เดือน ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทยถึง ๒๐,๔๙๓.๙๖๔ ตร.กม. และมีประชากรมากเป็นอันดับ ๒ ของประเทศ จำนวน ๒,๖๓๙,๒๒๖ คน แบ่งการปกครองออกเป็น ๓๒ อำเภอ มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒,๐๘๖,๖๕๓ คน แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น ๑๔ เขต มีจำนวนส.ส. ๑๔ คน ถือเป็นจังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับสอง รองจากกรุงเทพฯ

          สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้ “บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว” ซึ่งในบัตรจะบรรจุข้อมูลสำคัญ ๓ ส่วน ประกอบด้วย หมายเลขผู้สมัคร ชื่อพรรค และสัญลักษณ์พรรค ทำให้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งในแต่ละเขต หลายพรรคการเมืองขยันลงพื้นที่หาเสียง เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนถึงวันเลือกตั้ง ๒๔ มีนาคมนี้ ซึ่งสนามเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ถูกจับตามองอันดับสองของประเทศ เพราะมีการชิงเก้าอี้ระหว่างผู้สมัครจาก ๔ พรรคสำคัญ ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคชาติพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทย’ยังมั่นใจได้ส.ส.ยกจังหวัด

          ด้านพรรคเพื่อไทยจากการนำทัพของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขยันลงพื้นที่บ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง และเป็นคนสำคัญของนายทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรค ทำให้ผู้สมัครแต่ละเขตมีความหวังขึ้นมา รวมถึงผลโพลแต่ละสำนักที่ออกมา พรรคเพื่อไทยไม่ได้ลดความสำคัญลงเลยจากในอดีต 

          นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต ๓ และเป็นแกนนำผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา กล่าวว่า การปราศรัยใหญ่ของพรรค เมื่อวันที่ ๑๘ และ ๑๙ มีนาคม ที่ผ่านมา จัดเวทีปราศรัยทั้งหมด ๖ จุดในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทุกจุดที่ปราศรัย พี่น้องประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก บางเวทีมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยมากกว่า ๑ หมื่นคน เช่น อำเภอพิมาย และอำเภอประทาย เพราะฉะนั้นในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีความมั่นใจว่า ด้วยนโยบายของพรรคที่ออกมา ส่วนใหญ่โดนใจพี่น้องประชาชน และกระแสการตอบรับที่พี่น้องประชาชนชาวโคราชได้มอบให้กับพรรคเพื่อไทยอย่าง              ต่อเนื่อง รวมทั้งผู้สมัครที่เราได้คัดเลือกเป็นอย่างดี น่าจะสามารถชนะคู่ต่อสู้ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยคาดหวังชนะทุกเขต ต้องการให้ ส.ส.ทั้ง ๑๔ คนได้รับใช้พี่น้องประชาชน 

‘หวยบำนาญ’ เรียกคะแนน

          เมื่อถามว่า เขตที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคนั้น ขณะนี้มีความมั่นใจหรือหวั่นใจเพียงใด นายประเสริฐ กล่าวว่า เขต ส.ส.เก่าที่เป็นที่นั่งของพรรคเพื่อไทย เรามั่นใจทุกเขต ซึ่งเดิมมีอยู่ ๘ เขต แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผู้สมัครหน้าใหม่ถึง ๖ เขต แต่เราคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และทำการสำรวจว่า ประชาชนมีความเห็นอย่างไรกับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร และเมื่อร่วมกับนโยบายพรรค จึงคิดว่า ถึงแม้จะเป็นผู้สมัครใหม่แต่ก็มีโอกาสทุกเขต ส่วนพรรคคู่แข่งในจังหวัดนครราชสีมา คือพรรคชาติพัฒนา พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย ยังมั่นใจว่า จะรักษาที่นั่งของพรรคเอาไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งในเขต ๓ ที่ตนลงสมัครไม่มีความหนักใจอะไร เพราะจากการลงหาเสียงได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน 

          นายประเสริฐ กล่าวท้ายสุดว่า พรรคเพื่อไทยออกนโยบาย หวยบำเหน็จ ซึ่งประชาชนที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้วไม่ถูกรางวัล สามารถเก็บเป็นเงินออม สะสมไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ ๖๐ ปี สามารถเอาเงินต้นคืนได้ทั้งหมด เงินต้นคือเงินที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในอดีต นโยบายนี้สามารถส่งเสริมการออม ของพี่น้องประชาชนได้

พปชร.โวเขต ๔,๖,๗,๘ ชนะขาด

          ฟากพลังประชารัฐ พรรคการเมืองน้องใหม่ แต่เต็มไปด้วย ส.ส.หน้าเก่ามากมาย ที่หวังจะใช้อำนาจบารมีของ ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พรรคเสนอชื่อเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีอีกสมัย หวังเป็นฐานเสียงสำคัญให้ประชาชนที่ชื่นชอบในบุคลิกผู้นำห้าวหาญ โดยที่จังหวัดนครราชสีมา มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำหลักนำผู้สมัคร ส.ส.ในโคราชหาเสียง 

          นายวิรัช รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานผู้สมัครส.ส.ภาคอีสาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐทั้ง ๑๔ เขตเลือกตั้ง เดินหน้าพบปะพี่น้องประชาชนทุกวัน จัดเวทีปราศรัยทั้งเล็กใหญ่อย่างต่อเนื่อง และจากการปราศรัยของพรรคที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้เรามั่นใจว่า จะสามารถชนะทุกเขตเลือกตั้ง แต่จากโพลที่ออกมาอาจมีบางเขตที่อาจจะแพ้หวุดหวิด ส่วนเขตที่ชนะก็ชนะขาดลอย โดยเฉพาะเขตที่ตนรับผิดชอบคือ เขต ๔,  ๖, ๗ และ ๘ มีความมั่นใจว่า จะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดแบบขาดลอย 

          “เราร่วมกันหาเสียงมา ๗-๘ เดือน บางพรรคเพิ่งจะหาคนมาลงสมัครเมื่อ ๒-๓ เดือนสุดท้าย ซึ่งถ้าผลออกมา เราแพ้ ก็ยกบ้านเมืองให้เขาเลย ไม่ลงมาหาเสียง หวังพึ่งแต่ชื่อพรรค ถ้าเขาได้ก็ต้องยอมเขา พรรคพลังประชารัฐถึงแม้ว่า จะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ประชาชนก็ให้ความรักให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทุกๆ อำเภอ ทุกๆ ตำบล ทุกๆ หมู่บ้านด้วยซ้ำไป” นายวิรัช กล่าวปิดท้าย  

          สำหรับเขตเลือกตั้งที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ มั่นใจว่าจะได้คะแนนผ่ากลางแน่นอน คือเขตที่ลูกชายและภริยาลงสมัครแข่งขัน คือ เขต ๔ นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ, เขต ๖ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ, เขต ๗ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และ เขต ๘ นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลง น้องสาวนางทัศนียา รัตนเศรษฐ

อนุวัฒน์’ชี้ได้ไม่ถึง ๒๐ ที่นั่งอีสาน

          นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศลาออก เปิดเผยว่า ขณะนี้ขึ้นอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเลือกใคร สาเหตุที่ผมลาออกเพราะถูกจัดให้เป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๑๐๓ แล้วจะช่วยประชาชนได้อย่างไร พรรคไม่คำนึงถึงคุณวุฒิ วัยวุฒิ และประสบการณ์ต่างๆ เล่นแต่พวกพ้อง ทั้งที่ จริงๆ แล้ว อดีต ส.ส. หรืออดีต ส.ว. ที่มีประสบการณ์ ควรอยู่ลำดับต้นๆ บัญชีรายชื่อ แต่พรรคไม่ได้พิจารณาตรงจุดนั้น ซึ่งขณะนี้ตนไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด 

          “ปัจจุบัน ถ้าเลือกตั้งเสร็จ อาจเกิดปัญหาขึ้น พรรคพลังประชารัฐอาจจะได้คะแนนในการเลือกตั้งไม่มากนัก ภาคอีสานมี ๑๑๖ เขต พรรคพลังประชารัฐอาจจะได้ที่นั่งไม่ถึง ๒๐ เขต แม้ประชาชนจะชอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ จากโพลสำรวจ คนภาคอีสานยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากที่สุด รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในภาพรวมพรรคพลังประชารัฐอาจจะอยู่ลำดับไม่เกินหนึ่งร้อย” นายอนุวัฒน์ กล่าว 

          นายอนุวัฒน์ เปิดเผยอีกว่า ฝากคนที่เคยมีผลงานในอดีต ถ้าไม่มีไม่ควรเลือกเข้ามา เลือกคนใหม่เข้ามาแทน ให้โอกาส ส.ส. คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่ในส่วนนี้ บทเรียนในอดีตมีให้เห็นอยู่แล้วว่า เคยเกิดอะไรขึ้นสำหรับคนในพื้นที่ เราอย่ามองในเรื่องของสิ่งตอบแทน แต่ต้องมองในภาพรวมว่า ท่านจะได้อะไรจาก ส.ส.ที่ท่านเลือก

ภท.มั่นใจไม่ต่ำกว่า ๕ ที่นั่ง

          ส่วนพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคพาลูกพรรคเดินปราศรัย ชูอาวุธพิเศษคือ นโยบายกัญชาเสรี สร้างสีสันให้กับบรรดาวัยรุ่นที่หลงใหล แม้จะย้ำว่าไม่ใช่สารเสพติด พร้อมชูปลูกกัญชาปลดหนี้เกษตรกร และยังมั่นใจกวาด ส.ส.ยกทั้งจังหวัด

          โดยนพ.สำเริง แหยงกระโทก ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในการจัดปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคมที่ผ่านมา ที่ตลาดเซฟวัน มีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยกว่า ๑ หมื่นคน ซึ่งประชาชนให้ความสนใจและตั้งใจฟัง จึงทำให้มั่นใจว่า เราจะได้ ส.ส.ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยเป็นกอบเป็นกำ และจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีการทำโพล ซึ่งเรามีเกณฑ์อยู่ระดับกลางๆ และมั่นใจว่า จะได้ส.ส.แบบแบ่งเขตไม่ต่ำกว่า ๕ คน แต่ไม่ได้คาดหวังกับเขตใดเป็นพิเศษ เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับทุกเขต ส่วนเขตไหนที่ไม่ได้ก็ขอให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า ๒ หมื่น เพราะแสดงถึงความสามารถของเรา ซึ่งพรรคของเราส่วนมาก ผู้สมัคร ส.ส.ตั้งใจมาสมัครจริงๆ ไม่ใช่แค่มาสมัครเพียงเพราะให้มีชื่อปรากฏในพรรค โดย        ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้ง ๑๔ คน และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเรา ลงปฏิบัติงานและช่วยเหลือกันอย่างแท้จริง มีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ลงพื้นที่ชี้แจงนโยบาย จึงเป็นความโชคดี ที่คิดว่าเราจะได้คะแนนมากพอสมควร

          ต่อข้อถามที่ว่า หวั่นใจเขตไหนหรือพรรคไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นพ.สำเริง ตอบว่า จริงๆ เราหวั่นใจพรรคที่เคยเป็นฐานเสียงในเขตนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติพัฒนา เพื่อไทย หรือพลังประชารัฐ เพราะแต่ละพรรคก็มีชื่อเสียงและความเก่งกล้าเรื่องกำลังคน ความสามารถในการประชาสัมพันธ์ ถือว่าเป็น ๔ พรรคที่ต้องแข่งขันกัน 

          นพ.สำเริง กล่าวอีกว่า หมัดเด็ดของเรา คือ ๑.นโยบายของพรรคเป็นจริง สามารถทำได้ กกต.ยอมรับ ไม่รบกวนงบประมาณของประชาชน ๒.เราบอกว่า โคราชไม่พัฒนา เพราะขาดความเป็นเอกภาพทางการเมือง ถ้ามีพรรคที่ได้ ส.ส. เป็นกอบเป็นกำ เช่น ๕ คนขึ้นไป และตั้งใจจริงที่จะอยู่โคราช สามารถสร้างความเป็นเอกราชทางการเมืองได้ เราก็จะสามารถพัฒนาโคราชได้ เพราะการพัฒนาที่ผ่านมา เรายังล้าหลังกว่าหลายจังหวัด เช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น หรือแม้แต่บุรีรัมย์ จึงต้องการคนที่ตั้งใจจริง มาเป็นศูนย์ประสาน สร้างบารมีให้กับโคราช ที่จะสามารถพัฒนาโคราชให้ทัดเทียมหรือก้าวหน้ากว่าจังหวัดอื่นๆ ได้

          และกับคำถามที่ว่า ถ้าไม่ได้ที่นั่งตามที่คาดหวังไว้ พรรคมีแนวทางต่ออย่างไร? นพ.สำเริง กล่าวว่า เราต้องยอมรับ เพราะเป็นการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน แต่จะไม่หยุดพัฒนาเรื่องระดับท้องถิ่น และระดับชาติ และมั่นใจในพรรคภูมิใจไทย ที่หัวหน้าพรรคและกรรมการพรรค มีนโยบายของพรรคที่ตั้งใจจริง ที่จะปักหลักปักฐาน และเดินหน้าพัฒนาต่อในโคราชของเรา 

          “อยากให้พี่น้องประชาชนชาวโคราชมานั่งคิดดูว่า ปัญหาของโคราชคืออะไร ซึ่งในความคิดของผม โคราชขาดความเป็นเอกภาพของเมือง ความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาจังหวัดของนักการเมือง และยอมรับว่า โคราชต้องพัฒนาให้ทัดเทียมขอนแก่น ที่มีเครื่องบินลงวันละ ๘๐ เที่ยวบิน บุรีรัมย์วันละ ๘ เที่ยวบิน หรืองานอื่นๆ ถ้าเราจะแก้ปัญหาตรงนั้น ต้องเลือกพรรคเลือกคนที่จะสามารถแก้ปัญหาตรงนั้นได้ ขอให้ท่านพิจารณาประเด็นตรงนี้ด้วย นอกจากประเด็นอื่นๆ” นพ.สำเริง กล่าวปิดท้าย

พลพีร์’เลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน

          ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต ๘ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระแสตอบรับค่อนข้างดี เดินหน้าประชาสัมพันธ์ ปราศรัย เพื่อให้พี่น้องประชาชนทราบถึงนโยบาย ส่วนผลโพลหรืออย่างอื่นไม่ค่อยสนใจ ถามว่ามั่นใจไหม การเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ที่พี่น้องประชาชน ในอดีตที่ผ่านมา จากที่ผมและคุณพ่อ (นายไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์) ได้ทำไว้ ประชาชนทุกคนคงได้เห็นการพัฒนา ถ้าเกิดว่าดีพี่น้องประชาชนยังให้ความเชื่อมั่นไว้วางใจ แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาอะไรเลย เขาคงอยากเปลี่ยนคนอื่นเข้ามาพัฒนา ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน ขึ้นอยู่ที่ประชาชน 

          “การย้ายพรรคไม่เป็นอุปสรรคสำหรับผม สมัยแรกที่ลงสมัครผมอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนย้ายไปพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และพรรคเพื่อไทย ครั้งนี้มาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ที่ผมเชื่อว่าดีที่สุด ทุกครั้งที่ผมย้ายมีเหตุผลเสมอ และย้ายไปอยู่ในที่ที่ดีกว่าเสมอ ผมชอบในนโยบายของภูมิใจไทย ที่จะสร้างรายได้ให้กับประชาชน ไม่ใช่การลดแลกแจกแถมเหมือนพรรคอื่นๆ ส่วนการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่เยอะพอสมควรประมาณ ๘๗% แต่ที่น่าเสียใจคือความมั่ว ความชุ่ยของ กกต. ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของการเลือกตั้ง เช่น การหยิบบัตรให้ประชาชนผิดเขต การบริหารของ กกต. ห่วย ผมว่าถ้าหน่วยงานรัฐไม่สามารถทำได้ ทำไมถึงไม่จ้างภาคเอกชนเข้ามาทำ เพื่อให้ได้มาตรฐาน การเลือกตั้งทุกอย่างอยู่ที่พี่น้องตัดสินใจ ให้ดูผู้สมัครดีๆ เพราะมีผู้สมัครหน้าใหม่เยอะ เขาเคยทำอะไรให้ให้พี่น้องหรือเปล่า สินน้ำใจสินรางวัลไม่ใช่สิ่งสำคัญ อยากให้พวกเราเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ออกมาใช้สิทธิ์กันให้เยอะที่สุดเพื่ออนาคตของประเทศไทย” นายพลพีร์ กล่าวปิดท้าย

ชพน.เชื่อชาวโคราชยังหนุนหลัง

          ทางด้าน “พรรคชาติพัฒนา” ประกาศลั่นทุกเวทีว่า “โคราชต้องชาติพัฒนา โคราชคือเมืองหลวงชาติพัฒนา”  ภายใต้การนำทัพของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ที่เปิดทางให้น้องชายสุดที่รัก นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาคนที่ ๕ เลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมุ่งหวังรักษาฐานที่มั่นเดิมคือ เขต ๑, ๒ และ ๓

          นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เปิดเผยว่า จากการหาเสียงและจัดปราศรัยใหญ่ที่ลานพลาซ่า  สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมา มีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังกว่า ๒ หมื่นคน ทำให้เราเชื่อว่า พี่น้องประชาชนชาวโคราช ยังคงให้การสนับสนุนพรรคชาติพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ผู้สมัคร ส.ส.ทุกเขตพยายามออกหาเสียงกันอย่างเต็มที่ ส่วนผลลัพธ์ที่ออกมาขึ้นอยู่กับประชาชนที่ต้องการเลือกให้ใครเข้ามาพัฒนาในแต่ละเขต 

          ต่อข้อถามว่า เขตเมืองหลวงของชาติพัฒนา เขต ๑, ๒ และ ๓ มีความมั่นใจเพียงใด นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า แน่นอนพรรคชาติพัฒนาเป็นของคนโคราช ยังมีความมั่นใจว่า เราจะยังคงรักษาฐานเสียงไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะเป็นการร่วมมือของชาวโคราชในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมกับท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคฯ ที่ร่วมก่อตั้งพรรคขึ้นมา และพรรคชาติพัฒนาทำผลงานเพื่อชาวโคราชมาโดยตลอด และมีผลงานที่ชัดเจน ซึ่งในสมัยที่ผมดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมได้สร้างผลงานให้กับชาวโคราชมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของพลังงานทดแทน พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ผลงานทั้งหมดในอดีตจะทำให้เรายังคงรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้

          เมื่อถามอีกว่า หากไม่ได้เสียงตามที่คาดหวังไว้จะทำอย่างไร นพ.วรรณรัตน์ กล่าวสั้นๆ ว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะตอบคำถามนี้ รอให้ผ่านวันที่ ๒๔ มีนาคมนี้ แล้วค่อยมาว่ากัน” 

          “ส่วนในช่วงท้ายของการหาเสียง ผู้สมัคร ส.ส.ทุกเขตจะเดินเคาะประตูบ้านแนะนำตนเองกับพี่น้องประชาชน เพื่อเน้นย้ำให้ชัดเจน และในวันที่ ๒๔ มีนาคมนี้ เป็นวันสำคัญ วันที่จะตัดสินอนาคตของบ้านเมือง ผมอยากให้พี่น้องประชาชนร่วมใจกันเดินทางมาเลือกตั้งเยอะๆ” นพ.วรรณรัตน์ กล่าวปิดท้าย

ประเสริฐ’ชพน.เขต ๓ เสียงเดิม ๗๐%

          นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้สมัคร ส.ส. พรรคชาติพัฒนา เขต ๓ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความมั่นใจกับการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะเป็นพื้นที่เดิมของเราประมาณ ๗๐% ซึ่งกระแสตอบรับดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตัวบุคคลหรือว่าพรรค สำหรับในเขตเลือกตั้งที่ ๓ มั่นใจว่า จะได้รับการสนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่วันเลือกตั้ง ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ก็จะโหมโรง ทั้งรถแห่ ขบวนแห่ และมีผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งพันเอกวินัย สมพงษ์ และ นายสมบัติ กาญจนวัฒนา ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยในเขตเลือกตั้งที่ ๓ มาช่วยหาเสียง 

          ต่อข้อซักถามว่า หวั่นใจหรือไม่ เมื่อเจอคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ บุญชัยสุข กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะปกติก็เจอกันเยอะแล้ว เราก็จะทำงานหนักขึ้น เดินหน้าหนักขึ้น เข้าหาประชาชนมากขึ้น ทำงานให้มากขึ้น สุดท้ายนี้อยากจะเชิญชวนชาวโคราชออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันเยอะๆ ไม่อยากให้นอนหลับทับสิทธิ์ ช่วยออกไปแสดงเจตนารมณ์ของเราว่า เรารักประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไปตัดสินใจเลือกตัวบุคคล หรือเลือกพรรค หรือเลือกผู้ที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะครั้งนี้ ๑ คะแนน มีคุณค่า มีความหมายมากๆ สำหรับบ้านเมือง ๑ คะแนนสามารถเลือกได้ ๓ อย่าง คือเลือก ส.ส. เลือกพรรค เลือกผู้สมัครบัญชีรายชื่อ และเลือกนายกรัฐมนตรี

ธงชัย’หวังเสียงจากสมัยเป็นผู้ว่าฯ

          นายธงชัย ลืออดุลย์ (ผู้ว่าฯ เบิร์ด) ผู้สมัคร ส.ส.เขต ๑ พรรคชาติพัฒนา เปิดเผยว่า เหลือเวลาในการหาเสียง อีกไม่กี่วันเป็นโค้ง ๑๐ เมตรสุดท้าย ซึ่งในการลงพื้นที่หาเสียง พยายามแสดงตัวตนให้ประชาชนรู้จักบุคลิกลักษณะ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ทำประโยชน์เพื่อคนส่วนใหญ่ เพราะว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต ๑ โคราช มีจำนวนมากถึง ๑๕๐,๐๐๐ คน ต้องนำเสนอตัวตนให้พี่น้องประชาชนเห็นให้มากที่สุด เพราะเขต ๑ เป็นเขตที่มีพรรคการเมืองใหญ่ๆ ลงปะทะกันอย่างดุเดือด จะพลาดท่าเสียเวลาไม่ได้เลย และถือเป็นเขตความหวังของพรรคชาติพัฒนามาโดยตลอด 

          “สำหรับผมที่ได้รับการวางตัวอยู่ในเขต ๑ ตั้งใจที่จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่มีอยู่ซ้ำซาก ในเรื่องนี้คือความตั้งใจอย่างแรก ซึ่งไม่อยากให้เรียกว่านโยบายเพราะจริงๆ คือการแก้ปัญหาที่คั่งค้างอยู่ เหมือนครั้งที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ใช้วิธีทำงานโดยแยกงานออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกคือแก้ปัญหาที่ คั่งค้างสะสมมา ไม่สามารถมีใครที่ขจัดปัดเป่าไปได้ โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ มุ่งหมายจะทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ในทางที่ถูกที่ควร และคิดว่าทุกคนจะสนับสนุนผมเหมือนครั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา” นายธงชัย กล่าวปิดท้าย

          การเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ ๒๔ มีนาคมนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตประเทศไทยว่า จะเดินหน้าไปทางไหน และจะมีผู้นำประเทศเป็นใคร จะมาจาก ๔-๕ พรรคการเมืองหลักหรือไม่ และเศรษฐกิจจะดีขึ้นจริงหรือไม่ อีก ๒-๓ วันจะทราบคำตอบ 

          อนึ่ง การเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ซึ่งจังหวัดนครราชสีมามี ๑๕ เขตเลือกตั้ง โดยผู้ชนะการเลือกตั้ง ได้แก่ เขต ๑ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๓๕,๖๒๗ คะแนน, เขต ๒ นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๔๘,๐๓๓ คะแนน, เขต ๓ นายประเสริฐ บุญชัยสุข พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๕๐,๑๓๒ คะแนน, เขต ๔ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ พรรคเพื่อไทย ๔๕,๐๑๘ คะแนน, เขต ๕ นายโกศล ปัทมะ พรรคเพื่อไทย ๓๕,๔๕๘ คะแนน, เขต ๖ นายสุชาติ ภิญโญ พรรคเพื่อไทย ๔๑,๖๖๓ คะแนน, เขต ๗ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ พรรคเพื่อไทย ๓๓,๒๙๖ คะแนน, เขต ๘ นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร พรรคเพื่อไทย ๓๕,๓๑๐ คะแนน, เขต ๙ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๓๒,๕๗๔ คะแนน, เขต ๑๐ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พรรคภูมิใจไทย ๔๕,๑๓๙ คะแนน, เขต ๑๑ นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พรรคเพื่อไทย ๔๔,๑๘๔ คะแนน, เขต ๑๒ นายประนอม โพธิ์คำ พรรคภูมิใจไทย ๔๒,๙๒๘ คะแนน, เขต ๑๓ นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ พรรคเพื่อไทย ๓๗,๕๒๒ คะแนน, เขต ๑๔ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย ๕๘,๙๓๙ คะแนน และเขต ๑๕ นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ พรรคภูมิใจไทย ๓๙,๔๗๑ คะแนน


136 688