18thOctober

18thOctober

18thOctober

 

April 02,2019

ชัยภูมิยังฮึดต้านเหมืองโปแตซ ให้ความรู้คนอีสานรู้ทันนายทุน

         กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ชัยภูมิ จับมือเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตซ เดินหน้าคัดค้าน วอนรัฐบาลประเมินผลกระทบ และยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ทุกประเภท หยุดละเมิดสิทธิประชาชน พร้อมจัดเวทีเสวนา “โปแตชอีสาน : ปัญหาและทิศทางการพัฒนาในอนาคต” ช่วยคนอีสานรู้ทันนายทุน

         ตามที่มีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมสำหรับโครงการเหมืองแร่โปแตซและเกลือหิน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จะก่อสร้างในเขตประทานบัตร “โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน” บริเวณตำบลหัวทะเล อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา คือ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด เป็นผู้ศึกษาและคาดการณ์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเสนอหน่วยงานผู้พิจารณาเพื่อประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๘ ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อกำหนดขอบเขตและแนวทางการจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปแล้ว แต่เกิดกระแสการออกมารวมตัวต่อต้านเพราะโครงการจะใช้ถ่านหินมาทำการผลิตกระแสไฟฟ้า ประชาชนในพื้นที่จึงไม่มั่นใจต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการดังกล่าวที่จะตามมา ส่งผลให้มีการขึ้นป้ายประท้วงต่อต้านในพื้นที่อย่างมาก พร้อมทั้งยื่นหนังสือคัดค้านถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง “โคราชคนอีสาน” เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด

         ล่าสุด เฟซบุ๊กแฟนเพจ “เหมืองแร่ ชัยภูมิ” ได้โพสต์ข้อความว่า เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒ ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ ๖๐ คน ร่วมกันจัดงาน “บุญสืบชะตาบึงทะเลสีดอ ครั้งที่ ๓” ขึ้น ณ บริเวณบึงทะเลสีดอ และวัดหัวทะเล ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องคุ้มครองบึงทะเลสีดอ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้าชีวมวล และเพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น รำลึกถึงคุณประโยชน์ของผืนดิน แหล่งน้ำ ทรัพยากร ธรรมชาติของชุมชน ที่เป็นแหล่งพึ่งพาอาศัยของชาวบ้านในพื้นที่

                  โดยเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในอำเภอบำเหน็จณรงค์และเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โปแตชภาคอีสาน เริ่มทยอยเดินทางมาที่บึงทะเลสีดอ จากนั้นเวลา ๐๙.๐๐ น. ผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านหัวทะเล ได้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญบวงสรวง “เจ้าเซ” หรือ เจ้าแห่งบึงทะเลสีดอ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบึงทะเลสีดอ โดยขอให้ท่านช่วยปกปักษ์รักษาและปกป้องคุ้มครองบึงทะเลสีดอจากภัยคุกคามต่างๆ ให้มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นสมบัติสาธารณะของลูกหลานชาวตำบลหัวทะเลและชาวบำเหน็จณรงค์ต่อไป และอำนวยอวยพรให้ชาวบ้านต่อสู้ชนะภัยอันตรายทั้งมวลที่ย่างกรายเข้ามาในชุมชน

ปชช.ประกาศจุดยืน

         เวลา ๐๙.๒๐ น. นายจรัส ยุทธยงค์ ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ ได้อ่านแถลงการณ์ประกาศจุดยืนคัดค้านการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์และในภาคอีสาน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment หรือ SEA) ในกรณีเหมืองแร่โปแตชภาคอีสานทั้งระบบ ก่อนที่จะมีการอนุมัติหรืออนุญาตรายโครงการ เพื่อให้เกิดทางเลือกของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีความเหมาะสมที่สอดคล้องกับพื้นที่นั้นๆ และให้รัฐบาลยกเลิกการให้สัมปทานทำเหมืองแร่ทุกประเภท ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกระบวนการต่อสู้ของกลุ่มฯ เป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งได้มีการรับรองไว้ตามหลักการสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ

         เวลา ๑๐.๐๐ น. ชาวบ้านร่วมกันฟังเสวนา เรื่อง “โปแตชอีสาน : ปัญหาและทิศทางการพัฒนาในอนาคต” โดยมีผู้ร่วมเวทีเสวนาจาก เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โปแตชภาคอีสาน ๔ พื้นที่ ได้แก่ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จ.อุดรธานี, กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร, กลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองเกลือหินใต้ดิน อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา, กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จ ณรงค์ จ.ชัยภูมิ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ และนางสาวกิติมา ขุนทอง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นผู้ดำเนินรายการเวทีเสวนาในครั้งนี้

เปิดเวทีเสวนา

         การเสวนา เรื่อง “โปแตชอีสาน : ปัญหาและทิศทางการพัฒนาในอนาคต” เริ่มจาก นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้กล่าวว่า “พื้นที่บำเหน็จณรงค์ ถือว่าพื้นที่ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในการผลักดันเหมืองแร่โปแตชในประเทศไทยตามโครงการอุตสาหกรรมอาเซียน ซึ่งที่นี่เป็นจุดกำเนิดของการคิดทำเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ซึ่งทำให้มีการขยายการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตชทั่วภาคอีสานเต็มไปหมด และมีการผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชในหลายจังหวัด เช่น อุดรธานี นครราชสีมา หนองคาย ร้อยเอ็ด สกลนคร เป็นต้น 

         นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กล่าวอีกว่า “ความสำคัญของแร่โปแตชก็คือ แร่โปแตชจะมีอยู่ ๒ ชนิดใหญ่ๆ เช่น ที่บำเหน็จณรงค์จะพบแร่โปแตชชนิดคาร์นัลไลท์ ซึ่งมีส่วนผสมที่เป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์สูงมากและมีส่วนที่เป็นแร่โปรแตสต่ำ ประมาณสัก ๕-๑๐ % ได้ แต่ว่ามีแร่โปแตชอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าซิลไวท์ ที่พบอยู่แถวอุดรธานี ซึ่งมีแร่โปแตชสูงมาก ซึ่งเจอโซเดียมคลอไรด์ในปริมาณ ๕๐% หรือว่าเกินครึ่งมาเล็กน้อย แต่มีปริมาณแร่โปแตชสูงมากและมีความบริสุทธิ์กว่า ทำให้นักลงทุนเกิดความลังเลใจว่าจะใช้กระบวน การอย่างไรในการเอาแร่โปแตชออกมา และในการทำเหมืองแร่โปแตชชนิดคาร์นัลไลท์ที่นี่ ในกระบวนการตกแต่งแร่จะต้องมีการใช้น้ำจืดในปริมาณที่สูงมาก และจะทำให้น้ำจืดเหล่านั้นกลายเป็นน้ำเค็ม ซึ่งเป็นผลเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต แต่แร่โปแตชชนิดซิลไวท์จะมีการใช้น้ำจืดที่ต่ำกว่า และนอกจากนี้แร่โปแตชชนิดซิลไวท์ถูกผลักดันโดยรัฐบาลไทยในอุตสาหกรรมอาเซียน แต่แร่โปแตชชนิดซิลไวท์กลับถูกเอาไปให้สัมปทานกับเอกชน คำถามใหญ่ก็คือ ทำไมรัฐบาลถึงไปขายแร่โปแตชชั้นดีไปให้แก่เอกชน แต่เอาแร่โปแตชชั้นต่ำกว่ามาให้ตัวเองทำเอง แร่โปแตชที่บำเหน็จณรงค์จึงพยายามหาผู้ลงทุนมานาน แต่ไม่มีผู้ลงทุนสักรายเดียวที่สนใจทำที่นี่เพราะมองว่าไม่คุ้มทุน”

         “โดยการต่อสู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชที่อุดรธานีเป็นจุดใหญ่ที่สำคัญ โดยก่อนที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จะขยับเปิดให้เอกชนมาสัมปทานเหมืองแร่โปแตชไปในจังหวัดอื่นๆ ที่มากกว่าบำเหน็จณรงค์และอุดรธานี ก็เป็นเพราะว่าการต่อต้านของพี่น้องในอุดรธานี ที่ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งในตอนแรกที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่มองว่าจะสามารถเปิดโครงการเหมืองแร่โปแตชที่จังหวัดอุดรธานีได้ แต่การคัดค้านของแม่มณีและกลุ่มอนุรักษ์อุดรธานี ตลอด ๒๐ ปี ทำให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่มองว่าถ้าจะรอให้โครงการเหมืองแร่โปแตชที่อุดรธานีเปิดคงเป็นไปไม่ได้เลยเปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจแร่โปแตชในภาคอีสานเต็มไปหมด” และได้กล่าวถึงเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือหางแร่ที่ผสมอยู่ในแร่โปแตช ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ มากมาย และสามารถนำไปขายได้ซึ่งมูลค่ามหาศาล” นายเลิศศักดิ์ กล่าว

         นางมณี บุญรอด ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จ.อุดรธานี กล่าวว่า “แม่เริ่มต่อสู้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ตลอด ๒๐ ปี ได้ไปกรุงเทพฯ ไปยื่นหนังสือกับหน่วยงานราชการต่างๆ มาโดยตลอด คืออย่างไรก็ยอมไม่ได้ ตายก็เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งรัฐมักจะบอกอยู่เสมอว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นเป็นของรัฐ แต่แม่บอกและยืนยันมาตลอดว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของประชาชน เป็นของชุมชน เป็นของชาวบ้าน เพราะว่าเราอยู่ที่นั่น ซึ่งเราต้องปกป้องที่ดินปกป้องบ้านเกิดของเราไว้”

ปชช.ยืนยันสู้ไม่ถอย

         นายนงชัย พันดา ตัวแทนกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส จ.สกลนคร “เราต้องสำนึกอยู่ตลอดว่าบรรพบุรุษเรากว่าจะมีเรามาจนถึงทุกวันนี้ เขาต่อสู้มาแบบไหน ในอดีตที่ผ่านมาบรรพบุรุษเราต้องรบราด้วยมีดดาบเพื่อปกป้องที่ดิน การแย่งชิงทรัพยากรถึงบริบทจะเปลี่ยนไป แต่เราต้องมีอุดมการณ์ อุดมการณ์ในการปกป้องถิ่นฐานบ้านเกิดของเราเอง ที่บรรพบุรุษเขาสร้างมาจนมีเราในวันนี้ เราก็ต้องปกป้องไว้ให้ได้ ถ้าเราไม่มีความรู้ก็ต้องแสวงหาความรู้ จากข้างนอกจากการมาพบปะกัน พยายามให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด”

         นางจาน โมกศิริ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า “วิตกกังวลมากที่เขาจะมาทำเหมืองแร่โปแตชที่บำเหน็จ ณรงค์ ถึงขั้นนอนไม่หลับ เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เคยมาให้ข้อมูลกับประชาชนเลยว่า ถ้ามีเหมืองแล้วจะเกิดปัญหาอะไร ผลดีผลเสียจะเป็นอย่างไร จนนำไปสู่การอนุญาตใบประทานบัตรทำเหมือง และชาวบ้านแทบไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการดำเนินโครงการนี้เลย และจะต่อสู้คัดค้านต่อไปเพื่อลูกหลานในอนาคต” 

         นายสมาน รวมสันเทียะ ตัวแทนกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองเกลือหินใต้ดิน อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า “ผมได้ไปดูพื้นที่รอบ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด ที่มีการทำเหมืองแร่โปแตช โรงงานใหญ่มาก พื้นที่พันกว่าไร่ ผมไปคุยกับชาวบ้านแถวนั้น เขาก็เล่าว่า เวลาบริษัทมาก็บอกว่าชาวบ้านจะได้ทำงาน สุดท้ายชาวบ้านก็เป็นได้แค่ช่างก่อสร้างโรงงานให้เขา คนที่ขุดเจาะก็เป็นคนต่างประเทศไม่ใช่คนไทย เพราะว่ารถที่ไปขุดคันหนึ่งก็หลาย ๑๐ ล้าน และมีการขุดเจาะทับตาน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำใต้ดินเสียหาย และยังมีการสูบน้ำเค็มปล่อยลงตามลำคลองทางน้ำสาธารณะในหมู่บ้าน สัตว์น้ำในคลองตาย ต้นไม้ตาย เพราะว่าน้ำเค็มมาก”

นักการเมืองอยู่เบื้องหลัง

         นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยเราผลักดันเหมืองแร่โปแตชมาแล้วหลายพื้นที่ แต่อยู่ดีๆ ก็มีพื้นที่ที่ อ.ด่านขุนทด ที่ได้รับใบประทานบัตรก่อนใคร แซงหน้าที่อื่นไปหมด เพราะว่าเจ้าของบริษัท ไทยคาลิ ที่ อ.ด่านขุนทด มีเบื้องหลังเป็นนักการเมืองใหญ่ในอำเภอบำเหน็จณรงค์ ซึ่งนักการเมืองคนนี้กว้านซื้อที่ดินเป็นแปลงใหญ่ ซึ่งก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายแร่ เดิมกฎหมายแร่ได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าจะทำเหมืองแร่โปแตช คุณต้องซื้อที่ดิน ซึ่งหมายถึงว่าที่นี่ได้มีการซื้อที่ดินไว้กว่า ๙,๐๐๐ ไร่ ซึ่งนักการเมืองคนดังกล่าวเป็นสาเหตุในการกดกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะว่ามีกระบวนการแทรกซ้อนต่างๆ มากมาย จนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถรวมตัวกันได้ แม้กระทั้งในการทำเหมืองแร่โปแตชในช่วงต้นๆ ก็ออกมาบอกว่า การทำเหมืองแร่โปแตชเป็นการทำเหมืองทดลอง แค่ลองทำเหมืองไม่กี่กิโลกรัม ไม่มีผลกระทบ จนทำให้ชาวบ้านไม่รู้ในหลักความเป็นจริง จนนำไปสู่การได้รับใบประทานบัตร ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอยู่ของพื้นที่ด่านขุนทดและบำเหน็จณรงค์ และในตอนนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรสำรวจแร่โปแตชเพิ่มเติมในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด และใน อ.บำเหน็จณรงค์ บางส่วน และเขาได้ส่งลูกไปเรียนที่เยอรมันเพื่อไปศึกษาการทำเหมืองแร่โปแตชโดยเฉพาะ เพื่อกลับมาทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ด่านขุนทดและบำเหน็จณรงค์ต่อไป”

สรุปการเสวนา

         นางสาวกิติมา ขุนทอง อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ได้กล่าวสรุปเวทีเสวนาไว้ว่า “จากที่ทุกคนพูดมา ถ้าเราจะพูดถึงเหมืองแร่โปแตช ซึ่งเต็มไปด้วยการอำพรางและการซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง นี่คือการเมือง เรื่องเหมืองแร่ว่าด้วยการเปลี่ยนให้อีสานเป็นเหมืองแร่ และเริ่มแล้วใน ๑๐ กว่าจังหวัดทางภาคอีสาน เรากำลังจะเกิดอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ทำไมในหลายพื้นที่คนก็ยังรู้สึกว่าเป็นโอกาส และทำไมรัฐยังเห็นโอกาสจากการทำเหมือง ซึ่งดิฉันก็เลยวิเคราะห์ออกมาว่า ๔ ข้อ ก็คือ ๑.พอเราพูดถึงเหมืองแร่ เราไม่ได้พูดถึงแร่โปแตช แร่ถ่านหิน ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ แต่เราพูดถึงโปแตชและถ่านหินในฐานะที่เป็นสินค้า เพราะว่าเป็นสินค้าจึงขายได้ ดังนั้นเวลาพูดเรื่องเหมืองแร่ในฐานะที่เป็นสินค้า ก็จะพูดแต่ตัวเลข บอกเราว่าได้ปุ๋ยราคาลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะมีเงินทุนสำรองเข้ารัฐเท่าไหร่ จะได้ค่าภาคหลวงแร่กี่เปอร์เซ็นต์ เราจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ รัฐจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ เราจะมีกองทุนสำรองกี่เปอร์เซ็นต์ กองทุนประกันภัยกี่ล้าน การพูดไปถึงตัวเลขแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็ลืมว่าแร่เป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติ ถ้าเอาออกไปก็จะมีผลกระทบต่อชีวิตเรา เพราะว่า แร่ก็อยู่ดีๆ ของมัน แร่โปแตชอยู่ใต้ดิน เป็นดินชนิดหนึ่ง พอเอาออกมากลายเป็นเกลือ กลายเป็นสิ่งที่มีโลหะหนักอยู่ในนั้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในทันที 

         “๒.เวลาพูดถึงเหมืองแร่ เหมืองแร่โปแตช กลายเป็นการพูดถึงแต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เขาไม่ได้พูดเรื่องการหาปลา ไม่ได้พูดถึงทะเลสีดอ ไม่ได้พูดถึงการขูดเกลือต้มเกลือ หรือว่าการทำมาหากินของชาวบ้านจะเป็นอย่างไร ซึ่งเขาพูดถึงแต่ความรู้เชิงเทคนิคว่า ไม่ต้องกลัวนะว่าถ้าเกิดเหมืองแร่แล้วจะมีผลกระทบ เพราะว่าเราทำแบบมีเสาค้ำยัน ขุดแค่ ๑ ใน ๓ เหลือไว้เป็นเสาค้ำยันใต้ดิน ซึ่งเราไม่ต้องกังวลหรอกว่า จะมีหลุมยุบ ดินถล่ม หรือว่าปูถุงพลาสติกแล้วไม่ต้องกลัวน้ำเกลือไหลออกมา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ซึ่งเวลาที่พูดเรื่องเทคนิคกับชาวบ้าน ชาวบ้านไม่อินเพราะว่าเราอยู่กับความจริง เราอยู่ในพื้นที่จริง ดังนั้นคนข้างนอกคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เขาจะอินกับความรู้วิทยาศาสตร์ แต่ไม่อินกับความเป็นจริงที่เราเผชิญอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นหลุมพรางอันที่ ๒ ของโครงการเหมืองแร่”

         “๓.เวลาพูดถึงเหมืองแร่ ทำให้เราไม่เห็นความเสี่ยง เพราะพูดถึงแต่มูลค่าเป็นตัวเลข แต่ไม่เห็นความเสี่ยงว่าจริงๆ แล้วเราจะต้องเสียอะไรบ้าง เวลาเราพูดถึงความเสี่ยง อย่างเช่น หาปลาแล้วต้องหาอย่างไร จะหาได้มากน้อยแค่ไหน ปลาจะสูญพันธุ์ไหม แต่เขาก็บอกว่า จะมีกองทุนประกันภัยเกิดขึ้นนะ ถ้าเงินกองทุนประกันภัยนี้ ถ้าเกิดหลุมยุบก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ฉันมีกองทุนประกันภัย ซึ่งเขาก็มองว่า ชาวบ้านจะต้องโวยวายไปทำไม ชาวบ้านกลัวว่า ป่าจะหายไป เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร เรามีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบเมือง อีก ๗๐๐ กว่าล้าน เราชาวบ้านพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาก็บอกว่าอย่าใส่ใจ เพราะมีกองทุนสิ่งแวดล้อม ทำให้ความเสี่ยงที่เรากลัวหายไป คนก็เลยรู้สึกว่า ผลกระทบไม่น่ากลัว”

         “และ ๔.เหมืองแร่โปแตชถูกทำให้กลายเป็นความหวัง อย่างที่เจอในบำเหน็จณรงค์ อุดรธานี สกลนคร และอีกหลายๆ ที่ก็เจอ เหมืองแร่โปแตชถูกทำให้กลายเป็นความหวัง คือ จะเกิดการจ้างงาน ๑,๐๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ อัตรา การพูดแบบนี้คืออะไร? คือเพื่อทำให้ชาวบ้านต้องสู้กันเอง รัฐไม่ต้องลงมาสู้กับชาวบ้าน นายทุนไม่ต้องลงมาสู้ แต่บอกว่า ‘เฮ้ย! ขายที่ดินแล้วจะมีงานทำ มีเหมืองแร่แล้วจะมีงานทำ’ ชาวบ้านที่อยากมีงานทำกับชาวบ้านที่กลัวความเสี่ยงก็ต้องสู้กันเอง สุดท้ายแล้วอย่างที่พี่สมานพูดก็คือ เรายังไม่ได้มีโอกาสแม้กระทั่งขับรถแม็คโครให้เขาเลย เพราะว่ารถมีมูลค่าสูงมาก ในความหวังที่บอกว่า จะให้โรงพยาบาล ให้ถนน ให้โรงเรียน ให้ทุนการศึกษา ทุกอย่างเป็นความหวังหมดเลย ซึ่งถ้าเราตกหลุมพรางความหวังนี้เมื่อไหร่ นั้นแปลว่าเหมืองจะเกิดขึ้นทันที

ความหวังที่มาพร้อมคำลวง

         นางสาวกิติมา ขุนทอง กล่าวอีกว่า “ดังนั้น จริงๆ แล้วความหวังเหล่านี้ที่สร้างขึ้น ถูกซ่อนด้วยการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากชุมชนจากชาวบ้าน และมีละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นการแย่งชิงทรัพยากร เช่น ๑.การแย่งชิงที่ดินในด่านขุนทด ที่วะช่องโก ชาวบ้านอยู่ในที่ดินมาก่อนหลายปี มี ๑๗-๑๘ ครอบครัว แต่พอเหมืองแร่อยากได้ที่ดินทำเหมือง ก็ประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะผลักดันชาวบ้านออกจากที่ดินของตัวเอง ซึ่งก็ต้องเป็น กระบวนการต่อสู้ของชาวบ้านต่อไป ๒.การแย่งชิงน้ำ เช่น วานรนิวาส ซึ่งกำลังเจอกรณีการแย่งชิงน้ำ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยโทง การที่ชาวบ้านยอมเสียสละที่ดินของตัวเองให้กับรัฐ เพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ อยู่มาวันดีคืนดีก็มีการออกกฎหมายให้เริ่มเก็บค่าน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยโทง อ้างว่าชาวบ้านมีการใช้น้ำผิดประเภท และบอกว่าต่อไปนี้ถ้าจะใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำจะต้องเสียเงิน และเขียนกำกับไว้ด้วยว่า เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของธุรกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งนี่คือการแย่งน้ำจากชุมชน ซึ่งไม่ได้เจอแค่ที่วานรนิวาส แต่ที่บำเหน็จณรงค์เราก็กำลังจะเจอกับการแย่งชิงน้ำ คือ ที่บึงทะเลสีดอและที่เขื่อนลำคันฉู ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นการแย่งชิงทรัพยากรทางตรง”

ทำลายพืชผลทางการเกษตร

         “แต่การแย่งชิงทรัพยากรทางอ้อม ก็มีแหล่งอาหารที่จะหายไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดเหมืองแร่โปแตช เช่น ที่วานรนิวาส (สกลนคร) คำนวณไว้ได้เลยว่าถ้าเกิดเหมืองแร่โปแตช จะมีการปลิวของฝุ่นเกลือ กองเกลือ เราจะสูญเสีย ไม่มีแหล่งอาหารทางธรรมชาติ เช่น ดอกกระเจียว แมงแคลง เป็นต้น เพราะว่าถ้าเค็มจัด สิ่งเหล่านี้ในธรรมชาติจะหายไป ซึ่งเป็นผลเสียจากการแย่งชิงทรัพยากรทางอ้อม แม้กระทั่งน้ำเสียน้ำเค็มที่จะตามมา และแน่นอนว่า แม้กระทั่งโรงงานในพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ ที่ปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนทำให้ต้นข้าวเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วผลผลิตไม่ดี หรือย้อนกลับมาที่ขามทะเลสอ การปล่อยน้ำเค็มลงแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้ต้นข้าวไม่เจริญเติบโต”

เหมืองสร้างเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน

         นางสาวกิติมา ขุนทอง เพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากนี้การเกิดเหมืองแร่ ไม่ได้มาแค่เหมืองแร่ แต่จะเปลี่ยนอีสานให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมโรงงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และจะเกิดอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเกลือ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมแป้ง ตามมาเป็นพวงเต็มไปหมด ต่อไปอีสานจะไม่ใช่ดินแดนที่อยู่แบบพึ่งพิงทรัพยากรได้อีกต่อไปแล้ว เราจะมีการเปลี่ยน แปลง และที่สำคัญมาละเมิดสิทธิชุมชน อย่างที่ทุกคนพูด ที่ออกมาเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้อง เพราะโครงการเหล่านี้ ไม่เห็นหัวของเรา ไม่เห็นตัวตนของเรา ทำให้เราเหนื่อย แทนที่เราจะได้อยู่บ้านอย่างสบายใจ และปัญหาสุดท้ายที่จะเน้นย้ำก็คือ การเกิดโครงการพัฒนาแบบที่ไม่เห็นหัวของชาวบ้าน การแย่งชิงทรัพยากร การละเมิดสิทธิต่างๆ จะทำให้นำไปสู่การเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน”

         “ความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน คือ ปกติเราคิดถึงภาคอีสาน เรารู้สึกว่าเราแห้งแล้งอยู่แล้ว น้ำเราก็จำกัดพืชผลการผลิตของเรามีความเสี่ยง ความเสี่ยงว่าปีนี้จะขายได้ราคาเท่าไหร่ เราต่อรองราคาไม่ได้ เสี่ยงว่าดินฟ้าอากาศจะดีไหม ผลผลิตเราจะดีไหม อีสานเราแบกภาระความเสี่ยงอยู่เต็มไปหมดอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีการพัฒนาเหล่านี้แล้วเอาทรัพยากรจากที่เรามีน้อยอยู่แล้วของเราไปป้อนให้ใครก็ไม่รู้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะรวยในอนาคต แต่สิ่งที่จะเหลือไว้ ก็คือซากประหลักหักพังของสิ่งแวดล้อมของคนอีสาน คนอีสานก็ต้องกลายเป็นคนจนซ้ำซากซ้ำซ้อนจนลงไปอีก แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่มีเงิน เราเดินเข้าป่าไปหาได้ หรือถ้าวันนี้เรามีเงิน ๑๐๐ บาท เราลงไปหาปลาในบึงทะเลสีดอ เรามีอาหารมีของกิน แต่ถ้าบึงทะเลสีดอกลายเป็นแหล่งน้ำของโรงงานอุตสาหกรรมไปเสีย เราหาไม่ได้อีกต่อไป เพราะระบบนิเวศเปลี่ยน ดังนั้นสิ่งที่จะบอกคือ เวลาเราคิดเรื่องเหมืองแร่โปแตช เราต้องคิดให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วต่อให้เราคิดว่าเราจะรอด แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่รอด เพราะผลกระทบกระจายซ้ำซ้อนและเป็นวงกว้างมาก พร้อมทั้งยังเสนอกระบวนการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยจากฐานราก โดยชาวบ้านต้องมีผู้แทนของตัวเอง ของคนในขุมชนเองเข้าไปต่อสู้ในระบบการเมืองต่อไป” นางสาว กิติมา ขุนทอง กล่าว

อ้างพ.ร.บ.เอื้อประโยชน์นายทุน

         นอกจากนี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจ “เหมืองแร่ ชัยภูมิ” ยังได้โพสต์ข้อความอีกว่า นับตั้งแต่ พ.ร.บ.แร่ ฉบับแก้ไข ปี พ.ศ.๒๕๔๕ จนถึงฉบับล่าสุดคือ พ.ร.บ.แร่ ปี พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ออกมาภายใต้รัฐบาล คสช. ซึ่งมีสาระสำคัญคือการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนสามารถเข้ามาทำเหมืองใต้ดินที่ลึกลงไปกว่า ๑๐๐ เมตร ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่อยู่ข้างบน จึงนำมาซึ่งการอนุญาตให้ประทานบัตรแก่บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) หรือเดิมชื่อบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด เพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ที่ ต.บ้านตาล ต.บ้านเพชร ต.หัวทะเล อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ รวมเนื้อที่ ๙,๗๐๘ ไร่ ซึ่งจะมีกำลังการผลิตราว ๑ ล้านตันต่อปี และบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในพื้นที่ ต.หนองไทร ต.หนองบัวตะเกียด และ ต.โนนเมืองพัฒนา อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เนื้อที่ ๙,๐๐๕ ไร่ กำลังการผลิตราว ๑ แสนตันต่อปี

         ทั้งนี้ ในปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กำลังมีนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาโครงการเหมืองแร่โปแตชใน ๑๐ จังหวัดของภาคอีสาน รวม ๔๒ แห่ง ครอบคลุมเนื้อที่กว่า ๓.๕ ล้านไร่ ซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทเอกชนทั้งไทยและต่างชาติรุมทึ้งกันเข้ามาขอสัมปทานเพื่อทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ภาคอีสาน อาทิเช่น จ.อุดรธานี กำลังมีการยื่นขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแหล่งอุดรเหนือและอุดรใต้ รวมเนื้อที่กว่า ๗๔,๐๐๐ ไร่, จ.นครราชสีมา ได้รับอาชญาบัตรเพื่อสำรวจแร่โปแตช จำนวน ๔ โครงการ คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า ๑๙๐,๐๐๐ ไร่ รวมไปถึง จ.สกลนคร ซึ่งนายทุนจากประเทศจีนกำลังเร่งสำรวจแหล่งแร่โปแตช บนเนื้อที่กว่า ๑๒๐,๐๐๐ ไร่

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๖๔ วันจันทร์ที่ ๑ - วันศุกร์ที่ ๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

 


834 7647