19thApril

19thApril

19thApril

 

April 08,2019

คปภ.ดันโคราชอันดับ ๑ ประกันภัยเกษตรกร

        คปภ.ลงนาม ร่วมกับ หอการค้าโคราช มุ่งส่งเสริมความรู้และมอบสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย แก่ผู้ประกอบการในจังหวัด พร้อมจัด “โครงการอบรมความรู้ประกันภัย สำหรับการประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประจำปี ๒๕๖๒” ดันโคราชเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการประกันภัยเกษตรกร ชูแอป “กูรูประกันภัย” ช่วยเกษตรกรรับมือภัยธรรมชาติ

        เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๒ เวลา ๐๘.๓๐ น. ณ ห้องลำตะคอง ๓ โรงแรมแคนทารีโคราช นายศักดิ์ชาย ผลพานิชย์ รองประธานกรรมการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมลงนาม MOU ว่าด้วยการบูรณาการส่งเสริมความรู้และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กับหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย คณะกรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการสำนักงาน คปภ. และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน

        การลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมในจังหวัดได้รับความรู้ด้านการประกันภัย ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานของหอการค้าภายใต้การปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายว่าด้วยการประกันภัยที่ถูกต้อง และให้คำปรึกษาแนะนำในด้านข้อมูล ข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์

เสริมสร้างความรู้ประกันภัย

        จากนั้นเวลา ๐๙.๓๐ น. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จัด “โครงการอบรมความรู้ประกันภัย (Training for the Trainers) สำหรับการประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประจำปี ๒๕๖๒” โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดแรกในการเปิดตัวโครงการนี้ ซึ่งการลงพื้นที่และการอบรมความรู้ด้านประกันภัยในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา ในการนำระบบประกันภัยไปเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ช่วยนำพาอุตสาหกรรมภาคเกษตรกรรมของจังหวัด ให้มีความเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

        นายสุรินทร์ ตนะศุภผล ผู้ช่วยเลขาธิการสายกลยุทธ์องค์กร คปภ. กล่าวว่า “การอบรม Training for the Trainers คู่มือการอบรมความรู้ประกันภัย สำหรับข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ปีการผลิต ๒๕๖๒ การดำเนินงานโครงการเริ่มต้นขึ้นมาในปี พ.ศ.๒๕๕๙ โดย คณะกรรมาธิการการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๐ จัดตั้งขึ้นมาปฏิรูป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย TGIA เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการประกันภัยของประเทศไทยให้มีระบบมากขึ้น ในการมอบหมายให้ตัวแทน คปภ. ทำหน้าที่อบรมให้ความรู้ แก่เจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของเราคือ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เจ้าหน้าที่สหกรณ์ เจ้าหน้าที่ศูนย์เม็ดพันธุ์ข้าว ประชาสัมพันธ์จังหวัด สื่อมวลชนท้องถิ่น และธนาคาร ซึ่งทั้งหมดคือกลุ่มเป้าหมาย

        “วัตถุประสงค์การอบรมในครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร และผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การดำเนินงาน ๓ ปี ที่ผ่านมา ดำเนินงานไปแล้วกว่า ๒๐ จังหวัด เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในโครงการหลัก และโครงการประกันภัย ซึ่งเป็นการดำเนินงานปีแรกที่เกี่ยวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  และปีนี้มีความแตกต่างคือ ประกันกำไรข้าวโพด สำนักงานองค์กรและภาคธุรกิจ ดำเนินงานทั้งหมด ๑๐ จังหวัด จังหวัดแรกที่ดำเนินงานคือ นครราชสีมา ในการปลูกข้าวของประเทศไทย และจะไปจบโครงการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ สำหรับรูปแบบการถ่ายทอด การให้ความรู้ และในเมื่อวานนี้เป็นการลงพื้นที่ระหว่างหน่วยงาน คปภ. สมาคม และวิทยากร เพื่อเข้าไปรับฟังความคิดเห็น ขอเสนอแนะและสัมภาษณ์เกษตรกรนำมาเป็นข้อมูลดำเนินงาน ซึ่งได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น และในวันนี้จะเป็นการอบรม ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ เพื่อไปถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและวิทยากรที่มาเผยแพร่ให้ข้อซักถาม เพื่อที่จะให้ท่านยกประเด็นปัญหาต่างๆ จากบทเรียนเพื่อไปแก้ไขปัญหาข้าวหรือข้าวโพดในจังหวัดนครราชสีมา”

๕ ยุทธศาสตร์สู่เป้าหมาย

        นายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เรากำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย ถึง ๕ ยุทธศาสตร์ คือ ๑.ยุทธศาสตร์การเกษตร  ๒.ยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๓.ยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยว ๔.ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญหาสังคมและความเดือดร้อนของประชาชน ๕.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จังหวัดนครราชสีมามีโครงสร้างที่สำคัญ ประกอบด้วยภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร การค้าส่งและการค้าปลีก จะเห็นได้ว่า ปกติในแต่ละจังหวัด ถ้าจังหวัดใดมีห้างใหญ่ๆ ห้างที่เป็นคู่แข่งจะหลีกเลี่ยง ไม่ลงทุนทำการค้า แต่ในโคราชมีทั้งศูนย์การค้าเดอะ มอลล์โคราช เซ็นทรัลพลาซาโคราช และเทอร์ มินอล ๒๑ โคราช แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจของโคราชที่มีศักยภาพสูง ทางผู้ประกอบการจึงเล็งเห็นว่า สามารถจัดตั้งฐานการค้าที่นี่ได้ ฉะนั้น วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในเรื่องของการพัฒนาทางด้านการเกษตร”

โคราชเมืองเกษตร

        “สำหรับภาคการเกษตร จังหวัดนครราช สีมา มีพื้นที่เกษตรกรรม ๘.๙ ล้านไร่ แบ่งเป็น ปลูกข้าว ๔.๓ ล้านไร่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฝ้าย จำนวน ๓.๗ ล้านไร่ ครัวเรือนเกษตรกรรม มีถึง ๓.๒ แสนกว่าครัวเรือน พืชเศรษฐกิจ ๓ อันดับแรกของโคราช คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด การเลี้ยงไหม โดยเฉพาะที่อำเภอปักธงชัย เป็นแหล่งผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของจังหวัด ดังนั้น จังหวัดนครราชสีมาจึงมุ่งเน้นส่งเสริมและปรับปรุงการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งการจัดหาสถานที่จำหน่าย ปรับปรุง ก่อสร้างเส้นทางคมนาคมในการขนส่งทางการเกษตร ในเรื่องของสภาพอากาศของจังหวัดนครราชสีมา อยู่ภายใต้ของลมมรสุม ๒ ชนิด คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งมรสุมนี้เกิดจากความกดอากาศสูงในซีกโลกเหนือ พัดเอามวลอากาศเย็นเข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้จังหวัดนครราชสีมาประสบกับภาวะอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง อีกมรสุมหนึ่งคือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศในซีกโลกใต้ ในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้จังหวัดนครราชสีมามีเมฆและฝนตกชุกแตกต่างกันไป ดังนั้นสภาพอากาศมีผลต่อทั้งบวกและลบต่อภาคเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดนครนครราช สีมา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่นำเอาระบบประกันภัยเข้ามาบริหารความเสี่ยงต่อเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสภาพดินฟ้าอากาศเป็นตัวแปรที่เป็นความเสี่ยง ซึ่งได้หน่วยงาน คปภ.เข้ามาช่วยเหลือ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคณะผู้จัดการอบรมตามโครงการ “อบรมความรู้ประกันภัย Training for the Trainers” สำหรับประกันภัยข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประจำปี ๒๕๖๒ ทีได้กรุณาให้เกียรติมาที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดแรกในการเปิดโครงการนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้เข้ารับการอบรมในวันนี้ จะได้นำความรู้ ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ ส่งผลให้สภาพพื้นที่ดีขึ้น” รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าว

ยกระดับประกันภัยข้าวนาปี

        ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า “ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต ๒๕๖๒ และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต ๒๕๖๒ โดยมอบหมายให้สำนักงาน คปภ. ปรับปรุงกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี และจัดทำกรมธรรม์ประกันภัย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามรูปแบบและหลักเกณฑ์ของการรับประกันภัย ตลอดทั้งส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยแก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาตินั้น สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Training for the Trainers” ประจำปี ๒๕๖๒ เพื่อเสริมสร้าง ความรู้ ความเข้าใจ ด้านการประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้แก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่อให้กับเกษตรกร พร้อมผลักดันให้โคราชเป็นอันดับหนึ่ง เรื่องการประกันภัยเกษตรกร รวมทั้ง ผลักดันระบบการประกันภัยเข้าไปเป็น เครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเกษตรกร โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ๑๐ จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, นครสวรรค์, ชัยนาท, เพชรบูรณ์, น่าน, เชียงราย, ขอนแก่น อุบลราชธานี, นคร พนม และนครศรีธรรมราช” 

        “ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เล็งเห็นความสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในปีที่ผ่านมา จำนวน ๓.๑๓ ล้านไร่ และมีการทำประกันภัย จำนวน ๑.๔๔ ล้านไร่ ติดอันดับ ๑ ใน ๕ จังหวัด ที่มีการทำประกันภัยข้าวนาปีสูงที่สุดของประเทศ นอกจากนี้จังหวัดนครราชสีมา ยังติดอันดับ ๑ ใน ๓ ที่มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงที่สุดของประเทศอีกด้วย ดังนั้น ในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๒ คณะวิทยากร ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ได้ลงพื้นที่อำเภอสูงเนินพบปะเกษตรกรจำนวน ๓๐๐ ราย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอสูงเนิน เพื่อรับทราบถึงสภาพปัญหา อุปสรรค ข้อคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะของการทำประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเกษตรกรมีการสะท้อนปัญหา เช่น ช่วงระยะเวลาในการทำประกันภัยไม่ตรงกับช่วงเพาะปลูก กรณีพื้นที่เพาะปลูกมีการประกาศเป็นพื้นที่รับน้ำ กรณีการมอบอำนาจคนในครอบครัวให้ทำประกันภัยแทนกัน กรณีการทำประกันภัยพืชชนิดอื่นๆ เป็นต้น ทั้งนี้คณะวิทยากรได้ตอบข้อสงสัยต่างๆ จนเป็นที่เข้าใจของเกษตรกร รวมทั้งจะนำข้อมูลที่ได้ จากเกษตรกรไปปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการรับประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป”

เพิ่ม! คุ้มครอง ภัยช้างป่า

        ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้ มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากโครงการปีก่อนๆ ๓ ประการคือ ๑.รูปแบบการทำประกันภัย ปีนี้รัฐบาลมีหลักการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย โดยสามารถซื้อหรือทำประกันภัยเพิ่ม เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้น ๒.มีการเพิ่มความคุ้มครอง “ภัยช้างป่า” เข้ามาอีก ๑ ภัย ทำให้สามารถคุ้มครองความเสี่ยงภัยกับเกษตรกรได้ถึง ๘ ประเภท จากเดิมที่ครอบคลุมภัยจากน้ำท่วมหรือ ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บตก ไฟไหม้ และภัยแมลงศัตรูพืชหรือโรคระบาด ๓.มีการกำหนดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับ ความคุ้มครองพื้นฐาน (ส่วนที่ ๑) อยู่ที่ ๘๕ บาทต่อไร่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลอุดหนุน ๕๑ บาทต่อไร่ และ ธ.ก.ส. อุดหนุน ๓๔ บาทต่อไร่ ซึ่งเบี้ยประกันภัยลดลงจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต ๒๕๖๑ ที่มีอัตราเบี้ยประกันภัย ๙๐ บาทต่อไร่ โดยมีความคุ้มครองพื้นฐาน (ส่วนที่๑) อยู่ที่ ๑,๒๖๐ บาทต่อไร่ ส่วนภัย จากศัตรูพืชหรือโรคระบาด ๖๓๐ บาทต่อไร่ เกษตรกรที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครอง (ส่วนที่ ๒) ตามพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ปานกลางและต่ำ ดังนั้นเกษตรกรที่ทำประกันภัยส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ในคราวเดียวกัน จะได้รับความคุ้มครองอยู่ที่ ๑,๕๐๐ บาทต่อไร่ และจะได้รับความคุ้มครองจากภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ๗๕๐ บาทต่อไร่ ในส่วนของการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต ๒๕๖๒ มีอัตราค่าเบี้ยประกันภัย ๕๙ บาทต่อไร่ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลอุดหนุน ๓๔ บาทต่อไร่ และ ธ.ก.ส. อุดหนุน ๒๔ บาทต่อไร่ โดยมีความคุ้มครองพื้นฐาน (ส่วนที่ ๑) อยู่ที่ ๑,๕๐๐ บาท ส่วนภัยจากศัตรูพืชหรือโรคระบาด ๗๕๐ บาทต่อไร่ เกษตรกรที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัย สำหรับความคุ้มครองส่วนเพิ่ม (ส่วนที่ ๒) ตามพื้นที่ความเสี่ยงภัยสูง ปานกลางและต่ำ ดังนั้นเกษตรกรที่ทำประกันภัยส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ในคราวเดียวกัน จะได้รับความคุ้มครองอยู่ที่ ๑,๗๔๐ บาทต่อไร่ และจะได้รับความคุ้มครองจากภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ๘๗๐ บาทต่อไร่”

        “จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่บริหารความเสี่ยงด้วยการนำประกันภัยข้าวนาปี และประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสามารถทำประกันภัยได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๒ (ยกเว้นภาคใต้ถึง ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๒) และเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำนักงาน คปภ. ได้จัดทำ Mobile Application ชื่อ “กูรูประกันภัย” เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ด้านประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในมิติต่างๆ ดังนั้นจึงเชิญชวนให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจ โหลดแอปพลิเคชันนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลบริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติด้วย ระบบประกันภัย และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วน คปภ. ๑๑๘๖” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

 

 

 ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๖๕ วันเสาร์ที่ ๖ - วันพุธที่ ๑๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

51 229