21stSeptember

21stSeptember

21stSeptember

 

April 22,2019

มทส.คว้า Silver Award “นวัตกรรมถนนยั่งยืน” มหกรรมวิจัยแห่งชาติ’๖๒

         มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) โดย สถาบันวิจัยและพัฒนา เข้าร่วมจัดนิทรรศการและแสดงผลงานวิจัยในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ๒๕๖๒ (Thailand Research Expo 2019) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ระหว่างวันที่ ๗-๑๐ เมษายน ๒๕๖๒ ณ Highlight Stage ห้องคอนเวนชัน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวน ชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้ มทส. ได้รับรางวัลผลงานวิจัยและจัดแสดงนิทรรศการ รับถ้วยรางวัลประเภท Silver Award จากรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง พร้อมเงินรางวัล ๕๐,๐๐๐ บาท และเกียรติบัตร 
 
         ผศ.ดร.พรรษา ลิบลับ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เผยว่า นิทรรศการผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่จัดแสดงในปีนี้ ได้แก่ ผลงานวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมถนนอย่างยั่งยืน” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุขสันติ์ หอพิบูลสุข อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมโยธา สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการพัฒนาถนนที่มีความคงทน แข็งแรง สมรรถนะและอายุการใช้งานสูง ด้วยต้นทุนบำรุงรักษาที่ต่ำ ประกอบด้วย วิศวกรรมผิวทางอย่างยั่งยืน และวิศวกรรมชั้นโครงสร้างอย่างยั่งยืน 
 
         สำหรับ “วิศวกรรมผิวทางอย่างยั่งยืน” เป็นการพัฒนาผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตและคอนกรีตให้มีความคงทนแข็งแรงและอายุการใช้งานที่ยาวนาน การพัฒนาผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ การเติมสารผสมเพิ่ม ได้แก่ ๑) แอสฟัลต์คอนกรีตการเสริมเส้นใย โดยใช้เส้นใย Aramid ร่วมกับ Polyolefin เติมลงในแอสฟัลต์คอนกรีตเพื่อเพิ่มสมรรถนะของผิวทาง เส้นใย Aramid มีคุณสมบัติทนทานต่อความร้อน การฉีกขาด และสารละลายออร์แกนิค การใช้งานเส้นใย Aramid ร่วมกับ Polyolefin จะมีลักษณะการจัดเรียงตัวของโครงสร้างที่ดีในแอสฟัลคอนกรีต และยังส่งผลดีทางด้านเศรษฐศาสตร์เนื่องจากเส้นใย Polyolefin มีราคาถูก การเสริมเส้นใย Aramid และเส้นใย Polyolefin อัตราส่วน ๖๐/๔๐ ในปริมาณร้อยละ ๐.๐๕ ของน้ำหนักรวมของส่วนผสม สามารถปรับปรุงเสถียรภาพ แรงดึงทางอ้อม โมดูลัสยืดหยุ่น โมดูลัสความแกร่ง การยุบตัวถาวร อายุความล้า และความต้านทานต่อการเกิดร่องล้อของแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้โดยทั่วไป (AC60/70) ให้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้อายุการใช้งานของผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตยาวนานขึ้น 
 
         ๒) แอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงด้วยสาร ละลายโพลิสามารถทำได้ทั้งการใช้ยางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำยางพารา เรียกว่า แอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงด้วยยางธรรมชาติ (Natural rubber-modified asphalt, NRMA) และการใช้โพลิเมอร์สังเคราะห์ เรียกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงด้วยโพลิเมอร์ (Polymer-modified asphalt, PMA) การเติมสารละลายโพลิเมอร์ทั้งสองชนิดช่วยให้สมรรถนะและอายุการใช้งานของผิวทางสูงขึ้น ส่วนที่ ๒ การปรับขนาดคละของมวลรวมในแอสฟัลต์คอนกรีต โดยการออกแบบด้วยวิธี AC Duopave ซึ่งใช้มวลรวมที่มีความหยาบพิเศษ เพื่อให้เกิดการเรียงตัวแบบ Stone to stone skeleton สามารถช่วยลดการเกิดร่องล้อเนื่องจากการเคลื่อนตัวของมวลรวมขณะรับน้ำหนักกระทำซ้ำ แอสฟัลต์คอนกรีต AC Duopave มีความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาผิวจราจรด้านความขรุขระได้ถึงสองเท่า และด้านรอยแตกได้ประมาณร้อยละ ๒๐ เมื่อเปรียบเทียบกับแอสฟัลต์คอนกรีตมาร์แชล ซึ่งเป็นผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ในปัจจุบัน ผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต AC Duopave มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตมาร์แชลทั้งทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ สามารถใช้เป็นผิวทางจราจรทางเลือกที่ยั่งยืนของถนนทาง หลวง การพัฒนาผิวทางคอนกรีต ทำโดยการการเติมสาร Polyvinyl Alcohol (PVA) ในคอนกรีตในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มกำลังรับแรงดัดและความทนทานของคอนกรีต ซึ่งนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผิวทางให้มีความคงทนแข็งแรงมีการประยุกต์ใช้จริงกับถนนทางหลวงชนบท และหากนำมาประยุกต์ใช้จริงกับถนนทางหลวงชนบททุกเส้นของประเทศจะช่วยลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงผิวทางได้มากถึง ๔,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี
 
         ในส่วน “วิศวกรรมชั้นโครงสร้างทางอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ การประยุกต์ใช้วัสดุเหลือทิ้งและกากอุตสาห กรรม เช่น เศษคอนกรีต เศษแก้ว เศษแอสฟัลต์คอนกรีต ตะกรันเหล็ก เถ้าลอย และกากแคลเซียมคาร์ไบด์ เป็นต้น เป็นวัสดุโครงสร้างทาง และส่วนที่ ๒ การปรับปรุงวัสดุด้อยคุณภาพ/วัสดุเหลือทิ้งและกากอุตสาหกรรม ให้มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นวัสดุโครงสร้างทาง โดยปรับปรุงด้วย ปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์ผสมยางอิมัลชั่น และจีโอพอลิเมอร์ ผลงานนี้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยและวิศวกรประเมินความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้วัสดุเหลือทิ้งและกากอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการก่อสร้างชั้นโครงสร้างทาง ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วยังช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้ง นอกจากนี้ เทคโนโลยีการปรับปรุงวัสดุด้อยคุณภาพ/วัสดุเหลือทิ้งและกากอุตสาหกรรมที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น ทดแทนวัสดุโครงสร้างทางจากแหล่งที่อยู่ห่างไกลและมีราคาสูง ยังช่วยลดงบประมาณในการขนส่ง ซึ่งส่งผลให้งบประมาณในการก่อสร้างถนนลดลง  โดยผลงานทั้งสองเรื่องนี้ ได้ศึกษาร่วมกับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งหากนำมาประยุกต์ใช้จริงกับถนนทุกเส้นทางของประเทศจะช่วยลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมได้มากถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี 
 
 
 
ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๖๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๑ - วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒

714 8004