16thJuly

16thJuly

16thJuly

 

July 06,2019

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุน‘อาจสามารถ’ สร้างโรงสีข้าวเหนียวแห่งแรกในอีสาน ส่งแบรนด์‘SMART RICE’บุกตลาดทั่วไทย

            กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสร้างโรงสีข้าวเหนียวของสหกรณ์แห่งแรกในภาคอีสาน เตรียมรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวพันธุ์ กข ๖ จากสมาชิกนาแปลงใหญ่ในฤดูกาลผลิตปีนี้ ไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ตัน ป้อนสู่โรงสีเพื่อแปรรูป พร้อมเปิดตัวข้าวเหนียวแบรนด์ SMART RICE บุกตลาดทั่วประเทศ

            เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร อาจสามารถ จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวเหนียว กข ๖ จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกรม   ส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบกลางปี ๒๕๖๑ ไทยนิยมยั่งยืนให้สหกรณ์จำนวน ๒๔.๘ ล้านบาท และสหกรณ์สมทบเพิ่มเติมอีกจำนวน ๔.๖ ล้านบาท เพื่อสร้างโรงสี กำลังการผลิต ๒๔ ตัน/วัน โกดังเก็บข้าวเปลือก ๒,๐๐๐ ตัน อาคารจัดเก็บข้าวสารและลานตาก สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ซึ่งโรงสีข้าวของสหกรณ์จะเน้นแปรรูปข้าวเหนียวเป็นหลัก เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนมากปลูกข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ เพื่อจำหน่าย และต้องซื้อข้าวเหนียวจากที่อื่นมาสำหรับบริโภค สหกรณ์ได้เล็งเห็นโอกาส จึงส่งเสริมให้สมาชิกขยายพื้นที่ปลูกข้าวเหนียว กข ๖ และเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว สหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกป้อนสู่โรงสีและแปรรูปเพื่อจำหน่ายคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง

            ทั้งนี้ สหกรณ์ได้ใช้ประโยชน์อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับจากงบไทยนิยมยั่งยืน รวบรวมข้าวเปลือกเหนียวและแปรรูปเป็นข้าวสารแล้วในรอบแรก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑ และในปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ สหกรณ์ตั้งเป้าการรับซื้อและรวบรวมข้าวเปลือกเหนียวอีกประมาณ ๓,๐๐๐ ตัน จากปัจจุบันที่รวบรวมได้ประมาณ ๒,๐๐๐ ตัน ซึ่งเป็นผลผลิตของเกษตรกรที่สมาชิกส่วนหนึ่ง และรับซื้อข้าวเปลือกข้าวเหนียวจากเครือข่าย สหกรณ์อื่นอีกส่วนหนึ่งเพื่อมาป้อนธุรกิจ และในอนาคตสหกรณ์จะพัฒนาธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายข้าวเหนียวให้ครบวงจร ทั้งส่งเสริม การผลิต แปรรูปและการตลาด 

            “ได้ให้คำแนะนำสหกรณ์ฯ ในการวางแผนธุรกิจการแปรรูปและจำหน่ายข้าวเหนียว เบื้องต้นต้องหาตลาดให้ชัดเจน ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน พร้อมทั้งสำรวจดูความต้องการของตลาดว่า ต้องการซื้อข้าวเหนียวแบบไหน ปริมาณความต้องการมีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนส่งเสริมให้สมาชิกปลูก และต้องสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวเหนียวต้นฤดูนี้ให้นำราคาตลาด เพราะที่ผ่านมาราคาข้าวเหนียวไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก อาจจะมีการขยับขึ้นลงเล็กน้อย สิ่งสำคัญคือต้องผลิตข้าวที่มีคุณภาพ สหกรณ์ต้องดูแลสมาชิกตั้งแต่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี การดูแลระหว่างการปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิตและหาตลาดมารับซื้อ ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้สหกรณ์ลองหาช่องทางเปิดตลาดส่งข้าวเหนียวไปจำหน่ายกับเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ด้วย เพราะผู้บริโภคยังต้องการข้าวเหนียวคุณภาพมากเช่นกัน” นายพิเชษฐ์ กล่าว 

            ด้านนายบัญชา พลทิพย์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด กล่าวว่า ได้รับ        งบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนปี ๒๕๖๑ จำนวน ๒๔ ล้านบาท มาพัฒนาศักยภาพการผลิตของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปข้าวเหนียว กข.๖ ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก ๑,๒๔๐ ราย ในพื้นที่ ๑๐ ตำบลของอำเภออาจสามารถ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ซึ่งสหกรณ์มีแผนขยายธุรกิจแปรรูปข้าวเหนียว กข.๖ และยกระดับเป็นสหกรณ์ที่มีโรงสี ข้าวเหนียวขนาดใหญ่เป็นแห่งแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังการผลิตรองรับได้ถึง ๖,๐๐๐ ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเรื่องต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรับรองมาตรฐาน GMP ให้กับโรงสีข้าวของสหกรณ์

            การปลูกข้าวเหนียวจะปลูกได้ปีละ ๑ ครั้ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย ๕๐๐ กก. เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจะเหลือน้ำหนัก ๒๕๐ กก. ปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกเหนียวอยู่ที่ตันละ ๑๔,๐๐๐ บาท และเมื่อสีเป็นข้าวสารจะเพิ่มมูลค่าเป็นราคาตันละ ๓๐,๐๐๐ บาท สำหรับฤดูกาลผลิตปีนี้ สหกรณ์จะรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ จำนวน ๒๐๐ ราย พื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน และรับซื้อจากสหกรณ์เครือข่ายในจังหวัดใกล้เคียงอีก ๑,๐๐๐ ตัน โดยสหกรณ์กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากเกษตรกรในราคาที่จูงใจและนำตลาด ซึ่งในฤดูการเก็บเกี่ยวที่จะถึงปลายปี สหกรณ์จะพิจารณาตั้งราคารับซื้อใหม่ เป็นราคาที่นำตลาดและจูงใจเกษตรกรเพิ่มขึ้นกว่าปกติ เพื่อเดินหน้าทำตลาดอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดข้าวเหนียวเพิ่มขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าตลาดข้าวเหนียวยังไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานส่วนใหญ่มีแต่ข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ 

            “ที่ผ่านมา คนอีสานต้องไปซื้อข้าวเหนียวที่อื่นกิน เช่น ข้าวเหนียวเขี้ยวงูของเชียงราย หรือข้าวเหนียวเขาวงของกาฬสินธุ์ สหกรณ์การเกษตรอาจสามารถอยากทำข้าวเหนียวอีสานให้คนอีสานได้กิน จึงเป็นที่มาของการของบประมาณสนับสนุนเพื่อนำมาพัฒนาโรงสีข้าวเหนียว ขณะนี้สหกรณ์ได้ทำตลาดข้าวเหนียวของสหกรณ์ภายใต้ชื่อยี่ห้อ ข้าวสามารถ SMART RICE ขนาดบรรจุถุง ๑ กิโลกรัม และขนาด ๒, ๕, ๒๐ และ ๕๐ กิโลกรัม และเพื่อให้ได้คุณภาพ สหกรณ์จะส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวเหนียวปลอดภัยปลอดสารเคมี โดยดูแลสมาชิกตั้งแต่ปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว สำหรับเป้าหมายสหกรณ์ในอนาคต คาดว่าภายในปี ๒๕๖๓ สหกรณ์จะผลิตข้าวเหนียวให้ได้ปีละ ๖,๐๐๐ ตัน” ผู้จัดการสหกรณ์ กล่าว 

            นางสะอาด กาญจนภี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรปทุมรัตน์ จำกัด กล่าวว่า ทางสหกรณ์ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับซื้อข้าวเหนียวจากสหกรณ์การเกษตรร้อยเอ็ด ในปีที่ผ่านมาจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และต้องการรับซื้อข้าวเหนียวเพิ่มอีกประมาณ ๓๔๐ ตันต่อปี มูลค่ากว่า ๑๐ ล้านบาท ซึ่งทางสหกรณ์พร้อมรับซื้อข้าวเหนียวจากสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัดไม่อั้น โดยสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถทำหน้าที่ด้านการผลิต ทางสหกรณ์การเกษตรปทุมรัตน์ จะช่วยทำตลาดและสอบถามความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้การปรับปรุงและพัฒนาข้าวเหนียวตรงใจผู้ซื้อมากที่สุด ซึ่งคำแนะนำที่ได้มาคือ ผู้ซื้อต้องการข้าวเหนียวที่เมล็ดขาวและนุ่ม ซึ่งอาจจะต้องปรับปรุงโรงสีและระบบการสีให้ได้ข้าวตามที่ผู้บริโภคต้องการ คาดว่าข้าวเหนียวในปลายปี ๒๕๖๒ จะเป็นข้าวเหนียวคุณภาพที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดร้อยเอ็ดภายใต้ตราสินค้า ข้าวสามารถ SMART RICE ของสหกรณ์การเกษตรอาจสามารถ จำกัด

 

 

 ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๕๘๒ วันเสาร์ที่ ๖ - วันพุธที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

 


33 186