16thSeptember

16thSeptember

16thSeptember

 

September 03,2019

ทูตพาณิชย์ ๒๐ ประเทศเยือนโคราช ติวเข้มเสริมแกร่งธุรกิจท้องถิ่น

            กระทรวงพาณิชย์นำ ๒๐ สุดยอดทูตพาณิชย์จากทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญการทำการค้าในแต่ละประเทศ ลงสัญจรพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา ให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว หวังให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีความพร้อมในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

            เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ราชพฤกษ์ จ.นครราชสีมา นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินทางร่วมโครงการ “Export Clinic 2019 : เจาะลึกโอกาสตลาดต่างประเทศกับทูตพาณิชย์” ภายใต้กิจกรรม พาณิชย์สัญจรเพื่อเชื่อมโยงท้องถิ่นสู่ตลาดโลก พร้อมด้วยนายวิทยากร มณีเนตร รองอธิการบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่นกว่า ๒๐๐ ราย

            โครงการ “Export Clinic 2019 : เจาะลึกโอกาสตลาดต่างประเทศกับทูตพาณิชย์” มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการในการทำตลาดส่งออก ให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศที่ได้รับไปปรับใช้เพื่อพัฒนา การประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งทราบถึงแนวโน้มความต้องการของตลาดและสินค้าในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนกฎระเบียบทางการค้า และข้อกีดกันทางการค้าที่เกี่ยวกับภาษีและไม่ใช่ภาษี และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจส่งออกในแต่ละตลาดได้สอบถามและรับคำแนะนำด้านการทำตลาดส่งออก

ภายในงานมีการเชิญ ๒๐ สุดยอดทูตพาณิชย์จากทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญการทำการค้าในแต่ละประเทศ ลงสัญจรพื้นที่ จ.นครราชสีมา ด้วยกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว จากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ประจำแต่ละประเทศต่างๆ จากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันผู้ประกอบการให้สามารถทำการค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มยอดส่งออกของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

            นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นยกระดับบริการภาครัฐด้วยนโยบาย “Sharing Economy” หรือเศรษฐกิจแบ่งปัน ในการผลักดันผู้ประกอบการจาก Local สู่ Global  ให้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศ  โดยใช้หลักแนวคิดจากการเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกร่วมกัน ทลายเส้นแบ่งประเภทธุรกิจ ขนาดธุรกิจ กลุ่มพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการช่วยให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทย สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศได้พบปะกับผู้ที่เก่งและมีศักยภาพในการทำการค้าระหว่างประเทศที่พร้อมจะพากันเดินหน้าไปสู่โลกการค้ายุคใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไปสู่ระดับโลกได้ในอนาคต

            นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวอีกว่า วันนี้เราจัดโครงการภายใต้ พาณิชย์สัญจร ซึ่งจะเป็นการให้คำปรึกษา โดยจะมีสองส่วนคือ การนำทูตพาณิชย์จาก ๒๐ ประเทศมาให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการในภูมิภาคอีสานว่า มีสินค้าอะไรที่อยากส่งไปต่างประเทศ แต่อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการส่งออก หรือควรจะมีส่วนไหนที่ต้องปรับปรุง ทูตพาณิชย์ก็จะให้คำแนะนำในตรงนี้ ซึ่งได้รับความสนใจเกินคาดจากผู้ประกอบการ

            “สำหรับผู้ที่มีข้อขัดข้อง อยากจะปรับปรุงดีไซน์การออกแบบสินค้าให้ดีขึ้น จะทำให้สินค้าขายได้ราคา และขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ดีมากขึ้น และสามารถส่งออกได้ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ให้คำปรึกษาแบบเฉพาะตัวในเรื่องการออกแบบดีไซน์ และเราได้นำเสนอกิจกรรมในเรื่องการส่งเสริมการตลาด ทั้งเรื่องการส่งออก การแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ หรือด้านการขายออนไลน์ เราอยากให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ทั้งนี้สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ อยากให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีความพร้อมในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ และในที่สุดก็จะสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งไม่จำเป็นแข่งขันแค่ราคาอย่างเดียว แต่ยังสามารถแข่งขันรูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้นในการเพิ่มนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว

            นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวอีกว่า เราเคยมีการจัดกิจกรรมแบบนี้เมื่อหลาย ๑๐ ปี แต่ทั้งนี้เรามีพาณิชย์จังหวัดที่จะคอยให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันการมาจัดกิจกรรมแบบนี้โดยมีทูตพาณิชย์ให้คำปรึกษาโดยตรงจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น ประกอบกับครั้งนี้ เรานำทูตพาณิชย์มาดูแหล่งผลิตสินค้าใหม่ๆ ในจังหวัดทางภาคอีสาน เช่น มันสำปะหลัง เครื่องปั้นดินเผา รวมถึงการพบผู้ประกอบการเล็กๆ ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ ทูตพาณิชย์จะได้มีข้อมูลความรู้ว่า ประเทศเราสามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย และไม่จำเป็นต้องเป็นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น และภาคอีสานเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายในด้านการผลิต  นอกจากนี้เราจะดูว่า ผู้ประกอบการแต่ละคนเหมาะกับกิจกรรมแบบไหน เราจะส่งเสริมให้ผู้ที่มีแนวโน้มการทำธุรกิจต่างประเทศได้ดีร่วมกับกิจกรรมของเรา ซึ่งทูตพาณิชย์อาจจะแนะนำชื่อผู้นำเข้า หรือการส่งออกควรติดต่อใคร หรือปรับปรุงเช้าหลักสูตรใดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความพร้อมก่อนที่จะทำธุรกิจในต่างประเทศได้

ด้าน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (New Economy Academy : NEA) กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ดำเนินการภายใต้นโยบายของกรมในการปูพรมลงพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสและเร่งพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการทั่วประเทศ ให้เกิดความรู้ เพิ่มศักยภาพในการทำการค้าระหว่างประเทศอย่างจริงจัง เนื่องจากกรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการปรับตัวและพัฒนาองค์ความรู้แนวใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการเข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA)  จึงได้จัดโครงการพาณิชย์สัญจร จังหวัดนครราชสีมา Export Day เชื่อมโยงท้องถิ่นสู่สากล ซึ่งโครงการดังกล่าวได้จัดขึ้น ๒ จังหวัด ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.สงขลา โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นการลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแบบเจาะลึกและใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นบริเวณรอบๆพื้นที่ของจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งในครั้งนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น บุรีรัมย์นครนายก ปราจีนบุรีและสระแก้ว เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ มีความต้องการรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ประจำแต่ละประเทศต่างๆ เป็นอย่างสูง และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการท้องถิ่น” ผู้อำนวยการสถาบัน กล่าว

นางเกวลิน ใบเงิน หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรจมูกข้าว ข้าวยา ตราใบเงิน กล่าวว่า แต่ก่อนในความเป็นรากเหง้าชาวนา เรามีการทำวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์มาก แต่ได้น้อย เราจึงมีความคิดว่า เราควรทำอย่างไรถึงแม้จะทำน้อย แต่เราได้มาก สนใจมาร่วมงานในวันนี้เพื่อที่จะได้นำนวัตกรรมต่างๆ ไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง เช่น ในหมู่บ้านหรือท้องถิ่นของเรามีอะไร ก็นำมาปรับร่วมกับนวัตกรรมเหล่านั้น เมื่อก่อนเราคิดว่าขายตามหน้าเพจ หรือตามหน้าร้านอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้การตลาดกว้างขึ้น และวันนี้มีทูตจาก ๒๐ ประเทศมาให้คำแนะนำ จึงสนใจและเข้าร่วมในวันนี้ นอกจากจะได้รับคำแนะนำแล้ว ยังทำให้เจอผู้ประกอบอีกหลายๆ คนทำให้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกันภายในงานนี้ด้วย

ด้านนางรุจิรา ผลิพิมาย จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกและแปรรูปฟักข้าวชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เนื่องจากเราอยากส่งออกผลิตภัณฑ์ ซึ่งการขายในประเทศก็จะเป็นยอดจากคนกลุ่มหนึ่งภายในประเทศ แต่เมื่อเรามีโอกาสที่จะนำผลิตภัณฑ์ของเราส่งออกไปประเทศ เพื่อนบ้านของเราได้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดี และอยากทดลอง ซึ่งตนเคยไปศึกษาดูงานที่เสียมเรียบ กัมพูชา ทั้งนี้สินค้าแปรรูปอย่างฟักข้าว หรือสมุนไพรที่เป็นสบู่จากของเมืองไทย กัมพูชาชอบและสนใจ จึงมาศึกษาช่องทางการส่งออก และด้านการตลาด โดยคำแนะนำที่ได้รับวันนี้ เราจะนำไปศึกษาเพิ่มเติม

ล่าสุด วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย ตามโครงการ “พาณิชย์สัญจร” แก่ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศและพาณิชย์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายภูมิภาคสู่ตลาดโลก (Local to Global)

โดยนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยถึงผลการประชุมระหว่างผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ และพาณิชย์จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ทั้งนี้ได้มีการหารือถึงแนวทางในการขยายตลาดส่งออกให้กับสินค้าของเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตร และสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถขยายสินค้าออกไปสู่ตลาดภูมิภาคของโลกได้ เช่น สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และผลไม้

นอกจากนี้ ในการประชุม ทูตพาณิชย์ยังได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาสินค้าและช่องทางการบุกตลาด ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าหลักจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งออกแล้ว ได้แก่ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ข้าวหอมมะลิ และผลิตภัณฑ์จากข้าว สินค้าแฟชั่น ผ้าย้อมคราม เครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป จีนและฮ่องกง

โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายวีรศักดิ์และคณะได้ลงพื้นที่ชุมชนด่านเกวียน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พัฒนาให้เป็นสมาร์ทวิลเลจออนไลน์


62 261