12thDecember

12thDecember

12thDecember

 

September 19,2019

ศึกวังเณรประดาบยกที่ ๑ ปรับ ‘สุนทร’ ๙ พันรอลงอาญา

ศึก ‘วังเณร’ ยืดเยื้ออีกนาน ฟ้องร้องเป็นคดีความระหว่างนายอำเภอสูงเนิน ณัชวันก์ (โน่) อัลภาชน์ เตชะเสน กับสุนทร จันทร์รังสี คนหนังสือพิมพ์อาวุโส ที่ผ่านมานายอำเภอสั่งเจ้าหน้าที่บุกรุกรังวัดบ้านพักส่วนตัวโดยไม่ขออนุญาต สุนทรแจ้งความผิด ม.๑๕๗ พร้อมละเว้นหน้าที่ รอการพิจารณา ๒ ปีเศษ ฝ่ายนอภ.โน่ อ้างบ้านพักสุนทรรุกที่สาธารณะ ๕๐ ซม. ภายหลังฟ้องว่ารุกล้ำ ๒๐๐ ตรม. ล่าสุดศาลสั่งปรับ ‘สุนทร’ ๙,๐๐๐ บาท โทษจำคุก รอลงอาญา

สืบเนื่องจากกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า มีร้านอาหารบริเวณน้ำตกวังเณร ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน รุกล้ำลำตะคองแหล่งน้ำเพื่อบริโภคของจังหวัดนครราชสีมา พร้อมสร้างความสกปรกโสโครกยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา โดยการเทปูนซีเมนต์ลงเป็นทางเดินในริมลำน้ำซึ่งเป็นเขตลำตะคอง ต่อมาได้มีการขอให้มีการสอบแนวเขตลำตะคอง ซึ่งทางสำนักงานที่ดินสาขาสูงเนิน ได้ดำเนินการไปนั้น กระทั่งต่อมาในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๖๐ นายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน อายุ ๔๘ ปี นายอำเภอสูงเนิน ได้เชิญผู้ประกอบการ และประชาชนที่ได้ทำการรังวัดสอบแนวเขต (เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐) เข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และร่วมรับฟังความคิดเห็น เรื่องการรังวัดสอบเขตลำตะคอง (บริเวณวังเณร) ณ ห้องประชุมบ้านวังเณรรีสอร์ท หมู่ที่ ๒ ตำบลมะเกลือเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และได้ชี้แจงให้ทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกภายในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ และต้องทุบพื้นปูนทั้งหมดเพื่อคืนสภาพพื้นที่ ภายในวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ โดยกล่าวย้ำที่ประชุมว่า หากไม่ดำเนินการตามวันเวลาที่กำหนด ในเช้าวันจันทร์ที่ ๒๖ มิถุนายน จะเข้าแจ้งความดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนทันที
กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ จากการลงพื้นที่ของ “โคราชคนอีสาน” พบว่า สภาพการรุกล้ำลำตะคองบริเวณวังเณร ที่มีบางร้านค้าเทปูนซีเมนต์รุกล้ำลำน้ำ อ้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาดื่มสุราอาหาร ยังไม่รื้อถอนและทุบปูนซีเมนต์เพื่อคืนสภาพความเป็นธรรมชาติแต่อย่างใด จากนั้นวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ ‘โคราชคนอีสาน’ ได้มีการสอบถามไปยังนายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน ถึงกรณีนี้ ซึ่งนายณัชวันก์ เผยว่า ตนจะยังไม่แจ้งความดำเนินคดีใดๆ เพราะตนมองว่าผู้ประกอบการที่ยังทำการรื้อถอนไม่แล้วเสร็จนั้น ยังดำเนินการรื้อถอนอยู่ และไม่ได้ละเลยที่จะไม่กระทำการใดๆ ดังนั้นตนจึงให้โอกาสอีกครั้งโดยยืดเวลาออกไปอีก ๕ วัน แต่มิได้กำหนดว่า หากเลยเวลาที่ขยายแล้วจะดำเนินการอย่างไร

จากนั้นวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยทุกส่วนราชการและหน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของการดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งชั่วคราวและถาวร พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ทางจังหวัดได้รับข้อร้องเรียนเยอะเกี่ยวกับปัญหาการรุกล้ำลำตะคอง โดยเฉพาะการที่ผู้ประกอบการสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ เข้ามาจำหน่ายสินค้าบริเวณริมลำตะคอง ล่วงล้ำลงไปในลำน้ำ จึงมาดูความคืบหน้า เมื่อครบกำหนดตามที่นายอำเภอกำหนดไว้กับผู้ประกอบการ เมื่อมาดูความเรียบร้อยแล้วพบว่า บริเวณที่ล่วงล้ำลำน้ำลงไปมีการรื้อออกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทราบว่าพื้นที่นี้เดิมมีผู้ประกอบการวางสินค้า หรือร้านค้าลงมา
ภายหลังที่มีการลงข่าวในหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน ฉบับเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ ว่า “รื้อวังเณรส่อแววมวยล้ม นายอำเภอเสียงอ่อย...”  สร้างความไม่พอใจให้แก่นายอำเภอสูงเนิน ที่การเขียนข้อความแบบนี้ทำให้ตนเสียหาย จึงมีการติดต่อมายังนายสุนทร จันทร์รังสี เจ้าของหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน อายุ ๗๐ ปี เพื่อชี้แจง และต้องการให้ลงข่าวขอโทษ ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการฟ้อง แต่นายสุนทรยืนยันว่า ข่าวที่นำเสนอเป็นความจริง จึงปฏิเสธที่จะขอโทษ

จากนั้น วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. คนสวนนายสุนทรโทรมาแจ้งให้นายสุนทรทราบว่ามีคนบุกรุกเข้ามาบริเวณบ้านเลขที่ ๓๓๓ หมู่ ๒ ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านที่นายสุนทรปลูกไว้เพื่อพักผ่อนผู้บุกรุกกลุ่มดังกล่าวได้ทำการดึงเชือกวัดแนวบอกเขตพื้นที่โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวหรือแจ้งให้เจ้าของบ้านได้ทราบล่วงหน้า ที่สำคัญผู้บุกรุกกลุ่มนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรังวัดพื้นที่ และภายหลังนายอำเภอสูงเนินยอมรับว่า เป็นผู้ส่งบุคคลเหล่านี้เข้าไปทำการรังวัด

ต่อมา วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ที่ สภ.สูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา นายสุนทร จันทร์รังสี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.สูงเนิน เพื่อร้องทุกข์ ๑.กรณีมีคนบุกรุกเข้าไปบริเวณบ้าน แล้วทำการรังวัดที่ดิน โดยไม่แจ้งให้ทราบและไม่มีหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าว ภายหลังทราบว่าเป็นคนของนายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน โดยได้มอบภาพถ่ายให้พนักงานสอบสวนจำนวน ๑ แผ่น ๒.กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอสูงเนิน คือปล่อยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารบุกรุกที่ดินสาธารณะซึ่งเป็นแหล่งน้ำบริโภคบริเวณน้ำตกวังเณร โดยอ้างกำหนดจะให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำน้ำสาธารณะให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ โดยเด็ดขาด แต่ถึงกำหนดกลับได้ให้ขยายเวลาได้อีก ๕ วัน ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ ขณะนี้ถึง วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ แล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีการรื้อถอน ๓.กรณีนายอำเภอสูงเนิน ไม่ดำเนินการกับร้านอาหารที่มีห้องพักและเปิดให้เช่าค้างคืนและชั่วคราวที่มีการเปิดบริการมาแล้วกว่าสามปี และขณะนี้กำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยนายสุนทรได้ทำการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายอำเภอสูงเนิน ในความผิดอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งต่อมาทางตำรวจได้ส่งคดีไปให้ ป.ป.ช.พิจารณา ครั้นเวลาผ่านไปกว่าปี การดำเนินคดีของ ป.ป.ช.ไม่คืบหน้า นายสุนทรจึงแจ้งคดีนี้ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค ๓ ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.สุรินทร์ และศาลอาญาคดีทุจริตแจ้งว่า หากไม่มีความคืบหน้าจาก ป.ป.ช.อีกระยะหนึ่ง จะนำคดีนี้มาดำเนินการ

สำหรับ ประเด็นการเร่งรัดและฟ้องร้องการละเลยการปฏิบัติหน้าที่นี้ ส่งผลให้นายอำเภอสูงเนินไม่พอใจ และมีการแจ้งความกลับนายสุนทร รวมทั้งแจ้งความว่า นายสุนทรกั้นรั้วบ้านบุกรุกที่สาธารณะ ๕๐ เซนติเมตร โดยรั้วบ้านตั้งอยู่ห่างจากตลิ่งหลายสิบเมตร และไม่เคยประกอบการหาผลประโยชน์หรือทำลายธรรมชาติแต่อย่างใด พร้อมตั้งข้อหาว่า นายสุนทร จันทร์รังสี เป็นผู้มีอิทธิพล และอ้างว่า ศักยภาพในการดำเนินงานระดับอำเภอไม่สามารถดำเนินการกับนายสุนทร จันทร์รังสี ผู้มีอิทธิพลได้ แต่ผู้บุกรุกจริงๆ และทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อผลกำไรส่วนตัว กลับผ่อนผันให้มาตลอด โดยอ้างว่า ให้ความร่วมมือแล้ว

ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๑ โดยนายพงศ์เทพ ชินสรนันท์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสูงเนิน ได้แจ้งผลการรังวัดที่ดินบ้านนายสุนทรให้เจ้าของบ้านได้รับทราบ โดยผลปรากฏว่า ได้เนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน ๔๓.๑ ตารางวา ซึ่งมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ๑๒.๑ ตารางวา และให้นายสุนทรไปติดต่อรับทราบผลการรังวัดพร้อมนำโฉนดที่ดินไปแก้ไขเนื้อที่ดังกล่าวด้วย โดยนายสุนทร ได้จัดการสิ่งที่มีการระบุว่า รุกล้ำออกหมดและให้อยู่ในเขตโฉนดที่ดินของตนเองเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ จากกรณีการร้องเรียนรุกล้ำลำตะคองที่วังเณร ทำให้มีคดีการฟ้องร้องระหว่างนายสุนทร จันทร์รังสี เจ้าของหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน และนายณัชวันก์ อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน (ปัจจุบันย้ายไปเป็นนายอำเภออัมพวา) เรื่อยมาถึงในปัจจุบัน

ในส่วนที่นายอำเภอแจ้งความดำเนินคดี นายสุนทร จันทร์รังสี กรณีบุกรุกที่สาธารณะ ๕๐ เซนติเมตร ต่อมา ภายหลังพนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วส่งฟ้องและระบุในคำฟ้องว่า รวมพื้นที่ประมาณ ๒๔๕ ตารางเมตร ซึ่งนัดสืบพยานเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒ จากนั้น เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ ศาลจังหวัดสีคิ้ว นัดอ่านคำพิพากษาแต่นายสุนทรป่วยด้วยอาการปอดอักเสบรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงไม่สามารถเดินทางเพื่อฟังคำพิพากษาได้ ล่าสุด     วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๒ นายสุนทร จันทร์รังสี และทนายความ เดินทางฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ณ ศาลจังหวัดสีคิ้ว โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙ (๑), ๖๗ ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๔,๑๐๘ ทวิ วรรคสอง, ๑๐๙ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ฐานทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ กับฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๐ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๑ ปี และปรับ ๖,๐๐๐ บาท ฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานทำลาย ดัดแปลง เคลื่อนย้าย ถอดถอน หลักหมายเขตที่ดินหรือหมุดหลักฐานซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำไว้เพื่อการแผนที่นั้นไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ ๒,๐๐๐ บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๔ วรรคท้าย เป็นปรับ ๓,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๑ ปี และปรับ ๙,๐๐๐ บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษ          จำคุกไว้มีกำหนด ๑ ปี
นายสุนทร กล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า เคารพในดุลพินิจของศาล แต่จะอุทธรณ์ในเร็วๆ นี้

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ฉบับที่ ๒๕๙๔ วันพุธที่ ๑๘ - วันอังคารที่ ๒๔ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

526 7633