14thNovember

14thNovember

14thNovember

 

October 30,2019

๑ ปีไม่คืบ‘โกงเงินผี’ ม.หอการค้า’แจงพิรุธ จี้จังหวัดเร่งส่งฟ้องศาล

หลังนัดประชุมยืดเยื้อเกือบ ๑ ปี รองผู้ว่าฯ เกือบกรวดน้ำทำบุญให้ ผู้ชำระบัญชีดึงนักศึกษาปริญญาโทตรวจสอบ พร้อมสรุปรายละเอียดความผิดปกติสมาคมฯ ตั้งแต่ปี’๔๙ เร่งหาข้อสรุปเอาผิดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 

จากกรณีที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกเสือชาวบ้านนครราชสีมา ประกาศยกเลิกกิจการ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ สืบเนื่องจากไม่สามารถบริหารกิจการสมาคมฯ เพราะไม่มีการชำระเงินค่าทำศพและไม่สามารถสรุปรายงานบัญชีประจำปีต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ทำให้นายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ล้อมในฐานะนายทะเบียนท้องถิ่นได้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้นมา ๘ คน เพื่อทำการสำรวจจำนวนสมาชิกที่เสียหายและรวมรวบทรัพย์สินของสมาคมทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือทายาทและสมาชิกที่ได้รับความเสียหาย

ประชุมติดตามเรื่อง

ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่ห้องประชุมนางสาวบุญเหลือ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นางปิยะฉัตร อินสว่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายอภิชาติ วาที พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา (พม.จว.นครราชสีมา) ร.ต.อ.สมมาตย์ กระฉอดนอก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตัวแทนเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมติดตามความคืบหน้า การร้องเรียนกรณีการดำเนินการไม่โปร่งใสของผู้บริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกเสือชาวบ้านจังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายมานพ สธนเสาวภาคย์ ผู้ชำระบัญชี นำผู้เสียหายที่เป็นอดีตสมาชิก “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกเสือชาวบ้านนครราชสีมา” กว่า ๑๐ คน ร่วมรับฟัง

นายมานพ สธนเสาวภาคย์ ผู้ชำระบัญชี สอบถามในประเด็นการจ่ายเงินโดยเจ้าตัวไม่ได้มารับ แต่มีชื่อว่ารับเงินไปแล้วนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าอะไรแล้วบ้าง ซึ่งร.ต.อ.สมมาตย์ กระฉอดนอก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวว่า “ในประเด็นการจ่ายเงินโดยเจ้าตัวไม่ได้มารับ แต่มีชื่อว่ารับเงินไปแล้วนั้น ขณะนี้ตำรวจดำเนินการต่อไม่ได้ เนื่องจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องมองหาประเด็นอื่นๆ ที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมจะต้องหาประเด็นและส่งมาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้ามีความเป็นไปได้ในการส่งฟ้อง เราก็จะส่งให้อัยการพิจารณาต่อไป แต่ในประเด็นที่ชาวบ้านมีชื่อรับเงินไปนั้น ถ้าเราส่งให้อัยการ ท่านคงจะไม่ส่งฟ้อง เนื่องจากเอกสารไม่ครบนั่นเอง”

เตรียมกรวดน้ำทำบุญ

นางปิยะฉัตร อินสว่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในประเด็นที่กล่าวมา คาดว่าน่าจะดำเนินการยากแล้ว อาจจะต้องช่วยกันหาความผิดปกติอื่นๆ ที่พอจะฟ้องร้องได้ เราก็ประชุมกันมาเกือบ ๑ ปีแล้ว ความคืบหน้าก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น ทุกครั้งที่มาประชุมก็เป็นฝ่ายเราที่มานั่งประชุมกัน ทำไมไม่เชิญนายชูชาติ (นายกสมาคมและคณะกรรมการที่เข้ามา บริหารสมาคมเมื่อปี ๒๕๔๙) มาร่วมประชุม จะได้ถาม-ตอบกันในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย ที่มานั่งประชุมกันเป็นปีๆ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย จึงอยากจะให้เชิญเจ้าตัวมาพูด มาให้ชาวบ้านถาม เอกสารหรือข้อมูลอะไรที่หาไม่ได้เขาจะได้มาตอบให้ชัดเจน แต่ถ้าเขามาแล้วไม่ได้อะไร เราก็พร้อมที่จะทำบุญเงินส่วนนี้ จะกรวดน้ำต่อหน้าให้เลย”

นศ.ป.โทเข้าตรวจสอบ

นายณเทวัญ เสาะสิทธิ์ภัทรธนกร นักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรตรวจสอบทุจริตภายในองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “เนื่องจากพี่มานพ ได้ติดต่อประสานแจ้งขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ (ร.ต.ท.ศิวะรักษ์ พินิจารมห์) ของผม เพื่อเข้ามาช่วยเรื่องนี้ ผมจึงได้รับหน้าที่ให้ตรวจสอบความผิดปกติของสมาคมฯ และจัดทำเป็นเอกสารจำนวนกว่า ๗๐ หน้า มีทั้งข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ รายละเอียดการเงิน การเบิกจ่ายต่างๆ” 

จากนั้นนายณเทวัญ เสาะสิทธิ์ภัทรธนกร ได้แสดงเอกสารสรุปการตรวจสอบความผิดปกติของสมาคมฯ ซึ่งมีเนื้อหาโดยย่อดังนี้ สมาคมฯ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๑-๖๑/๑ ถนนพิบูลละเอียด ตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อ ทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตาย ด้วยเงินสงเคราะห์โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกัน ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.๒๕๑๗ ทะเบียนเลขที่ ๒๑/๒๓๔๘ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๙ และสมาคมได้รับคำสั่งให้เลิกกิจการเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐ ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ ๓๓๔/๒๕๖๐ จากการตรวจสอบการดำเนินงานของสมาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๙–๒๕๖๐ โดยมีประเด็นการตรวจพบ ๓ รายการคือ ๑.การใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ มีข้อตรวจพบ ๔ ข้อ ๒.การไม่ดำเนินการตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ มีข้อตรวจพบ ๙ ข้อ และ ๓.การตกแต่งรายการทางการเงิน มีข้อตรวจพบ ๗ ข้อ”

ใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์

ประเด็นการตรวจพบ การใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ มีข้อตรวจพบดังนี้ ๑.เงินให้กู้ยืมแก่สมาชิก ข้อสังเกตคือ สมาคมได้ให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิก เป็นระยะเวลา ๓ ปี มีจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๖,๐๗๓,๕๕๐ บาท (จำนวนเงินจากการให้กู้ยืมเงินปี ๒๕๕๕) โดยตามระเบียบข้อบังคับของสมาคมไม่สามารถกระทำได้ รวมทั้งพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.๒๕๔๕ ไม่ได้ระบุว่า สมาคมสามารถให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกของสมาคมได้ อีกทั้งยังไม่พบเอกสารหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ระบุว่าสมาคมให้บุคคลใดกู้ยืมเงิน และหากสมาคมอ้างว่าเป็นการลงบัญชีผิดนั้น ในปีดังกล่าวสมาคมไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินจากบุคคลเพื่อทำการชำระเงินสงเคราะห์ค้างจ่ายแก่ทายาทของสมาชิกสมาคม เนื่องจากสมาคมสามารถจัดเก็บค่าสงเคราะห์ศพล่วงหน้าได้ และไม่พบการนำเงินจากการกู้ยืมดังกล่าวมาจ่ายชำระเงินสงเคราะห์ศพแต่อย่างใด อีกทั้งไม่พบรายงานการประชุมใหญ่ของสมาคม ที่มีการอนุมัติให้สมาคมสามารถดำเนินการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกได้

๒.เงินกู้ยืมจ่ายให้แก่ทายาทสมาชิก ข้อสังเกตคือ สมาคมมีการจัดเก็บเงินสงเคราะห์เป็นประจาปีทุกปี แต่ในปี ๒๕๕๖ และ ๒๕๕๗ พบว่า มีการกู้ยืมเงิน เป็นเงินรวม ๑,๙๐๕,๓๓๐ บาท เพื่อจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ทายาทของสมาชิก จากการตรวจสอบไม่พบรายงานการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ให้ทำการกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายเงินสงเคราะห์ และตามระเบียบข้อบังคับสมาคมไม่ได้กำหนดแนวทางการกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอกเพื่อนำมาใช้จ่ายในสมาคม และอำนาจหน้าที่ของกรรมการสมาคมตามข้อ ๓๑ แห่งข้อบังคับสมาคม ไม่ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ในการกู้ยืมเงิน ให้คณะกรรมการสมาคมเป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจแทนสมาชิกสมาคมแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการกระทำเกินกว่าอำนาจหน้าที่ของตนเอง

๓.การจ่ายเงินสงเคราะห์ไม่ครบจำนวนในปี ๒๕๕๔ ข้อสังเกต สมาคมได้กำหนดให้มีการจ่ายเงินสงเคราะห์ จำนวน ๒ ครั้ง โดยครั้งที่ ๑ จ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าแก่ทายาทสมาชิก จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ จ่ายเงินสงเคราะห์จากจำนวนที่เหลือจากจำนวนที่เก็บได้ และมีการหักเงินสงเคราะห์ศพเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามอัตราที่สมาคมกำหนด โดยใน ปี ๒๕๕๕ สมาคมได้รายงานต่อที่ประชุมใหญ่สามัญว่า ปี ๒๕๕๔ สมาคมได้ดำเนินการจ่ายเงินสงเคราะห์ (จ่ายเต็มจำนวน) จำนวน ๒๓๔ ราย (ศพที่ ๓๓๕/๕๒-๒๑๘/๕๓) แต่พบว่า มีสมาชิกลำดับที่ ๓-๑๘ จำนวน ๑๖ ราย (ศพที่ ๓๓๗/๕๒-๒/๕๓) รับเงินสงเคราะห์เพียง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อราย เป็นเงิน ๔๘๐,๐๐๐ บาท แต่มีการหักเงินสงเคราะห์ รายละ ๓,๙๔๖.๔๐ บาท รวม ๖๓,๑๔๒.๔๐ บาท หากสมาคมได้ทำการจ่ายเงินสงเคราะห์ศพจำนวนดังกล่าวจริง ถือว่าสมาคมได้จ่ายเงินสงเคราะห์ให้ทายาทสมาชิกของสมาคมน้อยกว่าเงินที่สมาคมสามารถจัดเก็บได้ จำนวน ๖๔,๗๑๓.๖๐ บาท (จำนวนเงินหลังหักเงินสงเคราะห์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย) รวมเป็นเงิน ๑,๐๓๕,๔๑๗.๖๐ บาท หากสมาคมทำรายการผิดพลาดจริง การจ่ายเงินในกรณีดังกล่าวต้องมีจำนวนเงินรวม ๒๐,๗๗๘,๔๖๐.๘๐ บาท แต่พบว่าสมาคมรายงานจำนวนเงินรวม ๒๑,๘๑๔,๒๘๑.๖๐ บาท หากสมาคมได้แจ้งว่าจ่ายเงินกรณีดังกล่าว เต็มจำนวนแล้ว แต่บันทึกผิดพลาด จำนวนเงินรวมที่ควรเป็น คือ ๒๑,๘๑๓,๘๗๘.๔๐ บาท แต่ปรากฏมีจำนวนเงินต่างจากรายงาน จำนวน ๔๐๓.๒๐ บาท

ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

๔.การนำเงินของสมาคมไปจัดทำประกันภัย ข้อสังเกต การจัดทำประกันภัยให้แก่สมาชิกของสมาคม จำนวน ๑,๒๑๙,๐๐๐ บาท เป็นการนำเงินไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ของสมาคม รวมทั้งไม่พบเอกสารการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สามัญว่าให้สมาคมสามารถนำเงินดังกล่าวไปทำประกันภัยได้ นอกจากนั้นการจัดทำประกันภัย สมาคมควรมีเอกสารเพื่อหารือกับนายทะเบียนว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ และรายได้ที่เกิดจากเงินประกันภัยที่สมาชิกสมาคมเสียชีวิต ควรเป็นรายได้ของสมาคมหรือไม่ รวมทั้งการทำประกันภัยควรถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายของสมาคม การกระทำดังกล่าวแม้จะเป็นการช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินสงเคราะห์ศพที่ไม่ได้รับการชำระจากสมาชิกของสมาคม แต่สมาคมสามารถบริหารจัดการได้ โดยการคัดรายชื่อสมาชิกสมาคม ที่ขาดการส่งเงินสงเคราะห์ให้พ้นจากสมาชิกภาพของสมาคม เพื่อให้สมาคมมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นอกจากนั้นสมาคมได้กำหนดให้จ่ายเงินสงเคราะห์โดยคำนวณจากสมาชิกที่มีชีวิตและยังคงสมาชิกภาพของสมาคม จำนวนศพละ ๑๐ บาท แต่ปรากฏว่าเงินเอาประกันภัย จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สมาคมใช้เกณฑ์ใดที่จะนำรายชื่อสมาชิกไปทำประกันภัย นอกจากนั้นรายได้ที่เหลือ สมาคมนำไปบริหารจัดการอย่างไรต่อไป มีระเบียบข้อบังคับรับรองการปฏิบัติงานหรือไม่

ในประเด็นการตรวจพบการไม่ดำเนินการตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฌาปนกิจสงเคราะห์ มีข้อตรวจพบ ดังนี้ ๑.การจ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าให้กับทายาทของสมาชิกสมาคมมีความซ้ำซ้อนกันในแต่ละปี ๒.การรับเงินค่าสงเคราะห์ล่วงหน้าคืนจากทายาทของสมาชิกในปี ๒๕๕๕ ๓.เงินหักจากเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าในแต่ละปี ๔.การหักเงินสงเคราะห์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของสมาคม ๕.การจ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าสูงกว่าวงเงินที่สมาคมกำหนด ๖.รายได้จากการจำหน่ายรถยนต์ของสมาคม ๗.ค่าตอบแทนผู้ประสานงานหาสมาชิกใหม่ ๘.การเบิกค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนและไม่เป็นไปตามระเบียบที่นายทะเบียนกลางกำหนด และ ๙.การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้เสียชีวิตที่ไม่เป็นสมาชิกของสมาคม
ในประเด็นการตรวจพบการตกแต่งรายงานทางการเงิน มีข้อตรวจพบดังนี้ ๑.จำนวนเงินค่าสมัครสมาชิกไม่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกที่รับเข้า ๒.รายการในงบการเงินไม่สอดคล้องกัน ๓.เงินสงเคราะห์ค้างจ่ายของสมาคม ๔.เงินสงเคราะห์ค้างชำระของสมาคม ๕.การรายงานเกี่ยวกับการจ่ายเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าไม่ตรงกัน ๖.รายการค่าเสื่อมราคาสะสม ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๗ และ ๗.รายงานเงินฝากธนาคาร

เสนอแนวทางแก้ปัญหา

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาสมาคมฯ จากการชำระบัญชี สมาคมฯ ได้รับคำสั่งให้เลิกกิจการเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๐ ตามคำสั่งเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อมที่ ๓๓๔/๒๕๖๐ หนี้สินของสมาคมที่ต้องชำระคืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียต้องเป็นหนี้สินที่เกิดจากจำนวนเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า, เงินสงเคราะห์ค้างจ่าย และหนี้สินอื่นเท่านั้น ผู้ชำระบัญชีจึงมีอำนาจในการดำเนินการจ่ายหนี้ สำหรับประเด็นเงินสงเคราะห์ที่ได้จัดเก็บ หากได้นำจ่ายแก่ทายาทของสมาชิกสมาคมย่อมไม่ถือว่าเป็นหนี้สินของสมาคมแต่อย่างใด สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเลิกสมาคมนั้น ผู้ตรวจสอบขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้ ๑.ผู้ชำระบัญชีของสมาคม สามารถนำเงินจ่ายคืนในส่วนของเงินสงเคราะห์ศพที่ค้างจ่าย เท่ากับจำนวนเงินสงเคราะห์ที่สมาคมสามารถจัดเก็บได้ก่อนการเลิกสมาคมเท่านั้น โดยผู้ชำระบัญชีต้องมีขั้นตอนในการพิสูจน์ว่า มีการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ดังกล่าว และไม่สามารถที่จะนำมาชำระเงินสงเคราะห์ให้แก่ทายาทสมาชิกได้ 

๒.ผู้ชำระบัญชีของสมาคม สามารถนำเงินจ่ายคืนในส่วนของเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าให้แก่สมาชิกที่ได้ชำระเงินดังกล่าวนั้นหมายถึง หากมีเงินเหลือจากการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ หลังจากได้จ่ายเงินสงเคราะห์ค้างจ่าย ตามข้อ ๑ โดยจ่ายคืนให้กับสมาชิกที่ได้ชำระเงินสงเคราะห์ในปีนั้นๆ 

๓.เงินส่วนที่เหลือจากข้อ ๑ และ ข้อ ๒ ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.๒๕๔๕ เท่านั้น หากต้องการช่วยเหลือเยียวยาแก่สมาชิกสมาคม ที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกสมาคม สามารถดำเนินการ ดังนี้ ๑.จัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกันต่อไป โดยให้ที่ประชุมใหญ่มีมติในการถ่ายโอนทรัพย์สินที่เหลือไปยังสมาคมดังกล่าว ๒.จัดตั้งสมาคมหรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกุศลสาธารณะ โดยให้ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมมีมติในการถ่ายโอนทรัพย์สินที่เหลือไปยังสมาคมดังกล่าว โดยคณะกรรมการสมาคมที่จัดตั้งขึ้นห้ามเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกับการได้รับผลกระทบจากการเลิกสมาคม และ ๓.ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมสามารถมีมติในการถ่ายโอนทรัพย์สินที่เหลือให้แก่สมาคมหรือนิติบุคคลอื่น โดยอาจจัดตั้งกองทุนในสมาคมหรือนิติบุคคลอื่นที่รับโอนทรัพย์สิน โดยกำหนดให้กองทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาแก่สมาชิกสมาคมที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกสมาคมฯ เท่านั้น สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากรายงานการตรวจสอบการดำเนินงานสมาคมฯ

หวังจังหวัดเร่งตรวจสอบ

นางปิยะฉัตร อินสว่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวสรุปการประชุมว่า “จากที่นายณเทวัญ เสาะสิทธิ์ภัทรธนกร นักศึกษาปริญญาโท ได้ทำเอกสารสรุปการตรวจสอบความผิดปกติของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกเสือชาวบ้านจังหวัดนครราชสีมา ทำให้เรามีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น โดยไม่ต้องเชิญตัวนายชูชาติมาแล้ว เพราะเราสามารถดูข้อมูลจากในนี้ได้ และจะได้สรุปเป็นประเด็นออกมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับการประชุมครั้งถัดไป จะจัดขึ้นอีกแต่จะเป็นวันไหนเวลาใดจะต้องดูอีกครั้งหนึ่ง”

นายมานพ สธนเสาวภาคย์ ผู้ชำระบัญชี กล่าวว่า “สำหรับการประชุมในวันนี้ เป็นที่น่าพึงพอใจ ที่ประชุมได้เห็นข้อสรุปที่นายณเทวัญ เสาะสิทธิ์ภัทรธนกร ทำออกมานำเสนอ จึงทำให้ที่ประชุมมีความคืบหน้าขึ้นว่า ต่อไปจะดำเนินการอะไรบ้าง โดยหวังว่าจังหวัดจะเร่งตรวจและเกิดการฟ้องร้องให้เร็วที่สุด เพราะบางเรื่องก็ผ่านมาหลาย ๑๐ ปีแล้ว เกรงว่าจะทำให้ฟ้องร้องไม่ได้ เพราะคดีจะขาดอายุความ และเอกสารก็จะหายากขึ้นด้วย”

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๐๐ วันพุธที่ ๓๐ ตุลาคม - วันอังคารที่ ๕ เดือนพฤศจิกายน  พุทธศักราช ๒๕๖๒

 


68 7758