27thSeptember

27thSeptember

27thSeptember

 

December 11,2019

ชาวบ้านถูกจับรุกที่อุทยานผาแต้ม ยันทำกินก่อนประกาศเขตป่าสงวน

ศาลจังหวัดอุบลราชธานี รับฟ้องกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแจ้งดำเนินคดีกับชาวบ้านรุกพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม โดยนัดสืบพยานโจทก์จำเลยเมษายนปีหน้า ชาวบ้านยันมีเอกสารครอบครองที่ดินทำกินมาก่อนประกาศเป็นเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ นายฤทธิ์ จันทร์สุข อายุ ๕๐ ปี ชาวบ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.โขงเจียม ข้อหาบุกรุก ยึดครอง ทำประโยชน์ แผ้วถางเผาป่าทำไม้ หรือกระทำการใดๆ ให้เสื่อมสภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมด้วยเพื่อนบ้านเดินทางมาขึ้นศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่นัดไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งพนักงานอัยการได้ส่งฟ้องดำเนินคดีกับนายฤทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าสงวนแห่งชาติหลายมาตรา

สำหรับคดีดังกล่าว นายฤทธิ์ จันทร์สุข ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ นายฤทธิ์ได้บุกรุกเข้าแผ้วถางป่าและตัดต้นไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพื่อเพาะปลูกมันสำปะหลังรวมพื้นที่ ๒ ไร่เศษ คิดเป็นค่าเสียหายกว่า ๑๒๐,๐๐๐ บาท ต่อมานายฤทธิ์ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายนปีเดียวกัน พร้อมให้การปฏิเสธไม่ได้บุกรุก แต่เป็นพื้นที่ที่ได้รับมรดกมาจากบิดาและทำกินมาก่อนมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

ต่อมาพนักงานอัยการได้ส่งฟ้องนายฤทธิ์ ต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา และศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องคดีในวันนี้ จึงได้เดินทางมาศาลตามที่ศาลสั่ง ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ ๒๘-๒๙ เมษายน ๒๕๖๓

การถูกดำเนินคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อกว่า ๑๐๐ ปี พ่อแม่นายฤทธิ์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ทำกินติดริมแม่น้ำโขง เพื่อทำไร่ข้าวโพด ปลูกมันเทศ และสวนฝ้าย กระทั่งปี ๒๔๗๐ ได้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านตาม พ.ร.บ.การปกครองท้องที่ของกระทรวงมหาดไทย ชื่อว่าบ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม และได้แบ่งพื้นที่ให้กับลูกๆ รวมทั้งนายฤทธิ์ไว้ทำกินเลี้ยงครอบครัว โดยมีเอกสารการครอบครองที่ดินเป็น สค.๑ และใบเสียภาษี ภบท.๕ กระทั่งต่อมาปี ๒๕๓๕ กรมป่าไม้ได้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ทำให้เกิดไปทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของนายฤทธิ์ รวมทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านหลายแปลง ต่อมาได้มีการเดินสำรวจพื้นที่และตกลงให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มาก่อน สามารถทำกินอยู่ในที่ดินเดิมของตนได้โดยไม่มีความผิด             

ต่อมาในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน แต่ได้อยู่มาก่อนได้รวมตัวเรียกร้องให้มีการออกโฉนดชุมชน เพื่อไม่ให้กรมป่าไม้มายึดที่ดินคืน แต่ในปี ๒๕๕๗ นายฤทธิ์ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแต้มระบุ ตามภาพถ่ายทางอากาศพบว่า นายฤทธิ์และเพื่อนบ้านได้บุกรุกเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม และได้พยายามขับไล่ให้นายฤทธิ์และเพื่อนออกจากพื้นที่ กระทั่งปี ๒๕๖๒ เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาเจรจาขอให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่อีกครั้ง ถ้าไม่ยอมจะถูกแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเพื่อนบ้านจำนวน ๓ ราย ยินยอมออกจากพื้นที่ตามที่เจ้าหน้าที่อุทยานอ้าง ส่วนนายฤทธิ์ ยังคงยืนยันว่าตนมีเอกสารการครอบครอง มีใบเสียภาษีดอกหญ้า และใบทะเบียนเกษตรกรได้ทำกินมาก่อนปี ๒๕๕๗ จึงถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว

หลังถูกจับกุมดำเนินคดีและอัยการนำตัวส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานยุติธรรมจังหวัดได้ใช้เงินกองทุนยุติธรรมจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ประกันตัวนายฤทธิ์ออกมาสู้คดีดังกล่าว
ด้านนางนิภาพรณ์ ปุลา แกนนำชาวบ้านตามุยที่ต่อสู้เรื่องโฉนดชุมชนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ใช้เพียงภาพถ่ายอากาศเป็นหลักฐานยืนยันว่านายฤทธิ์ บุกรุกแผ้วถางป่า ทั้งที่จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ทำกินที่นายฤทธิ์รับต่อมาจากบิดา ไม่ใช่เป็นการเข้าไปบุกรุกใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ ชาวบ้านจำนวน ๑๖ ครอบครัว ที่ไม่มีเอกสารการครอบครองที่ดินได้พยายามเคลื่อนไหวให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกเป็นโฉนดชุมชน เพื่อความชัดเจนในการทำกิน แต่ก็ยังมาถูกจับดำเนินคดีทั้งที่ชาวบ้านอยู่มาก่อนจะมีการประกาศเป็นเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

นอกจากชาวบ้านตามุยที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติบริเวณอุทยานแห่งชาติผาแต้มแล้ว ยังมีชาวบ้านอีก ๖ รายในพื้นที่บ้านท่าล้ง ที่อยู่ใกล้กัน ก็ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี ซึ่งสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ได้เข้าให้ข้อแนะนำ โดยชาวบ้านจะเดินทางเข้าพบกับพนักงานอัยการในวันที่ ๑๒ ธันวาคม เพราะก่อนหน้านี้ มีการยื่นเรื่องให้มีการพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินดังกล่าว โดยมีหน่วยงานทั้งทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ เข้าร่วมพิสูจน์ โดยพบว่า ชาวบ้านเหล่านี้ได้ครอบครองที่ดินเพื่อทำกิน ทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแห่งนี้ด้วย

 

 

 ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๐๖ วันพุธที่ ๑๑ - วันอังคารที่ ๑๗ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

 

 


1154 8026