27thSeptember

27thSeptember

27thSeptember

 

December 26,2019

ส่อง‘โคราชในอนาคต’ สร้างจุดเปลี่ยนเมือง

เปิดเวทีสัมมนา ‘โคราชในอนาคต’ เชื่อสาธารณูปโภคที่จะเข้ามา จะเป็นจุดเปลี่ยนของโคราช มีส่วนให้เกิดการพัฒนา โดยเฉพาะอสังหาฯ เน้นย้ำทุกภาคส่วนร่วมมือกัน แนะลงมือทำก่อนตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่ามีทุกอย่างแล้วเสียโอกาสที่จะทำ

เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ร้าน FAT BOY Tavern นายนราทร ธานินพิทักษ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในงานสัมมนา KORAT2MORROW โดยมีนายณัฐพงศ์ ประสารศิวมัย อุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ จังหวัดนครราชสีมา นายสุธาทร สุทธิสนธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Prop2morrow และนายไผท ผดุงถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Builk One Group ร่วมเป็นวิทยากร และนายโอภาส ถิรปัญญาเลิศ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี  ผู้ร่วมฟังสัมมนาจำนวนมาก

นายนราทร ธานินพิทักษ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเปิดงานสัมมนาว่า การสัมมนาในครั้งนี้เพื่อแบ่งปันความรู้และสิ่งดีๆ ให้คนโคราช เป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ที่จะมีสาธารณูปโภคต่างๆ เข้ามา และเพื่อให้หน่วยงานเอกชนที่สำคัญๆ เช่น หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา มีความร่วมมือกัน การที่ได้พบปะกันก็จะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้โคราชเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนที่มีความรู้ความสามารถก็เข้ามาแลกเปลี่ยน จึงต้องการจะให้ทุกคนที่มาร่วมรับฟังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ 

นายณัฐพงศ์ ประสารศิวมัย กล่าวถึง แนวโน้มการเติบโต และรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครราชสีมา ภายใน ๓ ปีว่า สำหรับข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ (จำนวนหน่วย) ของปี ๒๕๖๑ จังหวัดนครราชสีมา มีหน่วยโอนทั้งหมด ๔,๓๓๙ หน่วย โดยบ้านเดี่ยวมีการโอนมากที่สุด ๒,๗๐๑ หน่วย รองลงมาคือ อาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ๗๗๗ หน่วย อาคารพาณิชย์ ๔๕๔ หน่วย ทาวน์เฮาส์ ๓๒๒ หน่วย และบ้านแฝด ๘๕ หน่วยตามลำดับ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการบ้านแบบ ๓ ห้องนอน ๒ ห้องน้ำมากสุดถึง ๔๗% ๓ ห้องนอน ๓ ห้องน้ำ ๑๙% ขนาด ๔ ห้องนอน ๓ ห้องน้ำ ๑๕% ๒ ห้องนอน ๑ ห้องน้ำ ๕% และอื่นๆ อีก ๑๔% ความต้องการซื้อบ้าน ตามลำดับช่วงราคาในจังหวัดนครราชสีมาอยู่ในช่วงราคา ๒-๕ ล้านบาท ซึ่งหากจะลงขายในโคราช ควรจะเป็นราคานี้ สามารถขายได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นชั้นเดียว หรือสองชั้น ราคาประมาณนี้เป็นราคาที่ต้องการ

“แนวโน้มโครงการบ้านที่เปิดขายระหว่างปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ พบว่า หลายๆ โครงการจะเป็นบ้านชั้นเดียว ไม่ใช่ว่าสองชั้นขายไม่ดี แต่ชั้นเดียวขายดีกว่า ซึ่งหลายๆ บริษัทในกรุงเทพฯ เริ่มเข้ามาในจังหวัดนครราชสีมา และคาดว่าจะมีการเปิดโครงการเพิ่ม เช่น โครงการของพฤกษา เป็นต้น” นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ผังเมืองรวมมีการเลื่อนออกไป แต่ในอนาคตผังเมืองรวมจะมีการประกาศอีกครั้ง ซึ่งทำให้สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้ อาจจะไม่สามารถทำได้อีก เนื่องจากผังเมืองที่ประกาศเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ค่อนข้างจะเด็ดขาด ไม่มีการอะลุ่มอล่วย ทั้งนี้ช่วง ๒-๓ สัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าที่ดินวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมามีราคาสูงขึ้น ซึ่งวงแหวนรอบเมืองฯ นั้น มีการเซ็นสัญญาหมดเรียบร้อย คาดว่าสองปี วงแหวนนี้จะแล้วเสร็จครบทุกวง และจะเป็นวงแหวนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย นอกจากนี้ จังหวัดนครราชสีมามีห้างใหญ่ ๓ แห่งเข้ามาแล้ว ในอนาคตมีมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงที่เซ็นสัญญาครบทุกสัญญาแล้ว ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของโคราช อีกทั้งยังมีโครงการท่าเรือบก ที่ขนส่งสินค้าทางราง จะทำให้มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุน ประชาชนที่เคยไปทำงานที่อื่น ก็จะกลับมาทำงานที่โคราชเพิ่มขึ้น

“สำหรับสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดนครราชสีมา ในส่วนของมาตรการ LTV กระทบจังหวัดนครราชสีมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นประชากรแฝงที่มาจากภูมิลำเนาอื่น นอกจากนี้ การชะลอตัวของการส่งออก ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งความไม่มั่นใจของผู้บริโภคทำให้เกิดการชะลอซื้อที่อยู่อาศัย โดยหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหา ที่ทำให้ผู้บริโภคขาดความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย ราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้น แต่ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่น้อยลง” นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคและคนรุ่นใหม่มีวินัยในการเงิน (ระดับอุดมศึกษา) มากขึ้น ผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจ กลุ่มลูกค้า สินค้า และพื้นที่ บริหาร supply และ demand ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาโครงการ มาตรการภาครัฐ ลดค่าจดจำนองและค่าโอน ภาคการเงินและธนาคาร ส่งเสริมธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ภาครัฐ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ก็เตรียมผลักดันอย่างเต็มที่

นายสุธาทร สุทธิสนธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Prop2morrow กล่าวถึง รูปแบบการตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนไปว่า ปัจจุบันการตลาดอสังหาริมทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีการใช้โทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันราคาเครื่องมือสื่อสาร ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้ง่าย โดยเฉพาะการตลาดใน รูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือผ่านทางไลน์แอด

“เมื่อก่อนเราจะดูโครงการบ้านจากใบปลิว แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภค การที่จะเดินทางมาสำนักงานขายโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ค่อนข้างลำบาก หลายๆ คนก็จะใช้วิธีค้นหาส่วนตัว โดยดูจากการรีวิวเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามสำนักข่าว หรือเข้าไปดูใน pantip หรือ google ว่า โครงการหรือสินค้านั้นๆ เป็นอย่างไร หรือใน  เฟซบุ๊กจะมีกลุ่มที่ร่วมกันแชร์ว่า บ้านในโครงการนี้เมื่อซื้อไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง อาจจะรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับเจ้าของโครงการ ซึ่งการรวมกลุ่มแบบนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อโครงการเช่นกัน” นายสุธาทร กล่าว

นายสุธาทร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเราจะเจอ M-Commerce บ่อย คือการช้อปปิ้งบนมือถือ (Mobile) ขณะนี้ผู้ประกอบการเริ่มทำระบบจองบนเว็บไซต์ตัวเอง เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการจ้างเซลล์ ทั้งนี้การทำตลาดออนไลน์จะมีโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า ก่อนจะมีการเปิดพรีเซลล์ ซึ่งก็ต้องดูด้วยว่าการเปิดบุ๊กกิ้งออนไลน์นั้นเข้าถึงกระแสของผู้ซื้อหรือยัง หากดำเนินการได้ไม่ตามเป้า ก็อาจจะต้องมีมาตรการเพื่อกระตุ้นก่อนการเปิดพรีเซลล์ ซึ่งเราก็ต้องมาดูด้วยว่าการประกอบการของเราเหมาะกับช่องทางแบบไหน

ด้านนายไผท ผดุงถิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Builk One Group เปิดเผยถึง นวัตกรรมที่ช่วยในการบริหารการก่อสร้างการขายอสังหาริมทรัพย์ และการดูแลหลังการขาย ว่า ข้อมูลการตลาดจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะขายได้ หรือไม่ได้อย่างไร เพราะหลังจากนั้นจะมัดใจลูกค้าได้จริงๆ หรือไม่ หากลูกค้าเกิดความไม่พอใจ ในสมัยนี้อะไรไม่พอใจก็จะไปโพสต์ลงโซเชียล เห็นได้ว่าปัจจุบันโพสต์ในเชิงบวกจะน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเชิงลบมากกว่า

นายไผท กล่าวอีกว่า กว่าจะสร้างบ้านได้สักหลังหนึ่ง มีองค์ประกอบ และมีปัญหาระหว่างการทำงานหมด ผู้รับเหมาก่อสร้างก็ต้องไล่แก้ปัญหาที่ตามมา ถือว่าเป็นอาชีพที่ท้าทายมาก ผู้รับเหมาเป็นกิจการที่เปิดมากที่สุดในแต่ละเดือน และปิดกิจการมากที่สุดเช่นกัน แต่หากมีเครื่องมือที่เหมาะสม และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ก็จะทำให้การทำงานของผู้รับเหมาง่ายขึ้น

“เราจึงมีการพัฒนา ‘พลอย’ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์บริหารงานขาย และดูแลลูกค้าสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยดูแลทุกกิจกรรมของลูกค้าตั้งแต่ก่อนซื้อ จอง ทำสัญญา ดาวน์ โอน กระทั่งบริการหลังการขาย โดยจะเชื่อมโยงการขาย (Sale Activities) และการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้นจากข้อมูลจริงที่อัพเดทตลอดเวลา ดังนั้นการมี Big Data ก็เป็นเรื่องที่สำคัญในการทำงาน” นายไผท กล่าว

ด้านนายณัฐพงศ์ ประสารศิวมัย กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ในมุมมองของตน ปีหน้าผู้ประกอบการก็คงจะต้องสู้กันต่อไป อาจจะยัง ไม่ถึงกับสดใสมากนัก สิ่งที่พูดไปก่อนหน้านี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นแค่การคาดหวัง ซึ่งก็ต้องรอ แต่เราก็ต้องเล็งไว้ว่าจะทำอย่างไรบ้าง และต้องการให้ผู้ประกอบการเริ่มสร้างตั้งแต่ปีแรกๆ ก่อนที่สาธารณูปโภคเหล่านั้นจะเข้ามา เพราะถ้าเข้ามาแล้ว แต่หากเรายังไม่ได้ทำอะไร เราก็จะจับต้องไม่ได้ หรืออาจจะทำให้เสียโอกาสตรงนั้นไป

 

 

 ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๐๘ วันพุธที่ ๒๕ - วันอังคารที่ ๓๑ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒

 

 


632 8007