23rdSeptember

23rdSeptember

23rdSeptember

 

April 24,2020

รง.ยื่นขอหยุดกิจการ ๕๕ แห่ง ประเมินความเสียหายไม่ได้ ประกันสังคมตั้งเยียวยา ๖๒%

สวัสดิการคุ้มครองแรงงานโคราชเผย สถานประกอบการกว่า ๕๕ แห่ง ยื่นขอปิดกิจการชั่วคราวตามกฎหมาย กระทบลูกจ้างกว่า ๗,๒๐๐ คน แต่ยังประเมินความเสียหายไม่ได้ พร้อมหาทางออกสำหรับนายจ้างบางแห่งด้วยวิธี แบ่งทุกข์ แบ่งสุข ด้าน สปส. ย้ำ นายจ้างต้องรับรองลูกจ้างเพื่อรับสิทธิ์เงินเยียวยา ๖๒%

 

ตามที่นายเกษมสันต์ เครือเจริญ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมา รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา ถึงกรณีพนักงานบริษัท ยูนิสัน แพน (เอเซีย) จำกัด เข้าร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรม อำเภอพิมาย เนื่องจากนายจ้างให้เขียนใบลาหยุดงาน และไม่จ่ายค่าจ้างว่า

“เรื่องนี้เป็นการขับเคลื่อนของสถานประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องปรับลดสภาพการจ้างทำงานเนื่องจากผลกระทบโควิด-๑๙ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสถานประกอบการขอใช้การหยุดกิจการตามมาตรา ๗๕ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒) และมีการจ่ายค่าจ้าง ๗๕% ระหว่างการหยุดงาน แต่ในเงื่อนไขที่จะดำเนินการต่อนื่อง จะเป็นการเจรจากันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งเราได้รับทราบถึงกรณีของบริษัทฯ นี้เช่นกัน โดยได้ให้คำแนะนำไปว่า เรื่องที่จะขอให้ลูกจ้างลาออกหรือไม่ เป็นเรื่องความสมัครใจของลูกจ้าง หากนายจ้างไม่ต้องการจ้างลูกจ้างต่อ โดยหลักการว่า นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อาจจะกลายเป็นกรณีที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงาน ไม่มีการจ่ายค่าจ้าง และกลายเป็นการเลิกจ้าง แต่หากนายจ้างต้องการเซฟในส่วนหนึ่ง ก็อาจจะใช้วิธีขอความร่วมมือของลูกจ้าง โดยให้ลาออกและใช้สิทธิ์ประกันการว่างงานกรณีลาออก ซึ่งทั้งหมดนี้ มีบางส่วนที่ทำความเข้าใจกันได้ ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง” 

นายเกษมสันต์ เครือเจริญ กล่าวอีกว่า “สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ได้เดินทางลงพื้นที่แล้ว เนื่องจากจะต้องมีการพูดคุยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งลูกจ้างของบริษัทนี้มีประมาณเกือบ ๕๐๐ คน โดยขอหยุดกิจการชั่วคราวไป ๓๐๐ กว่าคน ที่เหลือจะต้องผลิตตามปกติ เพราะยังมีออเดอร์เหลืออยู่ แต่โรงงานนี้ เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบที่มาจากต่างประเทศ และมีผลกระทบที่ผู้ผลิตไม่สามารถส่งวัตถุดิบมาให้ได้ จึงทำให้เกิดผลกระทบ ซึ่งนายจ้างก็ต้องเลือกใช้วิธีหยุดกิจการชั่วคราวก่อน ส่วนที่สามารถผลิตได้ก็จะจ้างต่อ ขณะนี้ด้วยลูกจ้างเองก็เดือดร้อน และต้องการได้ค่าตอบแทนเต็ม แต่ ณ วันนี้นายจ้างเลือกที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการขอหยุดกิจการชั่งคราวไปก่อน และจ่ายค่าจ้างร้อยละ ๗๕”

สถานการณ์ช่วงวิกฤต

ต่อข้อซักถามว่า ภาพรวมตั้งแต่เกิดภาวะวิกฤตโควิด-๑๙ มีโรงงานหรือบริษัทที่ปิดตัวชั่วคราว หรือถาวรมากน้อยเพียงใด และกระทบต่อภาพรวมของโคราชอย่างไรนั้น นายเกษมสันต์ ชี้แจงว่า “ช่วงภาวะวิกฤตโควิด-๑๙ ที่เกิดขึ้น มีสถานประกอบการที่ดำเนินการอยู่ ๒ วิธี คือ ปรับลดเวลาการทำงานของลูกจ้าง ในลักษณะลดเวลาการทำงานตามสัดส่วนของพนักงาน เช่น มีพนักงาน ๑๐๐ คน ให้ ๕๐ คนมาทำงาน ๑๕ วัน และพัก ๑๕ วัน โดยวันที่มาทำงาน ๑๕ วันจะจ่ายค่าจ้างตามปกติ และอีกวิธีคือ กรณีสถานประกอบการเลือกใช้สาเหตุของผลกระทบมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งแจ้งล่วงหน้าต่อพนักงานตรวจรายงาน และแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วันว่า มีระยะเวลานานเพียงใด โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างร้อยละ ๗๕ ซึ่งเป็นสิ่งที่สถานประกอบการได้ดำเนินการวิธีนี้ประมาณ ๓๐ กว่าแห่ง ลูกจ้างประมาณ ๔,๐๐๐ คน และได้แบ่งช่วงของการหยุด อาจจะ ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน แต่ทั้งหมดคือเป็นการประคองสถานการณ์เพื่อให้ลูกจ้างยังมีรายได้ มีงาน และมีมิติสัมพันธ์การเป็นนายจ้างลูกจ้างต่อ ไม่ให้ขาด แต่หากเป็นเรื่องของการเลิกจ้างเลย ปัจจุบันนี้สถานประกอบการที่มีการเลิกจ้างเลย แทบจะยังไม่มีตัวเลข เพราะส่วนใหญ่ใช้วิธีลดวันทำงาน และหยุดกิจการชั่วคราวเท่านั้น” นายเกษมสันต์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรา ๗๕ แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๒) ระบุว่า ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา ๕๕ และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา ๗๐ (๑) โดยให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ

ปิด ๕๕ แห่ง

โดยต่อมา วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๓ นายเกษมสันต์ เครือเจริญ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” เพิ่มเติมว่า ในส่วนของสถานประกอบการที่แจ้งปิดจะแบ่งออกเป็น ๑.ปิดตามคำสั่งจังหวัด ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่ามีกี่แห่ง เนื่องจากจะมีบางกลุ่มที่สามารถเปิดดำเนินการได้ ยกตัวอย่างกิจการโรงแรม ที่มีทั้งเปิด และปิดไปตามคำสั่ง ข้อมูลจึงไม่นิ่ง และ ๒.ส่วนที่ได้รับผลกระทบและขอหยุดชั่วคราวตามมาตรา ๗๕ โดยจากข้อมูลตัวเลขพบว่า มีทั้งหมด ๕๕ แห่ง 

“กิจการที่ขอหยุด ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการเกี่ยวเนื่อง เช่น ส่วนที่รับผลกระทบจากสินค้าที่ได้รับอะไหล่ ชิ้นส่วนจากประเทศจีน หรือโซนยุโรป ซึ่งเป็นการรับมาเพื่อดำเนินการผลิต แต่ไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากตลาดจีนและยุโรปยังมีการระบาดของโควิด นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มมัคคุเทศก์ กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งของจังหวัดด้วย ซึ่งเมื่อหยุดแล้วจะได้รับการเยียวยาค่าจ้าง ๖๒% จากประกันสังคม” นายเกษมสันต์ กล่าว

นายจ้างจ่าย ๗๕%

“สำหรับมาตรการสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน จะให้สถานประกอบการขอหยุดกิจการชั่วคราว กรณีที่ได้รับผลกระทบ และมีเหตุจำเป็นที่ต้องหยุด โดยต้องทำความเข้าใจกับลูกจ้าง และทำเรื่องขอหยุดชั่วคราว ซึ่งในช่วงที่ขอหยุดชั่วคราวนั้น นายจ้างยังต้องจ่ายเงินค่าจ้าง ๗๕% ของค่าจ้างที่เคยได้รับ แต่หากไม่เข้าเหตุจำเป็น เช่น ไม่มีคำสั่งซื้อ โดยหลักการสามารถเข้าหลักดังกล่าวได้ แต่จะไม่มีเงินเยียวยา อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันนี้ (๒๐ เม.ย. ๒๕๖๓) ที่ขอหยุดตามกฎหมายมีทั้งหมด ๕๕ แห่ง จำนวนลูกจ้างประมาณ ๗,๒๐๐ คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินจากนายจ้าง ๗๕% ตามที่กล่าวไป”

นายเกษมสันต์ กล่าวอีกว่า จะมีนายจ้างรายย่อยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย แต่เจรจากับลูกจ้างเอง ถ้าเป็นกรณีที่ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก เนื่องจากขาดสภาพคล่องทำให้มีผลกระทบมาก และไม่สามารถดำเนินการต่อได้ตามปกติ หรือดำเนินการแต่ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้าง โดยหลักการหากไม่มีเงินจ่าย และนายจ้างเลิกจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชยเอง ดังนั้น เมื่อนายจ้างไม่มีทุน และจำเป็นต้องเลิกจ้าง ก็อาจจะเจรจาเบื้องต้นว่า ลาออกก่อนได้หรือไม่ เมื่อลาออกแล้วมิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้าง นายจ้างก็หยุดก่อน และไปใช้สิทธิ์ประกันว่างงานกรณีลาออก ซึ่งส่วนนี้นายจ้างไม่ต้องรับผิดชอบกรณีจ่ายค่าชดเชย

ไม่บังคับลาออก

“ในส่วนของการบังคับให้ลาออก ปกติจะไม่ทำ แต่บางครั้งนายจ้างก็ไม่มีทางออกอย่างอื่น เช่น ไม่มีเงิน ไม่มีลูกค้า ผลิตแล้วแต่ขายไม่ได้ สุดท้ายก็เกิดความกดดันทั้งสองฝ่าย ด้านลูกจ้างก็ต้องการให้นายจ้างเลิกจ้าง เพราะหากบอกตรงๆ ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชย ดังนั้นนายจ้างบางรายก็ไม่พูด จึงทำให้เกิดคำพูดประโยคหนึ่งคือ หากทนไม่ได้ก็ลาออกเอง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ แต่ลูกจ้างก็ไม่ออก”

แบ่งทุกข์ แบ่งสุข

นายเกษมสันต์ กล่าวอีกว่า “เราจึงหาทางออกอีกทางให้ ซึ่งเรียกว่าแบ่งทุกข์ แบ่งสุข คือ ลดจำนวนวันทำงาน เช่น  ในหนึ่งเดือน พนักงานมี ๒๐ คน ใน ๑๕ วันแรกให้มาทำครึ่งหนึ่ง และหยุดไป ๑๕ วัน และอีก ๑๕ วันหลัง ให้พนักงานอีกครึ่งหนึ่งมาทำ โดยในวันที่มาทำงาน ๑๕ วันนี้ ยังคงจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ เพราะถือว่าได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่าย บางครั้งนายจ้างให้ลูกจ้างมาทำงาน แต่ไม่มีผลงาน เช่น ผลิตแล้วแต่ขายไม่ได้ กิจการโรงแรมเมื่อเปิดแล้วก็ไม่มีลูกค้ามาพัก แต่นายจ้างก็ต้องแบกรับภาระในส่วนของค่าจ้างไว้ก่อน เพื่อดึงลูกจ้างไม่ให้เดือดร้อนไปมากกว่านี้ ถือว่าเป็นการแบ่งทุกข์แบ่งสุขกัน ส่วนใหญ่ก็เริ่มนำวิธีนี้มาใช้ แต่ปัจจุบันก็ผ่อนคลายลงไป เนื่องจากมีกฎกระทรวงของประกันสังคมเข้ามาช่วยสนับสนุน”

ตีมูลค่าความเสียหายไม่ได้

“สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในวิกฤตการระบาดของโควิด-๑๙ นี้ ผมเคยพยายามหาตัวเลขว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเท่าไหร่ แต่ไม่สามารถตีเป็นตัวเลขได้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงน้ำท่วม จะมีทรัพย์สินของนายจ้างที่เสียหาย สามารถตีเป็นมูลค่าเสียหายได้ และรวมกับค่าเสียโอกาส แต่ ณ วันนี้ทรัพย์สินไม่เสียหาย แต่เสียโอกาส เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ทำให้คนไม่เดินทาง อยู่บ้าน คนไม่มาใช้บริการ จึงตีเป็นตัวเลขความเสียหายไม่ได้ อาจจะต้องรออีกสักระยะ หากรัฐบาลมีนโยบายออกมาเพิ่มเติม ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบออกมาแจ้งตัวเลขความเสียหายที่ได้รับ ก็อาจจะตีเป็นตัวเลขออกมาได้ แต่ ณ วันนี้ยังไม่สามารถประเมินได้” นายเกษมสันต์ กล่าว

ทางด้านการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.๒๕๖๓ นั้น มีการประกาศในราชกิจจาเมื่อช่วงค่ำของวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๓ โดยข้อ ๓ ระบุว่า ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีว่างงาน ไม่ได้ทํางานหรือนายจ้างไม่ให้ทํางานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ หกสิบสองของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทํางาน หรือนายจ้างไม่ให้ทํางาน แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ หรือตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

และข้อ ๔ ระบุว่า ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย ถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุตประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือแค่บางส่วนเป็นการชั่วคราว และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ไม่สามารถทํางานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคําสั่งของทางราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติตต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละหกสิบสองของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลา ที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๓ หรือตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศ         กําหนดโดยความเห็นขอบของคณะรัฐมนตรี โดยเปิดให้ผู้ประกันตนกรอกข้อมูลการถูกเลิกจ้าง และมีนายจ้างรับรองด้วยนั้น

ผู้ประกันตนยื่นแล้วกว่า ๙,๐๐๐ ราย

ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา นางสาวพรรณี บุณยเกียรติ ประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยกับ “โคราชคนอีสาน” ถึงจำนวนสถานประกอบการที่ยื่นผ่านประกันสังคมกรณีขอหยุดกิจการว่า จำนวนผู้ประกันตนที่แจ้งเข้ามาทั้งรูปแบบ e-Form และแบบเอกสาร อยู่ที่ประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าราย ในการวินิจฉัยที่จะจ่ายเงินให้ได้ต้องมีการรับรองจากนายจ้างว่า คนนี้เป็นลูกจ้าง และหยุดงานด้วยเหตุสุดวิสัย ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ และไม่มีค่าจ้าง กรณีแบบนี้ประกันสังคมถึงจะสั่งจ่ายให้ได้ 

เมื่อถามว่า มีการจ่ายเงินสำหรับผู้ประกันตนมาตรา ๓๓ ไปก่อนหน้านี้แล้วกี่ราย  นางสาวพรรณี เปิดเผยว่า “วันนี้ (๒๐ เม.ย. ๒๕๖๓) เป็นวันแรกหลังจากมีประกาศกฎกระทรวงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลาที่ธนาคารปิดทำการ จึงรอวันจันทร์ (๒๐ เม.ย. ๒๕๖๓) ไม่เกิน ๐๙.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ไปรออยู่ที่ธนาคาร และธนาคารก็ดำเนินการให้ทันที ๑๖๖ ราย เนื่องจากติดปัญหา ๑ ราย แต่หลังจากนี้ก็เริ่มส่งข้อมูลการโอนเงินผ่านธนาคารให้ โดยไม่ต้องนำข้อมูลไปให้ธนาคารโดยตรง ซึ่งใช้ระบบวิ่งข้อมูลเอง โดยช่วงสิ้นวันหลังจากปิดออนไลน์ จะประมวลผลข้อมูล และส่งไปให้ที่กองการเงินที่กรุงเทพฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า กรุณาแจ้งไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่ผู้ประกันตน”

ประกันสังคมจ่ายชดเชย ๖๒%

นางสาวพรรณี กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้ประกันตนที่จะได้รับเยียวยานี้ จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระบบทะเบียนของประกันสังคม เนื่องจากนายจ้างบางรายไม่แจ้งให้ประกันสังคมทราบว่า มีลูกจ้างในจังหวัดนครราชสีมาเมื่อไม่แจ้งเราก็ไม่สามารถบังคับได้ ฉะนั้นข้อมูลที่มีอยู่ในฐานระบบประกันสังคมมาตรา ๓๓ ณ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓ มี ๒๕๙,๗๔๘ ราย ในจำนวนของผู้ประกันตนที่ยื่นขอรับชดเชย ๖๒% จะขึ้นอยู่กับว่า ลูกจ้างแจ้งข้อมูลเข้ามา แล้วนายจ้างรับรองว่าเป็นลูกจ้าง ให้หยุดงานตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ต้องนำมาด้วยกัน เพราะหากลูกจ้างแจ้งฝ่ายเดียว แต่นายจ้างไม่รับรอง เราก็ไม่สามารถจ่ายได้ และขณะนี้มีข้อมูลลูกจ้างที่แจ้งมาแล้วประมาณ ๙,๐๐๐ ราย

มาตรการของสวัสดิการฯ และ สปส.

สำหรับกรณีประกันสังคมจ่าย ๖๒% แต่ในส่วนของสวัสดิการคุมครองแรงงานฯ จ่าย ๗๕% ตามมาตรา ๗๕ นั้น นางสาวพรรณี ชี้แจงว่า “ต้องขึ้นอยู่กับนายจ้าง โดยนายจ้างบางรายอาจมี สายป่านยาว แต่ก็ยาวไม่มาก แทนที่จะมีลูกจ้าง หรือได้จ่ายค่าจ้าง ยกตัวอย่าง เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นายจ้างก็คุยกับลูกจ้างทั้งหมดว่า ไม่จ่ายเงินค่าจ้าง ๑๐๐% เนื่องจากปัญหาไม่มีคำสั่งซื้อ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ทำไปก็ขายไม่ได้ ดังนั้นมาตกลงกันว่าจ่ายให้แค่ ๗๕% ไหวไหม หากลูกจ้างยินยอม นายจ้างก็ต้องมีหนังสือแจ้งสวัสดิการคุ้มครองแรงงานว่าจะจ้างแรงงาน และอาศัยมาตรา ๗๕ เมื่อสวัสดิการตรวจสอบข้อมูล แจ้งผลยินยอมและอนุญาตให้ดำเนินการได้ ลูกจ้างก็ยังทำงานปกติ ส่วนนายจ้างจากที่ต้องจ่ายเงินเดือน ๑๐๐% ก็จ่ายให้เพียงแค่ ๗๕% นี่คือสิ่งที่นายจ้างกับลูกจ้างรับสภาพตรงนี้ได้ และสวัสดิการคุ้มครองแรงงานยินยอมด้วย

ใช้มาตรา ๗๕ ไม่มีสิทธิรับชดเชย ๖๒%

นางสาวพรรณี กล่าวอีกว่า “อย่างไรก็ตามลูกจ้างกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะมารับเงิน ๖๒% จากประกันสังคม เพราะเงื่อนไขของประกันสังคมที่จ่ายเยียวยา ๖๒% คือ หยุดงานเพราะนายจ้างบอกให้หยุด รวมถึงไม่ได้รับค่าจ้าง ประกันสังคมถึงจะจ่ายให้ ๖๒% ส่วนมาตรา ๗๕ นั้น นายจ้างและลูกจ้างต้องไปตกลงกันเอง และแจ้งไปยังสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน แต่ประกันสังคม ผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนว่าขอหยุดกิจการชั่วคราว และลูกจ้างในฐานะผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ รับเงินเยียวยา ๖๒% จากค่าจ้าง ซึ่งนายจ้างจะต้องรับรองด้วย ไม่เช่นนั้นลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินในส่วนนี้”

ย้ำนายจ้างต้องรับรองลูกจ้าง

“ขณะนี้นายจ้างหลายรายยื่นเพื่อรับรองว่าลูกจ้างรายนี้เป็นลูกจ้างของตน และให้หยุดงานตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ โดยไม่มีค่าจ้าง แต่อย่างไรก็ตาม นายจ้างหลายแห่งยังไม่ได้แจ้งเข้ามา ซึ่งเมื่อลูกจ้างแจ้ง แต่นายจ้างไม่แจ้งก็จะทำให้ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ดังนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ หากเข้าเกณฑ์ขอให้นายจ้างช่วยแจ้งไปยังประกันสังคมผ่าน https://www.sso.go.th/ จากนั้นเข้าไปลงทะเบียนในส่วนของนายจ้าง พร้อมทั้งใส่ข้อมูลของลูกจ้างแต่ละคน เนื่องจากสถานประกอบการแต่ละแห่งลูกจ้างไม่ได้หยุดตรงกัน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องให้นายจ้างเป็นผู้รับรองด้วย” นางสาวพรรณี กล่าวท้ายที่สุด

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๒๔ วันพุธที่ ๒๒ - วันอังคารที่ ๒๘ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓

 

 


363 8010