20thOctober

20thOctober

20thOctober

 

June 12,2018

‘บู๊ วังเณร’เหิมหนักประกาศ ‘กูจะยิงหัวมึง’หน้า นอภ. ยัดข้อหาผู้มีอิทธิพล‘สุนทร’


 นายบู๊ ยืนด่าและขู่เอาชีวิตคนสวน ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ

        ผู้มีอิทธิพลตัวจริงโผล่ ขู่ฆ่าราษฎรต่อหน้าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จนท.หุบปากอ้างเป็นเรื่องส่วนตัว ‘โน่’ กล่าวหา ‘สุนทร’ รุกล้ำที่ดิน ๕๐ ซม.เป็นผู้มีอิทธิพล ด้านสุนทรโต้มีแล้ว ๗ ไร่ แค่ ๕๐ ซม.จะเอาไปทำไม ถามพ่อค้ารุก ๓๐ เมตร บุกรุกทำลายลำตะคองหลายปี ทำไมไม่แจ้งความ เผยเบื้องหลัง ‘โน่’ ดิ้น คดีอยู่ในศาลทุจริตประพฤติมิชอบ ยันจะกำจัดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อบ้านเมืองและคุกคามราษฎร

        สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๘ และวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยคำสั่งของนายวิเชียร จันทร โณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ พล.ต.ณัฐชนก ศิริทีปตานนท์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๒๑ ค่ายสุรนารี ได้สั่งการให้นายอนุวรรตน์ จันทรสุขเกษม ป้องกันจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่แก้ปัญหาการบุกรุกลำตะคองบริเวณวังเณร ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังมาหลายปี โดยประสานกับนายณัชวันก์ (โน่) อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน พร้อมทั้ง นายวินัย นิลสูงเนิน รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มะเกลือเก่า ว่าที่ ร.ต.ชวลิต ปรีดาสา ปลัดอบต.มะเกลือเก่า และเจ้าพนักงานตรวจท่า สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ ๔ เพื่อตรวจสอบบริเวณแก่งวังเณร เนื่องจากผู้ค้าสุราอาหารที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง (MOU) เรื่องการใช้พื้นที่สาธารณ ประโยชน์และจัดระเบียบพื้นที่แก่งวังเณร ตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ซึ่งผู้ว่าฯ วิเชียรได้มาลงพื้นที่ด้วยตนเอง แต่ก็ไม่เป็นไปตามข้อตกลง การตรวจสอบพบว่า ยังมีผู้ฝ่าฝืนสำคัญคือ ร้านของนายบู๊ เลิศครบุรี ซึ่งยึดพื้นที่ริมลำน้ำแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะทางเกือบ ๑ กิโลเมตรทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่เจ้าปัญหาก็พบว่า ร้านอาหารส่วนใหญ่ได้นำสิ่งของที่อยู่ภายในแนวเขตออกไปแล้ว รวมทั้งมีการรื้อสิ่งก่อสร้างบริเวณตลิ่ง โดยการทุบทำลายทิ้งตามข้อตกลงแล้ว แต่ก็พบว่ายังมีร้านอาหารของภรรยานายบู๊ ผู้ยึดครองพื้นที่สาธารณะตลอดแนวตลิ่งลำตะคองที่ยังคงฝ่าฝืน มีสิ่งปลูกสร้างเป็นบันไดปูน รวมถึงการวางเต็นท์ขายของที่ล้ำเข้ามาในแนวเขต ซึ่งนายอำเภอโน่กำชับอีกครั้งว่าให้เวลา ๗ วัน ในการรื้อถอน

รุกล้ำไม่เลิก

        เมื่อครบกำหนด ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๑ นายอนุวรรตน์ จันทรสุขเกษม ป้องกันจังหวัดนครราชสีมา ร่วมด้วย นายณัชวันก์ (โน่) อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน พร้อมทั้งรองนายกอบต.มะเกลือเก่า ปลัดอบต. ผู้ใหญ่บ้าน และคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่บริเวณแก่งวังเณรอีกครั้ง พบว่าร้านค้าที่ปลูกสร้างบันไดปูน วางเต็นท์ขายของที่ล้ำเข้ามาในแนวเขต ได้ทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างที่เป็นบันไดปูนทิ้งแล้ว รวมถึงการวางเต็นท์ขายของที่ล้ำเข้ามาในแนวเขตก็มีการเคลื่อนย้ายแล้ว แต่ยังมีโต๊ะเก้าอี้อีก ๒ ชุด ซึ่งพบว่าเป็นของร้านนายบู๊เจ้าเดิม และฝั่งตรงข้ามยังมีร้านอาหารอีก ๑ ราย ยังคงวางโต๊ะและเรือนนั่งล้ำเข้ามาในแนวเขต ทางป้องกันจังหวัดนครราชสีมาจึงสั่งการเคลื่อนย้ายให้อยู่หลังแนวเขต โดยเจ้าของร้านเจ้าปัญหาอ้างว่า สาเหตุที่รุกล้ำเข้ามาในแนวเขต เพราะยังไม่มีการปักแนวเขต จึงไม่ทราบว่ารุกล้ำ เนื่องจากก่อนนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งมาตอกแนวเขตเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

คลิปนายบู๊ ยืนด่าและขู่เอาชีวิตคนสวน ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ

ขู่ฆ่ากลางแดด

        ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ มีการลงพื้นที่สำรวจแก่งวังเณรของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีป้องกันจังหวัดนครราชสีมา นายอำเภอสูงเนิน และคณะทำงานเดิม นายอำเภอโน่ได้พาคณะฯ มาตรวจที่รั้วบ้านนายสุนทร จันทร์รังสี ทุกครั้ง และกล่าวหาว่านายสุนทรรุกล้ำที่ดิน ๕๐ ซม. ซึ่งบริเวณบ้านพักของนายสุนทร มีพื้นที่โฉนดเกือบ ๗ ไร่ และอยู่บนตลิ่งปลูกสร้างมาเกือบ ๒๐ ปี และมิได้ค้าขายอะไร ซึ่งระหว่างการลงพื้นที่อยู่นั้น นายสาธิตคนสวน ผู้ดูแลบ้านพักได้ยืนถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน สร้างความโกรธแค้นให้กับนายบู๊ที่ติดตามมาด้วยเป็นอย่างมาก จึงได้กล่าวด้วยท่าทีอาฆาตแค้นท่ามกลางธารกำนัล ทั้งกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่อยู่บริเวณนั้นอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ว่า “กูประกาศเลยว่ามึงจะตายเพราะกู มีไหมที่กูจะทำอะไรใครไม่ได้ ตราบที่กูยังมีชีวิตอยู่ มึงไม่รักครอบครัวก็ให้รู้ไป กูเดือดร้อน กูไม่เหลืออะไรแล้ว เหลือแต่ชีวิตกูแล้ว มึงอัดเสียงกูไว้เลยก็ได้ กูหมดความอดทนแล้ว กูไม่ทำลายทรัพย์สิน แต่กูจะยิงหัวพวกมึง เดี๋ยวกูจะปิดแม่งเลยหนังสือพิมพ์ อย่ามากเกินไปนะโว้ย ขึ้นศาลอีกรอบก็ได้ ไม่เป็นไร” สร้างความหวาดกลัวต่อครอบครัวของนายสาธิตเป็นอย่างมาก แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองที่ยืนอยู่นับสิบคนเข้าห้ามปรามแต่อย่างใด

        ด้านนายสาธิต (คนสวนนายสุนทร) เปิดเผยกับโคราชคนอีสาน ว่า “ผมปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้ามีใครเข้ามาป้วนเปี้ยนบริเวณบ้าน ผมก็ต้องถ่ายรูปถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อประกอบรายการให้นายสุนทรรับทราบ แต่นายบู๊เมื่อเห็นผมถ่ายคลิปวิดีโอก็เกิดโวยวายด่าทอ พูดจาข่มขู่จะเอาชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด แต่ภรรยาผมรู้สึกไม่สบายใจ และแปลกใจที่เจ้าหน้าที่รัฐนับสิบคนปล่อยให้มีการขู่อาฆาตต่อหน้า เหมือนบ้านเมืองไร้กฎหมาย”

ติดตั้งระบบไฟฟ้า

        นายอนุวรรตน์ เปิดเผยกับ ‘โคราชคนอีสาน’ ว่า “เจ้าของร้านอาหารได้มีการรื้อถอน เคลื่อนย้ายเรือนนั่งออกจากแนวเขตเรียบร้อยแล้ว ส่วนทางด้านจุดบริการนักท่องเที่ยวมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแล้ว มีโต๊ะ เก้าอี้จัดวางเรียบร้อย เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าต้องไปต่อไฟฟ้าให้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ทราบมาว่าทาง อบต. เพิ่งไปชำระค่าไฟที่จะต้องมาต่อหม้อแปลงเข้ากับส่วนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้านหน่วยงานราชการมอบหมายให้ทางกำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอำเภอตามข้อตกลงเมื่อเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ทุกวันหยุดหรือวันนักขัตฤกษ์ เช่น วันเสาร์และวันอาทิตย์ ต้องมีตำรวจ ๑ นายประจำจุดบริการ เจ้าหน้าที่ อบต. ๑ คน กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านของพื้นที่ตำบลมะเกลือเก่า ๑ คน แต่ถ้าเป็นวันจันทร์-ศุกร์ กำนันรับปากจะจัดหากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาประจำที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววันละ ๑ คน” 

‘บู๊’ ขู่ฆ่าเป็นเรื่องส่วนตัว

        “กรณีที่นายบู๊เจ้าของร้านอาหารตะโกนข่มขู่จะยิงหัวคนสวนนายสุนทรซึ่งอยู่ในบ้าน ผมมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะนายบู๊เองไม่ได้พาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ เพียงแต่โวยวายไปตามประสาคนที่ไม่พอใจ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่จัดระเบียบบ่อยครั้ง ทั้งนี้หวังว่าวังเณรจะเป็นระเบียบเรียบร้อยดีขึ้น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว ซึ่งที่ผ่านมาการลงเล่นน้ำค่อนข้างเป็นไปด้วยความไม่เป็นระเบียบ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยวได้ เช่น การนำโต๊ะ เก้าอี้ เรือนนั่งลงไปในลำน้ำ หลังจากนี้คงไม่สามารถนำลงไปได้ตามข้อตกลงของ MOU และตามข้อตกลงของทางหน่วยงานราชการกับผู้ประกอบร้านค้าด้วย” นายอนุวรรตน์ กล่าวเพิ่มเติม

        นอกจากนี้ นายณัชวันก์ (โน่) อัลภาชน์ เตชะเสน นายอำเภอสูงเนิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ KCTV กรณีบ้านพักนายสุนทรที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ๕๐ ซม. นั้น หากรวมเนื้อที่ความยาวทั้งหมด จะกลายเป็นการบุกรุกแนวเขตถึง ๒๐๐ เมตร ดังนั้นจึงไม่ได้รุกล้ำเพียง ๕๐ ซม. รวมทั้งมีการกล่าวหาว่านายสุนทรได้มีการย้ายหลักเขตของทางราชการออกจากตำแหน่งเดิม

‘สุนทร’เผยแผล‘โน่’สาหัส

        ล่าสุดในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ สำนักข่าว KCTV ได้ติดต่อเพื่อสัมภาษณ์นายสุนทร จันทร์รังสี ประธานที่ปรึกษาสภาวิชาชีพสื่อมวลชนภูมิภาคแห่งชาติ ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน อ.เมืองนครราชสีมา ผู้เป็นเจ้าของบ้านพักส่วนตัวดังกล่าว โดยมีการเปิดเผยจากสุนทรอย่างหมดเปลือก รวมทั้งลำดับเหตุการณ์ที่เป็นกรณีพิพาทกับนายอำเภอโน่ว่า 

หวังคืนธรรมชาติสู่ลำน้ำ 

        “กรณีวังเณรซึ่งเป็นแหล่งเสื่อมโทรมอยู่ในขณะนี้ มาจากการทำลายสิ่งแวดล้อม มลภาวะของชาวโคราช เนื่องจากเป็นแหล่งต้นน้ำที่ใช้ทำน้ำประปาให้ชาวโคราชได้ใช้อาบ ใช้กินอยู่ทุกคน ผมจึงพยายามที่จะปกป้องให้ลำน้ำสาธารณะซึ่งอยู่คู่เมืองโคราชมาเป็นร้อยๆ ปี ให้สะอาดเท่าที่แหล่งธรรมชาติบำบัดได้ ผมจึงพยายามพูดตั้งแต่นายอำเภอคนที่แล้ว ท่านก็รับจะดำเนินการแต่ก็ไม่ทำอะไร มีการพูดคุยกัน ๒-๓ ครั้ง เมื่อถึงเวลาท่านก็ต้องย้ายไปประจำตำแหน่งที่อื่น และเมื่อนายอำเภอคนใหม่(โน่) เข้ามาท่านผู้ว่าฯ วิเชียร จันทรโณทัย ก็แนะนำว่านายอำเภอคนนี้ทำงานจริงจัง ให้ลองปรึกษาดู ดังนั้นผมก็ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับนายอำเภอคนใหม่ โดยอ้างว่าจะปฏิบัติตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ดำเนินการผู้บุกรุกลำน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นต้นน้ำทรัพยากร ธรรมชาติ โดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเขตลำตะคอง และผู้ที่มีธุรกิจห้องเช่าก็ให้ขอใบอนุญาตให้ถูกต้อง แรกๆ นายอำเภอโน่ก็รับจะปฏิบัติตามและจะปรับปรุงลำน้ำนี้ให้สะอาด หลังจากนั้นเขาก็รับไปประชุมกับพวกร้านขายสุราอาหาร แล้วก็ประกาศตั้งแต่ก่อนเดือนเมษายนปี ๒๕๖๐ ซึ่งในขณะนั้นในช่วงหลังสงกรานต์มีการลงไปประชุมใหญ่ที่แก่งวังเณรอยู่ ๒ หน เพื่อให้มีการปรับปรุงของผู้ค้าขายบริเวณนั้น เมื่อไม่มีการปรับปรุงก็มีการประชุมอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าทางนายอำเภอโน่จะยื่นคำขาดถือว่าเป็นเส้นตาย ก็ยังไม่มีการทำอะไรเพียงแต่เลื่อนการประชุมไปเรื่อย ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดี พอขีดเส้นตายอีกก็เลื่อนไปอีกให้ปรับปรุงไปเรื่อย ผมก็เห็นว่ามันไม่ถูกเรื่องแล้ว   

ต้นตอความแค้น

        ผมจึงเสนอข่าวลงในหนังสือพิมพ์โคราชคนอีสาน ฉบับที่ ๒๔๔๑ วันจันทร์ที่ ๒๖-วันศุกร์ที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๐ โดยพาดหัวว่า “รื้อทุบวังเณรส่อแวว‘มวยล้ม’ เส้นตายกลายเส้นเป็น นอภ.อ่อย” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้นายอำเภอโน่เป็นอย่างมาก แต่ผมก็ทำตามวิชาชีพหนังสือพิมพ์ของผมด้วยจริยธรรม ซึ่งผมทำหนังสือพิมพ์มา ๔๔ ปี แล้วตั้งแต่นายอำเภอโน่ยังแบเบาะ ยังไม่หย่านม ซึ่งเขามาขู่ให้ผมแก้ข่าวไม่อย่างนั้นจะดำเนินคดี ผมก็บอกว่าผมรายงานตามความจริง ฟ้องก็ไม่เป็นไร แต่เขากลับไม่ฟ้องจริง สิ่งที่เขาทำคือการส่งคนเข้าไปวัดที่ดินในบ้านของผมบริเวณแก่งวังเณร ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่เขาเลย เพราะนายอำเภอไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจหน้าที่ แม้กระทั่งที่ดินจังหวัด ที่ดินอำเภอ หากจะวัดตรวจสอบที่ใครจะต้องแจ้งเจ้าของที่ให้ทราบและนัดแนะกัน แต่เขาบุกเข้าไปวัดในวันอาทิตย์เสียด้วย ถือเป็นข้าราชการที่ขยันมาก ผมจึงถือว่านอกจากละเลยการปฏิบัติหน้าที่แล้วยังมาบุกรุกบ้านผม ผู้ว่าฯ คนเก่า (นายธงชัย ลืออดุลย์) นายเก่าเขาก็ยังมาพูดกับผมว่า “โน่เขาน่าจะเคารพนับถือพี่นะ ทำไมทำแบบนี้ มันไม่ถูกต้องเลย”

แจ้งความโน่ ๓ ข้อหาฉกรรจ์

        เมื่อใคร่ครวญแล้วผมจึงไปแจ้งความนายอำเภอโน่ ๓ ข้อหา คือ ๑.บุกรุกบ้านผมโดยไม่ได้รับอนุญาต ๒.ละเว้นต่อหน้าที่ ที่จะต้องบำบัดดูแลการรุกล้ำลำน้ำ เพราะผมเรียกร้องแล้ว เขาก็ได้แต่ประชุมแล้วไม่ทำอะไร ๓.ไม่ดำเนินการกับห้องพักให้เช่าค้างคืนและชั่วคราวที่เปิดบริการมากว่าสามปี ตรงนั้นกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม มีการมั่วสุมของกลุ่มเยาวชน ทั้งดื่มเหล้าและเปิดห้องเพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน ส่งผลให้สาธารณสุขอำเภอมีสถิติทำแท้งพุ่งสูงขึ้น นอกจากเสื่อมโทรมทางธรรมชาติแล้ว ยังเสื่อมโทรมทางสังคมอีก นี่จึงเป็น ๓ ข้อหาที่ผมเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สูงเนิน แต่เนื่องจากเป็นคดีความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ทางตำรวจก็ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทั่งผ่านมา ๑ ปี ไม่คืบหน้า ผมจึงส่งเรื่องไปที่ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ๓ จ.สุรินทร์ ซึ่งดูแลเรื่องข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่ ศาลทุจริตก็รับฟ้อง แต่ขอให้รอการดำเนินการของ ป.ป.ช. อีกที หากยังไม่มีความคืบหน้า ทางศาลทุจริตจะดำเนินการต่อไป 

รุกล้ำ ๕๐ ซม. หรือไม่ 

        ทั้งนี้ นายอำเภอโน่ก็ได้หาเรื่องผมตลอดมา แต่เรื่องการรังวัดผมไม่กลัว ที่ดินของผมซื้อมาอย่างสุจริตทั้งหมดเกือบ ๗ ไร่ มีโฉนด แต่เขาก็หาเหตุมาว่าผมรุกล้ำพื้นสาธารณะ ผมก็ทำให้ถูกต้อง แต่เขาบอกว่ายังเกินอีก ๕๐ ซม. ที่ดินผมซึ่งอยู่บนตลิ่ง แต่ร้านค้าสุราอาหารที่รุกล้ำลงไปในลำน้ำ ๓๐ เมตร ยังไม่มีการจับกุมหรือแจ้งดำเนินคดีเลย กระทั่งขณะนี้ลงพื้นที่ยื่นคำขาดไป ๗ วัน ก็ยังเลื่อนต่อไปอีก ๗ วัน เป็นเส้นตายแบบนี้อยู่เรื่อยๆ นอกจากนี้ นายอำเภอโน่ยังไปแจ้งความกล่าวหาว่าผมเป็นผู้มีอิทธิพลด้วย ซึ่งทางตำรวจก็มาตรวจดูมีความเห็นว่า ไม่เข้าข่ายผู้มีอิทธิพลแต่อย่างใด หากเป็นผู้มีอิทธิพลจริงต้องไปรุกล้ำป่าเขาเป็นร้อยไร่ แต่นี่ ๕๐ ซม.ที่สำคัญยังอยู่ในระหว่างดำเนินการรังวัดกันอยู่ ผมถึงบอกว่าผมถูกรังแก ขณะนี้ทุก ๗ วัน เจ้าหน้าที่ก็ไปลงพื้นที่สำรวจที่แก่งวังเณรกันตลอดรวมทั้งป้องกันจังหวัดซึ่งท่านผู้ว่าฯ ส่งไปดูด้วย ทุกครั้งนายอำเภอโน่ก็จะเน้นไปที่บ้านผม ผมก็ให้ผู้สื่อข่าวไปดูบ้าง ก็ได้บันทึกความไม่ถูกต้องมามากมาย ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ผมก็รู้สึกเสียใจที่เขากล่าวหาผมเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ผมก็ไม่วิตกกังวล ชีวิตผม ๗๐ กว่าปี ผมไม่เคยทำผิดกฎหมาย มีแต่ช่วยเหลือสังคม คนจนอย่างผมบริจาค ๒-๓ ล้านบาทแล้ว ให้กับองค์การสาธารณะ เงินสุจริตทั้งนั้น สามารถตรวจสอบได้ 

 

สั่งคนสวนบันทึกภาพ

        ส่วนนายบู๊ ซึ่งถือว่าเป็นพ่อค้าที่เห็นแก่ตัวมาก ยึดครองพื้นที่บริเวณนั้นหลายร้อยเมตรบริเวณริมตลิ่งตลอดแนว ใครจะเข้าไปค้าขายก็ไม่ได้ เพราะไปไล่ด่าเขาจนต้องหนีหมด ความจริงผู้ว่าฯ วิเชียรก็บอกว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ เปรียบเหมือนทางเท้าที่ทุกคนก็มีสิทธิ์ใช้ แต่นายบู๊จองหมดคนเดียว เขาทำได้อย่างไร เมื่อคนสวนที่บ้านของผมบันทึกภาพภายในบ้านตามที่ผมให้คำสั่งไว้ เนื่องจากนายอำเภอโน่มาตรวจผมทุกอาทิตย์ ทั้งที่รั้วผมก็อยู่ที่เดิมแต่ก็ไม่รู้มาตรวจอะไร ผมก็ไม่ไว้ใจจึงสั่งให้คนสวนคอยบันทึกภาพไว้ด้วย ป้องกันมิให้ใครมาสร้างสิ่งผิดกฎหมาย ปรากฏว่านายบู๊ประกาศขู่จะฆ่าคนสวนของผม แต่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาความสงบเรียบร้อยมานับสิบคน ทำไมปล่อยให้ประชาชนด้วยกันประกาศฆ่ากันต่อหน้าต่อตา แล้วอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และถึงจะเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องรักษาความสงบ นี่หรือผู้ปกครองที่มีคุณภาพ 

        “ในเรื่องนี้ผมยินดีพร้อมพิสูจน์ ถ้าผมไม่พร้อมพิสูจน์ผมก็ไม่ขอแจ้งความดำเนินคดี แต่หากดำเนินคดีไปแล้วเขาจะใช้วิธีใต้โต๊ะบนโต๊ะทุกอย่างผมมีหลักฐานหมด” นายสุนทร กล่าว 

        ผู้สื่อข่าว KCTV ถามอีกว่า “เรื่องขอรังวัดที่ดินเจ้าหน้าที่จะเข้ามาดำเนินการเมื่อไหร่?” นายสุนทรตอบว่า “คงประมาณปลายเดือนมิถุนายนนี้ การรังวัดใหม่ ไม่ใช่ว่าขอแล้วขออีกได้ เขาต้องพิจารณาดูด้วย และไม่ได้ไปขอฟรีๆ ที่ดิน ๗ ไร่ การขอรังวัดก็ต้องเสียเงินเกือบหมื่นบาท ทั้งนี้ ผมยืนยันว่าผมไม่เคยทำผิดกฎหมาย ตรวจสอบดูประวัติผมได้ อย่าไปเชื่อคำพูดของบางคน สิ่งที่คุณไปเห็นเอง เมื่อวานนี้ (๘ มิถุนายน ๒๕๖๑) คุณควรนำมารวบรวมให้ประชาชนได้ดูด้วย จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้มีอิทธิพล ใครกันแน่เป็นผู้สนับสนุน รู้เห็นเป็นใจด้วยขนาดประกาศขู่ฆ่ากลางแดดกลางกล้อง กลางนักข่าว ยังเฉยกันหมด ยังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกันอยู่หรือ?”

กวาดล้างคนไม่สุจริต

        ผู้สื่อข่าว KCTV ถามต่อว่า “กรณีที่มีการประชุมร้านค้าหรือผู้มีที่ดินในบริเวณนั้นเพื่อทำความเข้าใจ เขาบอกว่าท่านไม่ให้ความร่วมมือ? นายสุนทรตอบว่า “ก็เขาไม่เคยเชิญผม และที่สำคัญผมไม่ได้ไปค้าขายอะไร ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรจากที่ตรงนั้นแม้แต่บาทเดียว ที่ดินนี้ผมอยู่มา ๑๗ ปี ตั้งแต่มีบ้านผมเพียงหลังเดียว แต่ก่อนยังไม่มีไฟฟ้า ผมก็วิ่งเต้นขอไฟฟ้าลงมาใช้ เมื่อนายบู๊เข้ามา ยังมาขอต่อไฟฟ้าบ้านผมไปใช้ แต่เดี๋ยวนี้เขารวยแล้ว เลยมีอำนาจสั่งยิงหัวใครก็ได้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผมจะทำเรื่องนี้เสนอท่านผู้ใหญ่ระดับชาติ                                                      

        ผู้สื่อข่าว KCTV ถามคำถามสุดท้ายว่า “นายอำเภอมีหลักฐานว่า ท่านย้ายหลักแนวเขตโดยพลการ?” นายสุนทรตอบว่า “รั้วนั้นเป็นที่ดินใหม่ที่นายบู๊ไปเช่าคนอื่น คนงานเขาก็รื้อเข้ารื้อออก ผมไม่สนใจผมอยู่ของผม ๗ ไร่ ก็พอเพียงแล้ว ผมจะเอาไปทำไม แค่ ๕๐ ซม. ถ้ามีหลักฐานว่าผมย้าย เอาผมไปยิงเป้าเลย” นายสุนทรตอบผู้สื่อข่าวชัดเจน และกล่าวในท้ายที่สุดว่า

        “ผมหวังการปกครองบ้านเมืองจากนายอำเภอโน่ไม่ได้แล้ว มาครบ ๒ ปี เขาไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับราชการและประชาชนเลย แต่ผมหวังจากอำนาจศาลในการกวาดล้างความไม่ถูกต้อง กวาดล้างคนไม่สุจริตให้พ้นจากบ้านเมืองไป” 

 

 

 

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๒๕๐๘ วันจันทร์ที่ ๑๑ - วันศุกร์ที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ 


354 5663