17thJune

17thJune

17thJune

 

June 16,2020

กบฏเมษาฮาวาย/กบฏยังเติร์ก

ย้อนไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ ถึงวันนี้เป็นเวลา ๓๙ ปีแล้ว ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือเกิด “กบฏเมษาฮาวาย หรือ กบฏยังเติร์ก” ซึ่งเป็นการทำรัฐประหารของนายทหารทหารกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า “ยังเติร์ก (Young Turks)” เพื่อยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ ๑-๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔

 

คำว่า “ยังเติร์ก (Young Turks)” เข้าใจว่ามาจากชื่อของ มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก (Mustafa Kemal Atatürk) ที่เป็นหนึ่งในนายทหารหนุ่มหัวก้าวหน้าของตุรกี ทหารกลุ่มนี้เคยมีบทบาทในการปฏิวัติเข้ายึดอำนาจจากสุลต่านอับดุลฮามิดที่ ๒ “อตาเติร์ก” มีความหมายว่า เป็นบิดาของชาวเติร์ก ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งในตุรกี

สำหรับ “ยังเติร์ก” ในไทยนั้น มีคนนำเรื่องราวของกลุ่มทหารหนุ่มของตุรกีดังกล่าว มาเปรียบเทียบกับนายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่น ๗ ที่มีตำแหน่งระดับผู้บังคับกองพัน อันเป็นหน่วยกำลังสำคัญในกองทัพ มีพันเอกมนูญกฤต รูปขจร (ม.พัน.๔ รอ. ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า มนูญ รูปขจร) พันเอกชูพงศ์ มัทวพันธุ์ (ม.๑ รอ.) พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร (ร.๒) พันเอกชาญบูรณ์ เพ็ญตระกูล (ร.๓๑ รอ.) พันเอกแสงศักดิ์ มงคละสิริ (ช.๑ รอ.) พันเอก บวร งามเกษม (ป.๑๑) พันเอกสาคร กิจวิริยะ (สห.มทบ.๑๑) และ พันโทพัลลภ ปิ่นมณี (ร.๑๙ พล.๙) บุคคลดังกล่าวถือเป็นนายทหารรุ่นใหม่มีหัวก้าวหน้าในสมัยนั้น จึงเรียกกันว่า “ยังเติร์ก”  

 

 

ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ นายทหารกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการเมือง คือ สนับสนุนให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในปี ๒๕๒๓ กดดันให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ลาออก แล้วสนับสนุนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

ต่อมาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และขณะเดียวกันก็ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับการต่ออายุราชการออกไปอีก ๑ ปี ทำให้พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก และกลุ่มนายทหาร จปร. ๗ ไม่พอใจ เนื่องจากทำให้พลเอกสัณห์หมดโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก จึงร่วมกับกลุ่มนายทหาร จปร. รุ่น ๗ ดังกล่าว วางแผนปฏิวัติโดยเรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” มีพลเอกสัณห์ เป็นหัวหน้า เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ 

 

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่กองทัพภาคที่ ๒ ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยได้กำลังสนับสนุนจาก พลตรีอาทิตย์ กำลังเอก รองแม่ทัพภาคที่ ๒ และตั้งกองบัญชาการตอบโต้ “คณะกรรมการสภาปฏิวัติ” โดยในชั้นแรกสั่งปลดผู้ก่อการทั้งหมดออกจากตำแหน่ง 

 

วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๔ หน่วยเฉพาะกิจสุรนารีและหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ชลบุรี เคลื่อนกองกำลังเข้ากรุงเทพฯ รวมทั้งเครื่องบิน F-5E บินสังเกตการณ์และเครื่องบินอีกส่วนหนึ่งบินโปรยใบปลิวแถลงการณ์ของรัฐบาลตอบโต้ฝ่ายกบฏที่บริเวณกรมประชาสัมพันธ์ กรุงเทพฯ ทหารทั้ง ๒ ฝ่ายปะทะกันเล็กน้อย ฝ่ายก่อการเสียชีวิต ๑ นายและบาดเจ็บ ๑ นาย มีพลเรือนเสียชีวิต ๑ คน และบาดเจ็บ ๑ คน การตอบโต้กลับของรัฐบาลพลเอกเปรมใช้เวลาประมาณ ๕๕ ชั่วโมง และเช้าวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๒๔ พลเอกเปรม สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาที่รวดเร็ว แกนนำฝ่ายผู้ก่อการหลบหนีออกนอกประเทศ เช่น พันเอกมนูญ รูปขจร ลี้ภัยไปประเทศเยอรมนี พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา หัวหน้าคณะ หลบหนีไปประเทศพม่า 

 

 

 

การปฏิวัติครั้งนี้แทบจะเรียกว่า ไม่มีการต่อสู้กันจนเสียเลือดเนื้อใดๆ และมีข้อสังเกตว่ากลุ่มก่อการได้สนธิกองกำลังทหารถึง ๔๒ กองพัน (บางข่าวว่า ๒๘ กองพัน) ซึ่งถือว่ามากที่สุดกว่าครั้งใดๆ ในประวัติของการทำปฏิวัติรัฐประหาร แทบจะไม่มีกองพันเหลืออยู่ข้างรัฐบาลเลย แต่กลับไม่สามารถทำการได้สำเร็จ เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วคือเพียง ๓ วัน ที่สำคัญคือต่อมาในวันฉัตรมงคลเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๔ ในปีเดียวกันนี้ ผู้ก่อการทั้งหมดได้รับนิรโทษกรรมและได้รับการคืนยศทางทหาร และในวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔ คณะนายทหารกลุ่มนี้ได้นำธูปเทียนไปขอขมาพลเอกเปรม ณ บ้านพักสี่เสาเทเวศน์ ทำให้สังคมและสื่อมวลชนมองว่า การปฏิวัติครั้งนี้เหมือนเป็นการแสดงละครตบตาประชาชน เป็น “มวยล้มต้มคนดู” และได้นำเรื่องราวของวันที่ ๑ เมษายน ซึ่งเป็น “วันเอพริลฟูลส์ (April fool day)” คือเป็นวันที่ผู้คนฝรั่งชาติตะวันตก พูดโกหกกันเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งความสนุกสนานส่วนใหญ่อาจเกิดจากความไม่จริงจัง อาจเป็นเรื่องไร้สาระก็ได้ เพียงเพื่ออะไรก็ได้ขอให้สร้างความสนุกสนานเป็นพอ โดยไม่ถือโทษโกรธเอาความกัน มาวิเคราะห์กับการปฏิวัติวันที่ ๑ เมษายนครั้งนี้จึงได้ให้สมญานามในเชิงปรามาสเย้ยหยันว่า “กบฏเมษาฮาวาย”

 

ส่วนคำว่า “ฮาวาย” นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกบฏนี้อย่างไรไม่ปรากฏที่มาแน่ชัด เพียงแต่สันนิษฐานกันว่า ผู้คนมักนึกถึงเกาะฮาวายในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนชายทะเล อีกความคิดหนึ่งเห็นว่าคนไทยนิยมใส่เสื้อฮาวายกันช่วงเดือนเมษาหรือช่วงสงกรานต์ บ้างก็ว่าช่วงเดือนเมษายนในสมัยนั้นมีการประกวดนางงามฮาวายโดยใส่ชุดฮาวาย เมื่อการกบฏครั้งเกิดขึ้นในเดือนเมษายนกอปรกับคนไทยชอบพูดคำคล้องจอง จึงเรียกการกบฏครั้งนี้ว่า “กบฏเมษาฮาวาย” ก็เป็นได้

นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๕ ฉบับที่ ๒๖๒๒ วันพุธที่ ๑ - วันอังคารที่ ๗ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๓


6 2,729