April 05,2026
อีสานโพลชี้วิกฤตน้ำมันแพง ส่งผลคะแนนนิยม ภท.ลด ระบุรัฐบริหารจัดการแย่มาก แม้เชื่อว่าน้ำมันขาดแคลนเกิดจากหลายปัจจัย

วันนี้ (5 เมษายน 2569) อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “คนอีสานกับวิกฤตน้ำมัน 2569” ผลสำรวจพบว่า คนอีสานเชื่อว่าน้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลนเกิดจากหลายปัจจัยรวมๆ กัน เช่น ผู้ค้าน้ำมันกักตุนเพื่อทำกำไร การลักลอบส่งออก ผู้ประกอบการและเกษตรกรกักตุนเพื่อให้มั่นใจว่ามีพอใช้ และผู้ใช้รถยนต์หลายล้านคันเติมน้ำมันเผื่อมากกว่าปกติ ส่วนมากอยากให้ราคาดีเซลหน้าปั๊มไม่ควรเกิน 40 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันยังแพงต่อเนื่องจะลดการเดินทางและลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน กว่าครึ่งอยากให้รัฐตรึงราคาน้ำมันให้กับผู้ใช้ทุกคน อีกส่วนอยากให้เน้นช่วยเฉพาะกลุ่ม ประเมินการบริหารจัดการน้ำมันของรัฐในระดับแย่ถึงแย่มาก ส่งผลให้คะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยลดลง ส่วนพรรคประชาชนและเพื่อไทยเพิ่มขึ้น
รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานกับวิกฤตน้ำมันแพงและขาดแคลนด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28 - 31 มีนาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,056 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด

เมื่อสอบถามว่า สาเหตุหลักที่น้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอต่อความต้องการ พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 36.3 เห็นว่าเกิดจากทุกข้อรวมๆ กัน รองลงมาร้อยละ 18.5 ผู้ค้าน้ำมันกักตุนเพื่อทำกำไร ตามมาด้วย ร้อยละ 14.9 มีการกักตุนและลักลอบส่งออกเพื่อทำกำไร ร้อยละ 11.9 ผู้ประกอบการและเกษตรกรกักตุนเพื่อให้มั่นใจว่ามีพอใช้ ร้อยละ 10.3 ผู้ใช้รถยนต์หลายล้านคันเติมน้ำมันเผื่อมากกว่าปกติ และร้อยละ 5.8 การขนส่งและกระจายน้ำมันไม่ทันความต้องการที่เพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่ ร้อยละ 2.3 ตอบว่าไม่แน่ใจ
เมื่อสอบถามว่า หากต้นทุนน้ำมันดีเซลในตลาดโลกหรือที่นาเข้ามาช่วงนี้อยู่ที่ 41 – 44 บาทต่อลิตร ก่อนบวกค่าต่างๆ และใช้เงินกองทุนช่วย ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊ม ควรเป็นเท่าใด พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 34.5 ต้องการให้ราคาดีเซลอยู่แถว 37 – 40 บาท หรือต่าว่าราคาตลาดโลก 4 บาท รองลงมา ร้อยละ 33.2 ขอให้ราคาอยู่แถว 33 – 36 บาท หรือต่าว่าราคาตลาดโลก 8 บาท ตามมาด้วย ร้อยละ 19.9 ขอให้ราคาอยู่แถว 41 – 44 บาท หรือเท่าราคาตลาดโลก ร้อยละ 10.6 ยอมให้ราคาดีเซลอยู่แถว 45 – 48 บาท หรือเท่าราคาตลาดโลกบวกด้วยค่าต่างๆ อีกไม่เกิน 4 บาท ขณะที่ ร้อยละ 1.8 ยอมให้ราคาดีเซลอยู่แถว 49 – 52 บาท หรือเท่าราคาตลาดโลกบวกด้วยค่าต่างๆ อีกไม่เกิน 8 บาท


เมื่อสอบถามว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 5 – 10 บาทต่อลิตร และอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหลายเดือน จะปรับตัวอย่างไรเป็นอันดับแรก พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 26.9 ตอบว่าจะลดการเดินทางรองลงมา ร้อยละ 26.5 จะลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นในครัวเรือน อันดับสาม ร้อยละ 20.1 ยังไม่สามารถปรับตัวได้ อันดับสี่ ร้อยละ 12.9 ปรับราคาสินค้าหรือค่าบริการ อันดับห้า ร้อยละ 12.5 หันไปใช้พลังงานหรือวิธีเดินทางอื่น และร้อยละ 1.1 ไม่ระบุ

เมื่อสอบถามว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณจำกัด คิดว่าควรช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบแบบใดมากที่สุด พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 47.3 ระบุว่าตรึงราคาน้ำมันให้ผู้ใช้ทุกคน รองลงมา ร้อยละ 30.1 อุดหนุนราคาบางส่วน และช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ขนส่ง เกษตร และผู้มีรายได้น้อย ตามมาด้วย ร้อยละ 20.8 ปล่อยให้แพงขึ้นตามกลไกตลาด แล้วช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ขนส่ง เกษตร และผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 1.8 ไม่ระบุคำตอบ

เมื่อสอบถามว่า ผลงานของรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาหลังจากเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 39.0 ระบุว่าแย่มาก รองลงมา ร้อยละ 33.1 ระบุว่าแย่ ตามมาด้วย ร้อยละ 21.1 ปานกลาง/พอใช้ ร้อยละ 6.5 ดี และร้อยละ 0.3 ดีมาก

เมื่อสอบถามว่า ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ลงคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด และถ้าเลือกตั้ง ส.ส.วันนี้ มีแนวโน้มจะลงคะแนนให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคใด พบว่า พรรคเพื่อไทย มีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.1 เป็นร้อยละ 31.0 พรรคประชาชน เพิ่มจากร้อยละ 24.6 เป็นร้อยละ 34.2 พรรคภูมิใจไทยลดลงจากร้อยละ 21.1 เป็นร้อยละ 12.0 พรรคเศรษฐกิจลดลงจากร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 4.0 พรรคประชาธิปัตย์ลดลงจากร้อยละ 2.8 เป็นร้อยละ 2.1 และพรรคอื่นๆ จากร้อยละ 14.2 เป็นร้อยละ 11.4 และมีผู้ไม่ประสงค์ตอบคาถามนี้ประมาณร้อยละ 5
ทั้งนี้ ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นในการพยากรณ์ 99% และคลาดเคลื่อนได้บวกลบ 4% ประกอบด้วยเพศชาย ร้อยละ 47.3 เพศหญิงร้อยละ 50.8 และอื่นๆ ร้อยละ 1.9
ด้านอายุ อายุ 18-24 ปี ร้อยละ 6.4 อายุ 25-30 ปี ร้อยละ 10.9 อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 20.3 อายุ 41-50 ปี ร้อยละ 21.2 อายุ 51-60 ปี ร้อยละ 18.8 และอายุ 61 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 22.4
ด้านระดับการศึกษา ประถมศึกษา/ต่ำกว่าร้อยละ 25.3 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 15.2 มัธยมศึกษาตอนปลาย/ระดับ ปวช. ร้อยละ 19.7 อนุปริญญา/ปวส./สูงกว่า ม.ปลาย ร้อยละ 13.6 ปริญญาตรี ร้อยละ 24.3 และสูงกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 2.1
ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ร้อยละ 40.0 รองลงมาผู้ใช้แรงงาน/ลูกจ้างสถานประกอบการ ร้อยละ 14.1 ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/งานอิสระ ร้อยละ 12.9 พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 11.4 งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.5 นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 3.9 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 5.3 และอื่นๆ ร้อยละ 3.8
ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายได้ไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 12.3 รายได้ระหว่าง 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 19.0 รายได้ระหว่าง 10,001-15,000 บาท ร้อยละ 19.1 รายได้ 15,001-20,000 บาท ร้อยละ 22.4 รายได้ 20,001-40,000 ร้อยละ 21.5 และรายได้มากกว่า 40,001 บาทขึ้นไปร้อยละ 5.7
7 317



