August 18,2026
เทศบาลนครโคราชเปิดเวทีถก "ห้ามให้อาหารสุนัข" ชาวชุมชนชี้มีป้ายปัญหาลด ร่วมหาทางออกอย่างรับผิดชอบ

ตามที่สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ 32 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ต้นปี 2569 มาถึงปัจจุบัน พบสัตว์ติดเชื้อรวม 30 ตัว มีผู้สัมผัสโรค 17 ราย (ถูกสุนัขกัด บาดแผลลึก 6 ราย และสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ 11 ราย) โดยเฉพาะในเขต 24 ตำบลในเขต อ.เมืองนครราชสีมา ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ชายอายุ 53 ปี ภูมิลำเนา ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง ถูกสุนัขเพศผู้อายุประมาณ 1-2 เดือน กัดบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยไม่ได้รับวัคซีน จึงทำให้เสียชีวิต

ต่อมาเทศบาลนครนครราชสีมา จึงดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคเชิงรุก เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในเขต 98 ชุมชน ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งลงพื้นที่ฉีดวัคซีนในสัตว์รอบจุดเกิดโรครัศมี 5 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งป้ายประกาศ “ห้ามให้อาหารสุนัขจรจัด” เนื่องจากแนวตะเข็บองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พบการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ต่อมาองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการรักสัตว์เลี้ยงรวมทั้งกลุ่มผู้ใจบุญไม่พอใจกับข้อความในป้ายที่ถูกติดไว้ตามเสาไฟฟ้าในชุมชนพื้นที่รับผิดชอบ 37.5 ตารางกิโลเมตร จึงโพสต์และแสดงความคิดเห็นในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ต้องการให้เทศบาลนครฯ เร่งปลดป้ายออกและข้อความส่วนใหญ่กล่าวเชิงลบ ในขณะที่บางรายตั้งคำถามถึงงบจัดทำป้าย โดยวิพากษ์วิจารณ์ไม่คุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนและเป็นการแก้ไขปัญหา “เอาง่ายเข้าว่า” แทนที่จะนำงบไปทำหมันสุนัขจรจัดหรือจัดหาวัคซีน ซึ่งเกิดประโยชน์ตรงจุดมากกว่า

ในขณะที่ชาวชุมชนในเขตเมืองตอบโต้เรื่องความสะอาดและสุขอนามัย กรณีให้อาหารตามที่สาธารณะ ทำให้เกิดเศษอาหารตกค้างรวมถึงสุนัขขับถ่ายเรี่ยราด อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค รวมทั้งมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะสุนัขจรจัดบางตัววิ่งไล่รถหรือคนบนท้องถนน ซึ่งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนสุนัขบ่อยครั้ง รวมถึงสุนัขกัด สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชุมชน นอกจากนี้ปัญหาสุนัขจรจัดยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงพื้นที่ หลังมีป้ายดังกล่าวปัญหากลับลดลงอย่างมีนัย

ล่าสุดวันนี้ (18 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครนครราชสีมา นายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรีฯ พร้อมด้วย ดร.ศิวะยุทธ สิงห์ปรุ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา (สสจ.นครราชสีมา) และนายสัตวแพทย์รัฐภูมิ เขียวสนาม นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดในเขตเมือง โดยมี นางปภาดา วงค์จันทร์สุ (ดร.กุ้ง) รองประธานองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์อาสารักษ์สัตว์ไทย นักเคลื่อนไหวและทำงานด้านการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ในฐานะเลขาธิการชมรมจิตอาสารักษ์สัตว์ ร่วมด้วย นางสาวปาริชาติ อยู่หมื่นไวย เจ้าของเพจ “แพรี่กู้ภัยหมาแมวโคราช” เครือข่ายจิตอาสารักษ์สัตว์ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากการให้อาหารสัตว์จรจัด ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ข้อขัดแย้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด มีการโต้เถียงกันหลายครั้ง โดยเฉพาะประเด็นข้อความในป้ายที่สื่อสาร เจ้าหน้าที่พยายามประคับประคองไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ป้องกันการใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสินความถูกผิด ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง จึงได้ข้อยุติเป็นที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย

นางปภาดา วงค์จันทร์สุ เปิดเผยว่า รู้สึกไม่สบายใจกับข้อความ “ให้อาหารเท่ากับผิดกฎหมาย” เนื่องจาก พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ เน้นการควบคุมเรื่องขยะสิ่งปฏิกูล ซึ่งผู้ให้อาหารสัตว์ส่วนหนึ่ง เมื่อให้อาหารเสร็จก็คอยเก็บทำความสะอาดเรียบร้อย ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่การสื่อสารกลับทำให้รู้สึกเหมือนให้อาหารสัตว์เป็นความผิดร้ายแรง ทั้งที่ปัญหาสุนัขจรจัดควรแก้ที่ต้นเหตุ เช่น เร่งฉีดวัคซีนและทำหมันเพื่อควบคุมประชากรสุนัขอย่างยั่งยืนมากกว่าการสั่งห้ามให้อาหาร
"ตนขอเสนอให้เปลี่ยนเป็น “ขอความร่วมมืองดให้อาหารสัตว์บริเวณนี้เฉพาะพื้นที่ที่มีเหตุจำเป็น เพื่อรักษาความสะอาดและป้องกันเหตุรำคาญ, โปรดให้อาหารในจุดที่กำหนดใส่อาหารในภาชนะเก็บภาชนะและเศษอาหารทันทีไม่กีดขวางทางสัญจร, การเทหรือทิ้งอาหารเศษอาหารหรือภาชนะลงบนที่หรือทางสาธารณะอาจมีความผิดตามกฎหมาย การให้อาหารสัตว์ไม่ได้เป็นความผิดทุกกรณี” นางปภาดา กล่าว

นางสาวปาริชาติ เจ้าของเพจ “แพรี่กู้ภัยหมาแมวโคราช”
ในขณะที่นางสาวปาริชาติ เจ้าของเพจ “แพรี่กู้ภัยหมาแมวโคราช” เปิดเผยว่า พวกเราเป็นกลุ่มจิตอาสาที่ดูแลสุนัขแมวในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้คอยให้อาหารอย่างเดียว ยังร่วมมือกับหน่วยงานราชการ ทั้งปศุสัตว์ และ อปท. ลงพื้นที่จัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อระดมทุนทำหมันและฉีดวัคซีน โดยมีภาคเอกชนให้การช่วยเหลือตามที่ร้องขอ ที่ผ่านมาเราไม่เคยทอดทิ้งและให้ร้ายหน่วยงานราชการ มีแต่ชื่นชมในสิ่งที่ทำอยู่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราอยากมาพูดคุย โดยมีส่วนร่วมกันและไม่ควรอ้างข้อกฎหมาย เพราะอาจให้สถานการณ์บานปลาย
“พวกเราไม่ได้หาแสงหรือหากินด้วยผลประโยชน์แอบแฝง ต้องการให้ปัญหาจบลงด้วยดี ซึ่งข้อความในป้ายต้องตรงไปตรงมา สื่อสารเรื่องข้อกฎหมายและการรักษาความสะอาด ต้องแยกกันออกมาให้ชัดเจน” นางสาวปาริชาติ กล่าวด้วยเสียงสะอื้น

ทางด้านผู้แทนชาวชุมชนในเขตเทศบาลนครฯ รวมทั้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการให้อาหารสัตว์จรจัด พากันแสดงความคิดเห็นตอบโต้ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดและสุขอนามัย เนื่องจากมีการให้อาหารตามพื้นที่สาธารณะ ทำให้มีเศษอาหารตกค้าง รวมถึงสุนัขขับถ่ายเรี่ยราดและอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะสุนัขจรจัดบางกลุ่มอาจวิ่งไล่รถหรือคนบนท้องถนน ซึ่งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนสุนัขบ่อยครั้ง รวมถึงสุนัขกัดสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชุมชน ส่วนเรื่องป้ายแจ้งเตือนส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาปัญหาสุนัขจรจัดยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงพื้นที่ให้อาหารสัตว์ แต่เมื่อมีป้ายปัญหากลับลดลงอย่างมีนัย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนและครอบคลุมมากกว่านี้ ทางชุมชนไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา แต่ต้องมีการแก้ไขกันอย่างเป็นรูปธรรม

นายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรีนครฯ
ด้านนายไกรสีห์ หล่อธราประเสริฐ รองนายกเทศมนตรีนครฯ กล่าวว่า การจัดการประชากรสุนัขในชุมชน ล่าสุด 15,476 ตัว ไม่มีเจ้าของ 1,103 ตัว แยกเป็นสุนัข 1,056 ตัว แมว 474 ตัว เราเน้นทำงานร่วมกันระหว่างเทศบาลฯ และจิตอาสา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมฉีดวัคซีนและควบคุมประชากรสุนัขให้เป็นไปตามเป้าหมาย ความขัดแย้งครั้งนี้ถือว่าเป็นการใช้วิกฤตเป็นโอกาส จึงได้สร้างความตระหนักในเรื่องปัญหานำสัตว์เลี้ยงมาปล่อยทิ้ง การใช้อาหารสัตว์ต้องคำนึงถึงสุขอนามัย ส่วนเทศบาลนครฯ จะปรับเปลี่ยนข้อความในป้ายและกำหนดจุดติดตั้งป้ายให้เหมาะสม เพื่อลดความขัดแย้งและให้สังคมสงบสุข

ทั้งนี้ หลังการประชุม เทศบาลนครนครราชสีมา ได้เผยแพร่ข้อสรุปลงในเพจ "ประชาสัมพันธ์เทศบาลนครนครราชสีมา" โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ป้ายยังคงมีความจำเป็น แต่ปรับข้อความเพื่อสร้างความตระหนักรู้
ที่ประชุมเห็นควรให้ยังคงมีป้ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ที่ประสบปัญหา แต่ให้ปรับข้อความและรูปแบบการสื่อสารให้เหมาะสม เน้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงการให้อาหารสัตว์อย่างรับผิดชอบ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและผู้ใช้พื้นที่สาธารณะ
2. กำหนด “จุดให้อาหารสัตว์” ด้วยข้อตกลงร่วมกัน
ที่ประชุมเห็นชอบให้ ชมรมจิตอาสารักสัตว์ ชุมชน และเทศบาล ร่วมกันสำรวจและกำหนดจุดให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม โดยต้องจัดทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้การให้อาหารเป็นระบบ สามารถบริหารจัดการและดูแลความสะอาดได้ และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยรอบ

3. กำหนดกติกาการให้อาหารและผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน
จุดให้อาหารแต่ละแห่งจะต้องมีข้อปฏิบัติร่วมกัน เช่น ช่วงเวลาให้อาหาร การเก็บอาหารและภาชนะหลังให้อาหาร การรักษาความสะอาด รวมถึงการกำหนดผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ โดยที่ประชุมมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากมีการให้อาหารนอกจุดที่กำหนดและก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือผลกระทบ เทศบาลสามารถดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้
4. เพิ่มป้ายสร้างความตระหนัก “ห้ามนำสัตว์มาปล่อย”
ที่ประชุมเห็นควรให้จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการห้ามนำสัตว์มาปล่อยหรือทอดทิ้งในพื้นที่สาธารณะ พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายและบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรับผิดชอบของเจ้าของสัตว์และป้องกันการเพิ่มจำนวนสัตว์จรจัดจากต้นเหตุ

5. ดึงจิตอาสารักสัตว์ร่วมทุกกิจกรรม แก้ปัญหาไปด้วยกัน
ที่ประชุมมีข้อตกลงให้ชมรมและเครือข่ายจิตอาสารักสัตว์เข้ามาเป็นภาคีร่วมดำเนินงานกับเทศบาล ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัตว์จรจัด ทั้งการสำรวจและดูแลจุดให้อาหาร การนำสัตว์เข้าสู่กระบวนการทำหมัน การฉีดวัคซีน ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมการทำงานระหว่างเทศบาล หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และภาคประชาชนให้เป็นระบบเดียวกัน
โดยเทศบาลนครนครราชสีมายืนยันว่า การดำเนินงานมีเป้าหมายสำคัญคือ แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่กับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ ไม่มองว่ากลุ่มผู้รักสัตว์และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน แต่ดึงทุกฝ่ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา

จากนี้ เทศบาลจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านปศุสัตว์ สาธารณสุข ชุมชน และเครือข่ายจิตอาสารักสัตว์ เดินหน้าทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ ตั้งแต่การกำหนดจุดให้อาหาร วางกติกาและผู้รับผิดชอบ ทำหมัน ฉีดวัคซีน ป้องกันการนำสัตว์มาปล่อย ตลอดทั้งบังคับใช้ระเบียบและกฎหมายเมื่อมีการฝ่าฝืน เพื่อให้การจัดการปัญหาสุนัขจรจัดเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
เป้าหมายของเทศบาล คือ ให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ทั้งประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและกลุ่มผู้รักสัตว์ ภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน พร้อมดูแลทั้งความปลอดภัยของประชาชนและสวัสดิภาพสัตว์อย่างเหมาะสมและยั่งยืน





14 147



