April 07,2018
พิมาย (จบ)

เอกสารทางราชการและงานเขียนทางวิชาการ
๑. “พิมาย” ในอดีตเป็นดินแดนที่อยู่ของชุมชนพื้นเมืองก่อนประวัติศาสตร์มาไม่น้อยกว่า ๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เขมรหรือเจนละยึดครองอาณาจักรฟูนันที่เคยครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชาได้ เขมรได้ขยายอำนาจไปยังแถบลุ่มแม่น้ำมูล ชุมชนพิมายก็ได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมตลอดจนการนับถือศาสนาอย่างเขมร และมีการสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่อยู่กลางชุมชนเมือง ชื่อ “พิมาย” น่าจะมาจากคำว่า “วิมาย หรือ วิมายปุระ” ที่ปรากฏในศิลาจารึกภาษาเขมรบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาท ต่อมากลายเสียงเป็น “พิมาย” จากหลักฐานศิลาจารึกและสถาปัตยกรรมสันนิษฐานว่า ปราสาทพิมายสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ หรือประมาณ ปี พ.ศ.๑๖๕๐ (ขณะนั้นยังไม่มีราชอาณาจักรสยามหรือประเทศไทย) เพื่อใช้เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้ก่อสร้างเพิ่มเติมดัดแปลงให้เป็นสถานที่ทางศาสนาพุทธ (นิกายมหายาน) โดยสร้างปราสาทขึ้นอีก ๒ องค์ในบริเวณปราสาทพิมายคือ ปรางค์พรหมทัตและปรางค์หินแดง ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นี้เป็นผู้สร้างเมืองพระนครหรือนครธม (ศรียโศธรปุระ) (ขรรค์ชัย บุญปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๘ : ๑๒๖ ; ลักษมณ์ บุญเรือง ๒๕๔๗ : ๔๕) และทรงวางรากฐานการก่อสร้างปราสาทนครวัด ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ ของโลก นักวิชาการด้านโบราณคดีมีความเห็นว่า รูปแบบของปราสาทพิมาย โดยเฉพาะลักษณะของหลังคาปราสาทของปรางค์ประธาน เป็นต้นแบบในการก่อสร้างปราสาทนครวัดและมีอิทธิพลต่อศิลปกรรมอีกทั้งคติทางศาสนาในกัมพูชา (ขรรค์ชัย บุญปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๘ : ๑๒๗; ลักษมณ์ บุญเรือง ๒๕๔๗ : ๔๕)
ในอีกหลักฐานหนึ่งเป็นประติมากรรมที่ประดิษฐานอยู่ ณ ปรางค์ใหญ่องค์ประธาน ที่เรียกว่า “กมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย” ซึ่งไตรโลกยวิชัยเป็นชื่อเสนาบดีแห่งกมรเตงชคตพิมายฯ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองครองพิมายในขณะนั้น (กรมศิลปากร. ๒๕๓๑ : ๑๗-๒๐) นอกจากนี้คำว่า “วิมายปุระ” ยังตรงกับจารึกปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชา ซึ่งเข้าใจว่า น่าจะอยู่ในภาคอีสาน (ขรรค์ชัย บุญปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๘ : ๑๒๘)
หมายเหตุ...คำว่า “ปุระ” ในภาษาเขมรโบราณ แปลว่า “เมือง” และยังใช้เรียกเทวสถานอีกด้วย (ขรรค์ชัย บุญปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๘ : ๑๕๘)
๒. เมืองพิมายอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า “มูลเทศะ” มีเมืองสำคัญ คือ “ภีมปุระ” ซึ่งต่อมาก็คือ “วิมายปุระ” หรือ “เมืองพิมาย” ซึ่งมูลเทศะเป็นที่ตั้งของรัฐมหิธรปุระ (Mahidra pura) และเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์มหิธรปุระ (สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๔๙ : ๓๒๘) ในอีกหลักฐานหนึ่งกล่าวว่า เมืองพิมายปรากฏชื่ออยู่ในจารึกของเขมรมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอิศานวรมันที่ ๑ ว่า ภีมปุระ (Bhimapura) (ลักษมณ์ บุญเรือง ๒๕๔๗ : ๔๔) และปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์ ๕๖ กล่าวว่า “จากเมืองหลวงไปยังเมืองวิมายมีที่พักพร้อมด้วยไฟ ๑๗ แห่ง” และมีรูปฉลององค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และพระชายาอยู่ที่ปราสาทพิมายด้วยจารึกปราสาทพิมาย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ๒๕๖๐) อีกทั้งในจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ยังกล่าวถึงเมืองพิมายในฐานะที่เป็นเมืองปลายทางของเส้นทางหลักสายหนึ่งในจำนวน ๖ เส้นทางจากเมืองพระนคร (Facebook ๒๕๕๔).

จารึกปราสาทพิมาย
นักวิชาการด้านโบราณคดีมีความเห็นว่า ในจารึกปราสาทหินพิมาย ๒ กล่าวถึงเรื่องราวปราสาทพิมายซึ่งคงจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ โดยปามังติเอร์ (H.Parmentier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่ารูปแบบศิลปะของซุ้มและมุขหน้าปราสาทประธาน น่าจะเป็นฝีมือช่างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ซึ่งเทียบได้กับศิลปะที่ปราสาทวัดเอกและวัดบาเสตในเมืองพระตะบองซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลนี้ อนึ่งในจารึกปราสาทพิมาย ๓ ซึ่งเป็นจารึกที่ติดกับศาสนสถานได้กล่าวถึง “...กมรเตงอัญศรีวิเรนทราธิบดีวรมะเมืองโฉกวะกุลสถาปนากมรเตงชคตเสนาบดีไตรโลกยวิชัย ซึ่งเป็นเสนาบดีแห่งกมรเตงชคต-วิมายะฯ...” ได้แสดงให้เห็นว่า ต้องมีศาสนสถานปราสาทพิมายอยู่แล้ว เพราะมีรูปเคารพกมรเตงชคตวิมายะ ซึ่งเป็นประธานของปราสาทพิมาย โดยนักวิชาการแสดงความเห็นว่ากมรเตงอัญศรีวิเรนทราธิบดีวรมะนั้นน่าจะหมายถึง เจ้าเมืองหรือขุนนางของพระเจ้าธรณีนทรวรมันที่ ๑ ที่ครองเมืองพิมายอยู่ในขณะนั้น เพราะชื่อ ศรีวิเรนทราธิบดีวรมะเป็นชื่อตามปราสาทพิมายที่ปรากฏในจารึก คือ ศรีวิเรนทราศรม ซึ่งหมายถึง อาศรมของศรีวิเรนทราธิบดี และไซเดนฟาเดน (E. Seidenfaden) ได้แสดงความเห็นว่า กมรเตงอัญศรีวิเรนทราธิบดีวรมะ ต่อมาได้เป็นพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒
จากจารึกทั้งสองหลักพอจะสันนิษฐานได้ว่า ปราสาทพิมายคงจะสร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ.๑๖๕๑ (ค.ศ.๑๑๐๘) ซึ่งกรอสลิเย่ (Bernard Philippe Groslier) กล่าวว่า คงเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๖ (พ.ศ.๑๖๒๓–๑๖๕๐/ค.ศ.๑๐๘๐–๑๑๐๗) เนื่องจากเมืองพิมายเป็นราชธานีของพระองค์มาก่อน โดยพระองค์โปรดให้สร้างปราสาทพิมายขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่บรรพบุรุษในราชวงศ์มหิธรปุระ พุทธศาสนาที่ปราสาทพิมาย (Facebook ๒๕๕๔; วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ๒๕๖๑)
๓. สำหรับสุจิตต์ วงษ์เทศ (๒๕๖๑) กล่าวว่า ปราสาทพิมายตั้งอยู่ที่เมืองพิมาย ปัจจุบันคืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ราว พ.ศ.๑๖๐๐ ประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว กษัตริย์เมืองพิมายในสมัยนั้นซึ่งเลื่อมใสพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ได้สร้างพุทธสถาน (วัด) คือปราสาทพิมายขึ้น จากหลักฐานทางโบราณคดีบริเวณเมืองพิมายซึ่งเป็นศูนย์กลางนี้คือดินแดนที่เรียกว่า “มูลเทศะ” มีเมืองสำคัญเรียกว่า “ภีมปุระ” ซึ่งต่อมาก็คือวิมายปุระหรือเมืองพิมายนั่นเอง (ขรรค์ชัย บุญปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ๒๕๕๘ : ๑๒๔)
๔. ลักษมณ์ บุญเรือง (๒๕๔๗ : ๔๕) ให้ความเห็นว่า ชื่อเมืองพิมายนี้อาจตรงกับชื่อเมือง “ฝูใหม่ (Piou-Mai)” ซึ่งจิวตากวนหรือโจวตากวน ชาวจีนได้เดินทางเมื่อปี พ.ศ.๑๘๓๕ เห็นว่า เป็นแคว้นสำคัญแคว้นหนึ่งของเมืองพระนครก็ได้
กระบวนการที่พยายามจะหาคำตอบชื่อบ้านนามเมืองพิมายนี้ มีทั้งใช้โครงเรื่องจากตำนานหรือนิทานจินตนาการแต่งเติมให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของนักโบราณคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ แต่เมื่อเกิดข้อขัดแย้งไม่ตรงกันขึ้นจำเป็นต้องใช้หลักในการวิเคราะห์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าที่มาของชื่อเมืองพิมายที่น่าเชื่อถือเพราะมีหลักฐานว่า “พิมาย” มาจากคำว่า “วิมายปุระ” จากจารึกเป็นภาษาเขมรบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาทพิมาย มิใช่มาจากคำว่า “พี่มา” ในตำนานนิทานปาจิต-อรพิมแต่อย่างใด

แผนที่กำหนดเขตโบราณสถานเมืองพิมาย เพื่อเตรียมเสนอเป็นมรดกโลก
ประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้มีการเสนอให้อุทยานประวัติศาสตร์พิมายและโบราณสถานโดยรอบ ได้แก่ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ เป็นมรดกโลก แต่ต้องชะลอไว้ก่อนเนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในปี พ.ศ.๒๕๕๔ แต่ประชาชนและส่วนราชการในอำเภอพิมายรวมถึงผู้แทนสำนักงานคณะกรรมมรดกโลก (ฝ่ายไทย) ก็มิได้ลดละความพยายาม และได้เดินเรื่องต่อเพื่อผลักดันให้อุทยานประวัติศาสตร์พิมายเป็นมรดกโลกอีกครั้ง และในขณะเดียวกันกรมศิลปากรได้เตรียมการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบเพื่อให้มีความเหมาะสมทางกายภาพตามหลักเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO)
หากอุทยานประวัติศาสตร์พิมายได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ย่อมนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของคนเมืองพิมาย และโคราช รวมไปถึงคนไทยด้วย
ดร.เมตต์ เมตต์การุณ์จิต
นสพ.โคราชคนอีสาน ปีที่ ๔๓ ฉบับที่ ๒๔๙๖ วันศุกร์ที่ ๖ - วันอาทิตย์ที่ ๑๕ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
285 3,384



