May 08,2019
‘เรือนมณี’ อาหารไทย ๔ ภาค สุขีกับห้วงเวลาแห่งความสุข

“เรือนมณี” ร้านอาหารไทย ๔ ภาค เป็นบ้านไม้ดูเก่าแก่ ตั้งอยู่ท่ามกลางใจเมืองโคราช พร้อมส่งมอบเรื่องราวความอบอุ่นบนโต๊ะอาหาร ให้ทุกคนนึกย้อนวัยเด็ก ที่มักจะพร้อมหน้าพร้อมตารับประทานอาหารฝีมือคุณแม่ “เรือนมณี” เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของ “คุณหนุ่ม” พศุตธา แก้วจำลอง ที่ผันตัวเองจากผู้กำกับมาเป็นเจ้าของร้านอาหาร โดยมี “คุณตั้งโอ๋” กรรณิการ์ พุทธาสุตคุณ คอยช่วยเหลือเคียงข้างไม่ห่างกาย

• ‘เรือนมณี’ นามนี้มีที่มา
ชื่อแบบไทยๆ อย่าง “เรือนมณี” มีที่มาอย่างไรนั้น “คุณหนุ่ม” บอกเล่าถึงที่มาว่า “ผมกับแฟนอยากให้โคราชมีร้านอาหารไทย ๔ ภาค จึงหาทำเลในการทำงานจนมาเจอที่นี่ ซึ่งเจ้าของเดิมคือ น.ท.มณี อรุณสวัสดิ์ ด้วยเหตุนี้จึงตั้งชื่อร้านว่า ‘เรือนมณี’ ทำเลของร้านถือว่าร่มรื่นมาก ซึ่งชอบที่สุดคือต้นมะขามสูง อายุกว่า ๑๐๐ ปี จึงคิดว่าที่นี่แหละ เหมาะสมที่จะมีบ้านไม้ บ้านอบอุ่นที่จะเป็นที่ตั้งของร้านอาหารไทย ๔ ภาค จึงเริ่มเขียนแบบมาเป็นบ้านลักษณะสองชั้นโบราณ ให้ความรู้สึกนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก หรือว่ารุ่นของผู้ใหญ่อายุ ๗๐-๘๐ ปีไปแล้ว เหมาะกับคอนเซ็ปต์ที่จะเป็นอาหารไทย ๔ ภาค

• กลับบ้านมากินข้าว
คุณหนุ่มไม่อยากให้เรียกที่นี่ว่าร้าน แต่อยากให้เรียกว่า ‘บ้าน’ ที่ทุกคนสามารถชวนเพื่อน และครอบครัวมากินข้าว หรือจะเรียกว่า มากินข้าวที่บ้านพี่หนุ่ม-พี่โอ๋ เหมือนต้อนรับเพื่อนบ้าน ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่น้องเพื่อนฝูง ให้เหมือนมาเที่ยว มาทานอาหารที่บ้านตัวเอง โดยอาหารชุดต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นมา ทำให้ผู้ใหญ่บางคนคิดถึงตอนที่ยังเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นรสชาติหรือว่าการตกแต่งจาน ให้อารมณ์เหมือนมากินข้าวฝีมือคุณแม่ อยากให้เป็นคอนเซ็ปต์แบบนั้น ไม่อยากให้รู้สึกเหมือนมาร้านอาหาร
• บ้านหลังนี้มีความทรงจำ
อย่างที่คุณหนุ่มบอก อยากให้เป็นบ้านไทยสมัยก่อน ซึ่งไม่ใช่เรือนไทย โดยบ้านไทยหาได้ตามเชียงคาน หรือในเมืองและจังหวัดเก่าๆ ลักษณะเหมือนเป็นบ้านไม้ทั่วไป หรือบ้านอายุ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้ว ให้ความรู้สึกอบอุ่น ที่สำคัญในร้านติดรูปเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ตั้งแต่พระองค์ท่านยังทรงเยาว์วัย อยากให้คนที่มาร้านรู้สึกนึกถึงความทรงจำดีๆ เอาไว้
• รังสรรค์อาหารด้วยหัวใจ
สิ่งที่ ‘เรือนมณี’ มีดีไม่แพ้กับสไตล์การตกแต่งร้านก็ต้องอาหารที่น่ารับประทานซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยหัวใจ เมนูของร้านจะจัดเป็นเซ็ตเหมาะสำหรับการกินแบบแชร์สไตล์ไทย แนะนำให้เรียกน้ำย่อยตั้งแต่เซ็ตเล็ก สำหรับ ๑ คน ราคา ๑๒๙ บาท มีอาหาร ๓ อย่าง พร้อมข้าว ๑ จาน จะเลือกเป็นข้าวสวยหรือข้าวเหนียวก็ได้ ในเซ็ตมีอาหารไทยทั้งหมด ๔ ภาค สามารถคละภาคได้ เช่น อาหารเหนือ ๑ อย่าง อาหารใต้ ๑ อย่าง และอาหารอีสาน ๑ อย่าง ตามที่ชอบ เซ็ตถัดมาจะเป็นเซ็ตกลาง สามารถทานได้ ๔ คน ราคา ๓๗๙ บาท อาหารเลือกได้ ๕ อย่าง พร้อมข้าวสวยหรือข้าวเหนียว ๔ จาน สามารถคละภาคได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าอยากทานอาหารภาคไหน เหมาะสำหรับมากับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว เพราะสามารถรับประทานอาหารได้หลายภาคและแชร์กันได้

• อาหาร ๔ ภาคที่ห้ามพลาด
ทุกเมนูล้วนถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถัน คุณหนุ่มบอกว่า เมนูที่ต้องสั่งเลย คือ แกงคั่วหอยขม รสชาติเข้มข้ม หอยตัวใหญ่ อร่อยกลมกล่อม เป็นสูตรที่ร้านคิดขึ้น ต่อกันที่ หมูกรอบพริกเกลือ ทางร้านทอดหมูกรอบได้กรอบและนุ่ม เอามาผัดพริกเกลือชูรสชาติให้กลมกล่อมและหอมขึ้นไปอีก ต่อกันที่เมนู ปลากะพงสองใจ ปลากะพงหนึ่งตัวทำได้สองอย่าง ฟากหนึ่งจะเป็นฉู่ฉี่ปลา ทอดกระเทียม หรือจะเลือกเป็นปลาลุยสวนหรือทอดน้ำปลาก็ได้ รสชาติของปลาทอดกระเทียมบอกเลยว่า มาแล้วต้องสั่ง กัดไปคำแรกรสชาติละมุนหวานเนื้อปลา ตามมาติดๆ กับเมนู ใบเหลียงผัดไข่ อาหารไทยสไตล์ปักษ์ใต้ เมนูผัดผักเคี้ยวมันๆ เค็มๆ ถ้าได้กินกับน้ำพริกกะปิของทางร้านบอกเลย “อร่อยเลิศ” ไปต่อกันที่ ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน กุ้งและปลาหมึกชิ้นใหญ่เสิร์ฟมาในลูกมะพร้าว พร้อมเนื้อมะพร้าวอ่อนให้รสหวานตัดกับเครื่องแกงสูตรเข้มข้นเข้ากันเป็นอย่างดี อร่อยนุ่มลิ้นทุกคำ ทุกเมนูที่ปรุงขึ้นในขอบรั้วอาหาร ใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงจากทั่วภูมิภาคในประเทศไทย ทางร้านสั่งใบเหลียงจากจังหวัดระนอง อาหารที่เป็นของใต้จะใช้วัตถุดิบที่มาจากใต้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพริกแกงหรือสะตอ เพราะอยากให้คนโคราชได้ชิมของแท้ๆ ถ้ารสเผ็ด ก็ต้องเผ็ดตามแบบฉบับรสชาติอาหารใต้ ส่วนอาหารเหนืออย่างเครื่องเทศของภาคเหนือ ก็สั่งจากภาคเหนือโดยตรงคือเชียงราย และเมนูที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งอย่างของที่นี่คือ น้ำพริกปลาทูดิป (Dip) ที่นี่มีน้ำพริกปลาทูที่เนื้อฟูๆ ให้เน้นๆ ดิปก็คือการจิ้มขึ้นมารับประทาน และอีกเมนูคือ ปลาร้าผัด รสชาติสุดแซ่บ อร่อยเข้มข้นสไตล์อีสาน
สำหรับเครื่องดื่ม ‘เรือนมณี’ มีน้ำสมุนไพร กระเจี๊ยบ มะตูม เก๊กฮวย และอัญชันมะนาว ดับร้อนคลายร้อน หรือช่วยส่งรสชาติอาหารให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ไม่ควรพลาดสำหรับของหวาน จัดเป็นเซ็ตคือ ไอศกรีมกะทิทรงเครื่อง เลือกขนมได้ ๔ อย่างต่อชุด ไม่ว่าจะเป็น ทับทิมกรอบ วุ้นมะพร้าว ถั่วคั่ว สับปะรด ลอดช่อง พร้อมเสิร์ฟในชุดละ ๕๙ บาท
• วางแผนอนาคตด้วยอดีต
แม้ว่าปัจจุบัน “เรือนมณี” ได้การตอบรับจากคนโคราชอย่างดี แต่ในอนาคตก็ต้องมีเรื่องให้คิด โดย “คุณหนุ่ม” เล่าว่า เราต้องตั้งมาตรฐานในการทำร้านคือ มีเป้าหมายในการทำอาหารไทยสี่ภาคให้คนโคราชได้กินอาหารที่ดีที่สุด พิถีพิถันมากที่สุด ให้รู้สึกว่ามาบ้าน ต่อไปคืออยากให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านทรงเสด็จมาที่ร้าน เป้าหมายของพี่บอกเลยจริงๆ ว่าสูง แต่คิดว่าศักยภาพสามารถทำได้เรามีช่องทางที่สามารถทำให้พระองค์เสด็จได้ เพราฉะนั้นต้องสร้างมาตรฐานให้ได้ ต้องอร่อยจริง ต้องสะอาดจริง เครื่องต้องถึงจริง มีเป้าหมายที่อยากให้พระองค์ท่านเสด็จมาที่ร้านเราให้ได้ และด้วยอากาศบ้านเราร้อนมาก ซึ่งในตอนแรกร้านเรายังไม่ทำฝ้า เพราะอยากให้อากาศโปร่งโล่งสบาย แต่โคราชร้อนมากจึงจะต่อเติมฝ้า และขยายร้านในส่วนของข้างหลังร้าน ให้กลางวันนั่งได้ มีไอน้ำพัดข้างบน ส่วนเรือนเล็กฝั่งข้างหลังสุด จะทำเป็นห้องแอร์ VIP เพื่อรองรับแขกผู้ใหญ่ หน้าร้านรอต้นไม้ที่เป็นไม้เลื้อยโตเต็มที่ ให้อารมณ์เหมือนบ้านสมัยก่อน เหมือนในละครเรื่อง วนาลี หรือละครเก่าๆ ที่จะมีต้นไม้ที่ย้อยลงมาข้างหน้าบ้าน

• เปิดใจรับอาหารไทย
“คุณหนุ่ม” บอกว่า อยากให้ทุกคนลองเปิดใจ มาชิมอาหารไทยสี่ภาคที่ร้านของเรารังสรรค์ด้วยหัวใจขึ้นมา ด้วยคอนเซ็ปต์ของร้านอาหารไทยมีอะไรมากกว่าที่คิด อยากให้ทุกคนที่มาแล้วรู้สึกว่า เหมือนได้กินข้าวอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ด้วยรสฝีมือแม่ ประกอบกับบ้านไม้เก่าที่ให้ความอบอุ่น เหมือนย้อนความทรงจำวัยเยาว์
• อาหารไทยอร่อย...ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ต้องบอกว่า “อาหารไทย...ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ” ด้วยเอกลักษณ์ด้านรสชาติ เผ็ด หวาน เค็ม เปรี้ยว ที่นำมาปรุงรสสักนิดก็ลงตัวอย่างน่าตกใจ ทำให้เกิดความหลากหลายในอาหาร ตามพื้นที่ที่อยู่อาศัยของคนไทย เมื่อต่างชาติมาเห็นก็ต้องตกตะลึงกับความอัศจรรย์ของอาหารไทย บางคนถึงขั้นหลงใหลในรสชาติ สำหรับใครที่กำลังมองหาอาหารไทย ต้องไม่ห้ามพลาด “เรือนมณี” พร้อมรับกลิ่นอายของบ้านไม้เก่าแก่ ชินรสอาหารไทย ๔ ภาค ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว สามารถเข้ามาลองมาชิมกันได้เลย ร้านตั้งอยู่ริมถนนอัษฎางค์ เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา ๑๑.๐๐-๒๒.๐๐ น. โทรศัพท์ ๐๙๓-๕๔๓๖๒๔๙
ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๒๕๗๐ วันจันทร์ที่ ๖ - วันศุกร์ที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
874 2,461



