March 02,2026
ทายาทฌาปนกิจด่านขุนทดบุกยื่นหนังสือผู้ว่าฯ โคราช ชี้จนท.รัฐละเว้นหน้าที่ทำเงินหาย 4 ล.

วันนี้ (2 มีนาคม 2569) ที่ห้องประชุมมูลนิธิท้าวสุรนารี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา ตัวแทนประชาชนและทายาทผู้เสียชีวิตที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินกิจการของ "สมาคมฌาปนกิจลงเคราะห์ประจำท้องที่องค์การบริหารส่วนตำบลดำนขุนทด" จำนวนกว่า 1,300 ครอบครัว พร้อมด้วยนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม และทนายต้น-นายเจษฎา พิทยาภรณ์ ทนายความและอดีตส.อบจ.นครราชสีมา อำเภอด่านขุนทด เข้ายื่นหนังสือกรณีการทุจริตของคณะกรรมการสมาคมฯ และความหละหลวมในการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับท้องถิ่น เป็นเหตุให้สมาคมฯ ต้องถูกนายทะเบียนกลางสั่งเลิกกิจการ ทิ้งภาระหนี้สินค้างจ่ายเงินค่าจัดการศพสูงถึง 4,100,000 บาท และมีเงินสมทบของสมาชิกถูกยักยอกไปไม่นำเข้าระบบอีกกว่า 1,900,000 บาท โดยนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มอบหมายให้ นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ารับหนังสือร้องเรียนและร่วมรับฟังปัญหาข้อเดือดร้อนในครั้งนี้

นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม
นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารทางบัญชีกลุ่มผู้เสียหายพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการทุจริตและการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานรัฐอย่างชัดแจ้ง ดังนี้
1.ความบกพร่องและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนท้องที่ ตามรายงานผลการตรวจสอบข้อพิรุธ(ข้อที่ 2) ระบุอย่างชัดเจนว่า นายทะเบียนในพื้นที่ไม่ได้เซ็นรับรองงบของสมาคมฯ ซึ่งตาม พ.ร.บ.การฌาปกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 นายก อบต.ด่านขุนทด ในฐานะนายทะเบียนท้องที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและรับรองงบดุลประจำปี การปล่อยปละละเลยไม่บังคับใช้กฎหมายมาอย่างยาวนาน ถือเป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการสมาคมฯ ทำการทุจริตยักยอกเงินได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
2. พฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินและการฉ้อโกงประชาชน อ้างถึงรายงานการตรวจสอบ (ข้อที่ 22) พบว่า ภายหลังจากที่ประชุมใหญ่ได้มีมติให้เลิกสมาคมฯ ในเดือนสิงหาคม และตุลาคม 2567 ปรากฎข้อเท็จจริงว่า ยังมีการทยอยเบิกเงินออกจากทุกบัญชีของสมาคมอย่างต่อเนื่อง เหลือแค่หลักพัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตซ่อนเร้นเพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหลบหนี นอกจากนี้ ยังพบการนำชื่อบุคคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาทมาสวมสิทธิ์รับเงิน (ข้อ 7) ซึ่งมีลักษณะเป็นขบวนการฉ้อโกง
3. ความล่าช้าและเพิกเฉยของระบบราชการในการชำระบัญชี แม้สมาคมฯ จะถูกสั่งเลิกกิจการ แต่การชำระบัญชีกลับหยุดชะงัก โดย อบต.ด่านขุนทด อ้างว่าไม่สามารถหาผู้ชำระบัญชีได้ ทั้งที่อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้มีหนังสือตอบข้อหารือ (อ้างถึงลำดับที่ 3) ชี้แนะแนวทางปฏิบัติไว้ชัดเจนแล้วว่า นายทะเบียนมีอำนาจจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากคณะกรรมการสมาคมฯ ได้ แต่หน่วยงานท้องถิ่นกลับมีพฤติการณ์เตะถ่วงเวลา ส่งผลให้ทายาทผู้เสียชีวิตไม่ได้รับการเยียวยา

ทนายต้น-นายเจษฎา พิทยาภรณ์ ทนายความและอดีตส.อบจ.นครราชสีมา อำเภอด่านขุนทด
กลุ่มผู้เสียหายจึงขอเรียกร้องให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดในระดับภูมิภาค ใช้อำนาจสั่งการดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วนข้อ ดังนี้
1. ขอให้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 ต่อนายทะเบียนประจำท้องที่ (นายก อบต.ด่านขุนทด) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ละเว้นการตรวจสอบงบดุลและปล่อยปละละเลย ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเพื่อเป็นการป้องปรามมิให้เกิดความสูญเสียในลักษณะเดียวกันนี้กับประชาชนในพื้นที่อื่น ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา อาศัยอำนาจในฐานะผู้กำกำกับดูแลการบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีคำสั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีและประเมินสถานะทางการเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ทุกแห่งแบบปูพรมครอบคลุมทั้งจังหวัดนครราชสีมาโดยเร่งด่วน
2. ขอให้จังหวัดประสานงานอย่างเป็นทางการไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดทรัพย์สินของสมาคมฯ ตลอดทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีสมาคมฯ ในช่วงที่กำลังจะปิดกิจการ

3. ให้พิจารณานำหลักการตาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บังคับใช้ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดต้องร่วมรับผิดชอบและจัดหางบประมาณมาจ่ายค่าสินไหมเยียวยาหนี้ค้างจ่ายค่าจัดการศพจำนวน 4,100,000 บาท แก่ทายาทผู้เสียชีวิต เนื่องจากความเสียหายเกิดวามประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่กำกับดูแล
ทั้งนี้ หลังจากประชุม นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริงและนำมารายงานต่อตนเองและตัวแทนชาวบ้าน ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด

ที่มาข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา
18 403



