21stMay

21stMay

21stMay

 

May 21,2026

เอกชนขอให้ "อจร.-ตำรวจ" ทบทวน "นครโคราช มิตรภาพไม่มีไฟแดง" รอเปิดใช้อุโมงค์แล้วค่อยปรับตามจริง เพื่อความปลอดภัย-ลดผลกระทบวิถีชุมชน

 

ตามที่จังหวัดนครราชสีมาได้จัดประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดนครราชสีมา ครั้งที่ ๒/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ ณ ห้องประชุมหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ชั้น ๓ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา และมีมติเห็นชอบสนับสนุนให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาจัดทำโครงการ "นครโคราช มิตรภาพไม่มีไฟแดง" โดยการปิดสัญญาณจราจรบนทางหลวงหมายเลข ๒ (ถนนมิตรภาพ) บริเวณหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมาถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครราชสีมา แห่งที่ ๒ (บขส.ใหม่) โดยให้เริ่มดำเนินการควบคู่กับการเปิดใช้งานอุโมงค์ทางลอดบริเวณแยกนครราชสีมาและแยกประโดก โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้านการจราจร รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่นั้น

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ มีหนังสือลงนามโดยนายคณัสชนม์ ศรีเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาให้รับผิดชอบและเข้าร่วมประชุมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (อจร.) จังหวัดนครราชสีมา ถึงคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (อจร.) จังหวัดนครราชสีมา กรณีที่บริษัท ธนพล เอ็นเนอจี จำกัด ทำหนังสือลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดนครรราชสีมา และมีสำเนาส่งถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ลงนามโดยนายภพ ไตรบัญญัติกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพล เอ็นเนอจี จำกัด (ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ปตท.) ริมถนนมิตรภาพ เมืองนครราชสีมา

โดยหนังสือทำขึ้นมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการ "นครโคราช มิตรภาพไม่มีไฟแดง" เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 

ในนามของ บริษัท ธนพล เอ็นเนอจี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจท้องถิ่นและมีวิถีชีวิตใช้เส้นทางในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นประจำ ขอเรียนว่าทางเราเห็นด้วยกับวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการแก่ไขปัญหาการจราจรติดขัด อย่างไรก็ตาม จากการประเมินรูปแบบการจัดตั้งจุดกลับรถ ปิดจุดตัด และยกเลิกสัญญาณไฟจราจรตามที่นำเสนอนั้น ทางเรามีความกังวลอย่างยิ่งว่าอาจสร้างผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของมติที่ประชุมที่ระบอย่างชัดเจนว่า "ให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้านการจราจร รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่" จึงขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณาทบทวนมาตรการ ดังประเด็นต่อไปนี้

๑.ขอเสนอให้ปรับรูปแบบการทดลอง เป็นการ "ทดลองเปิดใช้อุโมงค์ก่อน โดยยังไม่ปิดแยก"
การกำหนดให้ปิดแยกและยกเลิกไฟจราจรควบคู่ไปกับการเปิดอุโมงค์ทันทีนั้น เป็นเพียงการคาดเดาว่ารถที่ไหลลื่นมาจากอุโมงค์จะมาติดสะสมที่สี่แยก ทางเราจึงขอเสนอให้ใช้หลัก "การประเมินตามความเป็นจริงทางธรรมชาติ" โดยเมื่ออุโมงค์ก่อสร้างแล้วเสร็จ ขอให้เปิดใช้งานอุโมงค์ก่อนตามปกติ โดยที่สี่แยกและสัญญาณไฟจราจรด้านบนยังคงเปิดใช้งานเช่นเดิม และใช้ระยะเวลาประเมินผลอย่างน้อย ๓ เดือน เพื่อดูว่าปริมาณรถที่ติดสะสมลดลงหรือไม่ อุบัติเหตุเป็นอย่างไร หากพบว่ายังมีปัญหาติดขัดรุนแรง จึงค่อยนำมาตรการปิดแยก หรือเปิดปิดจุดตัดตามช่วงเวลา มาพิจารณาร่วมกับประชาชนอีกครั้ง แนวทางนี้น่าจะได้รับการยอมรับและลดความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ได้ดีกว่า

๒. สภาพกายภาพและบริบทของถนน เป็น "พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน" ไม่ใช่ "ถนนบายพาส"
ถนนมิตรภาพช่วงที่ผ่านตัวเมืองโคราช เป็นพื้นที่ที่มีร้านค้า ธุรกิจ สถานบริการ และมีตรอกซอยเชื่อมต่อเข้าสู่แหล่งชุมชนจำนวนมาก วัตถุประสงค์และการใช้งานของถนนเส้นนี้จึงแตกต่างจากถนนบายพาส (Bypass) หรือทางหลวงพิเศษ(Highway) ที่เน้นให้รถวิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง การพยายามปรับรูปแบบถนนในเมืองให้เป็นเสมือนถนนบายพาส จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเข้าถึงธุรกิจห้างร้านริมทาง รวมถึงตัดขาดวิถีชีวิตการสัญจรข้ามไปมาของชุมชนสองฝั่งถนน

๓. ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์และผู้ใช้ถนนในท้องถิ่น
การปรับถนนให้รถทางตรงทำความเร็วได้มากขึ้น ประกอบกับการบังคับให้รถท้องถิ่น โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ต้องขับเลยจุดหมายเพื่อไปหาจุดกลับรถที่ไกลขึ้นตามแผนใหม่ จะเป็นการเพิ่มระยะเวลาและระยะทางนท้องถนน ซึ่งใ
นทางปฏิบัติ ทุกนาทีและทุกกิโลเมตรที่เพิ่มขึ้น คือการเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ต้องไปใช้ความเร็วร่วมกับรถใหญ่ในระยะทางที่ไกลกว่าเดิม

๔. การผลักภาระต้นทุนด้านพลังงานและเศรษฐกิจให้ประชาชน
แม้มาตรการนี้อาจช่วยลดการจอดรถติดสะสมได้ แต่ต้องแลกมาด้วยระยะทางการขับขี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยวเข้าซอย เข้าที่พัก ประกอบกิจวัตรประจำวันหรือค้าชาย การบังคับให้ประชาชนต้องขับรถอ้อมเพื่อไปกลับรถ เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิง สิ้นเปลืองพลังงานระดับประเทศ และเพิ่มต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันชองชาวโคราชอย่างไม่เป็นธรรม

ด้วยเหตุผลและข้อกังวลที่ได้เรียนเสนอมาข้างต้น จึงขอความอนุเคราะห์จากประธานคณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดพิจารณาทบทวนมติและชะลอการดำเนินการปิดจุดตัดสัญญาณไฟจราจรดังกล่าว โดยขอให้ปรับเปลี่ยนเป็นการประเมินผลกระทบหลังจากการเปิดใช้อุโมงค์ตามสภาพความเป็นจริงก่อน เพื่อให้การพัฒนาระบบจราจรของจังหวัดนครราชสีมา สอดคล้องกับความปลอดภัยและวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง 


ทั้งนี้ คาดว่า ทาง อจร.นครราชสีมา จะมีการนำเข้าที่ประชุมในโอกาสถัดไป ซึ่งปกติจะมีการประชุม อจร.เป็นรายไตรมาส 

 


10 336